ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

1 12 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

.

ความเดิมตอนที่แล้ว

สภาวะการณ์ที่บึงน้ำ : ยาจกเจียมพลาดพลั้งให้กับกระบวนท่า ใยไหมฟ้าคร่าวิญญาณ ของไบหยุ่น สรรพกำลังส่วนหนึ่งถูกตรึงไว้มิอาจเคลื่อนไหวได้ชั่วเวลาหนึ่ง

อีกทั้งเบื้องหน้ามันพลันปรากฏ กระบี่โลหิตดำธาตุมารอันลี้ลับของเล่าอู๋เฟิง มารเฒ่าในกาลก่อน พร้อมกับเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำ ความเป็นมาของคนผู้นี้ มีอันใดเกี่ยวข้องกับเล่าอู๋เฟิง ยังมิอาจทราบได้

สภาวะการณ์ที่โตงเตี๊ยมวิญญูชน : สถานการณ์พลิกผัน เหล่าเติ่งในความมืดมิดกลับร่วมมือกับสหายเก่าหลงซี่ฮัว เปิดโอกาสให้กระบี่โปรยบุปผาและหลงซี่ฮัวหลบหนีออกนอกโรงเตี๊ยม

อีกทั้งเกิดเรื่องประหลาดในโรงเตี๊ยม บุรุษลึกลับในชุดดำต่างร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด มิมีผู้ใดกล้าขยับเคลื่อนไหวภายในโรงเตี๊ยม

สภาวะการณ์ที่แม่น้ำฉิว : สามสหายแห่งโรงเตี๊ยมวิญญูชนต่างร่วมลงเรือลำเดียวกัน ภายใต้ความช่วยเหลือของสำนักกระบี่บุปผา สหายใต้หล้าอีกทั้งซินแสเกากลับปลอมแปลงเป็นเด็กรับใช้บนเรือ ส่วนบัณฑิตธนูทอง กลับเลือกปลอมแปลงเป็นคนใกล้ชิดกับอดีตเจ้าสำนักกระบี่บุปผา ‘กระดังงาอัคคี’

ในเวลาไม่นานเรือน้อยได้เทียบเรือใหญ่ กงจื้อกระไหล่เงินออกมารับหน้า แต่กระดังงาอัคคีกลับหาสนใจมันไม่

.


.

ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

.

ณ กลางแม่น้ำฉิว

.

เรือใหญ่ลอยนิ่งไม่แม้แต่จะสะเทือนด้วยระลอกคลื่น เพราะความใหญ่โตของมัน ทำให้ผู้คนบนเรือไม่อาจรับรู้ความเคลื่อนไหวที่ใต้ท้องเรือ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องเลวร้ายเพียงใด นั่นย่อมอยู่ที่มุมมอง อาจเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ได้ประโยชน์ อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าใจสำหรับผู้ที่กำลังถูกกร่อนทำลายไปทีละเล็ก ทีละน้อย

ชีวิต บางครั้ง คือความเสื่อมสลายในทุกขณะลมหายใจ

อย่างเชื่องช้า

เช่นเดียวกับนาง ก้าวย่างของนางแต่ละก้าวขณะนั้น มองไปอาจดูเชื่องช้า ยาวนาน หากแต่กลับแฝงไว้ด้วยท่วงท่างามสง่า อีกทั้งแสดงออกมาอย่างองอาจผ่าเผย ใบหน้าตั้งตรง ดวงตากวาดมองรายรอบราวกับว่า สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของนาง ไร้ซึ่งอาการหวาดเกรงผู้คน อาภรณ์สีขาวมีประกายแวววาวราวกับเกล็ดหิมะยามอาบแสงจันทร์กระจ่าง  มีเพียงชายแขนเสื้อทั้งสองข้างที่ขลิบแพรไหมย้อมสีแดงสด

เป็นสีแดงสดเฉกเช่นสีของดอกโบตั๋น

มือเรียวยาวขาวนวลเมื่อยามต้องแสงจันทร์ เส้นผมของนางดำขลับเงางามจากต้นจรดปลาย ลึกลับดุจดั่งลอนคลื่นมืดมิดใต้สุดท้องมหาสมุทร ใบหน้านางทรงไข่รับเข้ากับดวงตากลมโตของนาง ริมฝีปากเล็กบางมีสีชมพูมันเงา นามที่ใช้เรียกนางกลับเร้าร้อนประหนึ่งเปลวอัคคีแห่งมวลบุปผา

“กระดังงาอัคคี ที่แท้เป็นท่าน”

ใครคนหนึ่งเอ่ยทักทายนางอย่างเป็นกันเอง เสียงของคนผู้นั้นก้องกังวานและทรงอำนาจ เป็นบุรุษผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่อาภรณ์อย่างเป็นทางการปักดิ้นด้วยทองคำเงาวับ บ่าวไพร่ที่ติดตามอยู่หนหลังแต่งกายรัดกุมในชุดสีเข้มทว่ากลับดูหมองหม่น มองออกว่าเป็นองครักษ์ระดับสูงในกรมกอง บุรุษผู้มาถึงย่อมต้องมีตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาในบ้านเมือง คำที่กล่าวออกมาว่า ‘ที่แท้เป็นท่าน’ ย่อมหมายถึงผู้คนทั้งสองต่างรู้จักกันมาก่อน

กระดังงาอัคคียิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้  “คารวะใต้เท้าหม่า”

จากนั้นเดินผ่านบุรุษผู้นั้น และ กลุ่มคนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง แสงโคมส่องสว่างในห้องโถง ความสว่างไสวคล้ายบรรจงสาดส่องไปที่นางเพียงผู้เดียว ผู้คนที่ยืนอยู่ก่อนนั้น พลันจ้องมองนางเป็นตาเดียว เป็นดวงตาที่หลากหลายอารมณ์ ทั้งยกย่อง ทั้งหมิ่นแคลน ทั้งโง่งม ทั้งเหม่อลอยเปลี่ยวเปล่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สายตาผู้คนบ่งบอกเรื่องราวมากมาย ประกายตาของนางกลับมิได้เหมือนผู้คนทั่วไป เพราะคนทั่วไปมิได้เป็นเช่นเดียวกับนาง คนเหล่านั้นจึงมีความคิดที่ผิดแผกกันออกไป เมื่อเห็นนางมิได้ให้ความใส่ใจกับบุคคลที่ขึ้นชื่อว่า ‘ใต้เท้า’ ผู้คนเหล่านั้นได้แต่ใช้สายตาที่หลากความคิด เฝ้ามองนางเดินผ่านไปอย่างเงียบงัน

นางเดินไปอย่างเชื่องช้า ยังสุดทางเดิน จากนั้นหยุดที่ตรงนั้น และหันหลังกลับมา ยืนสงบนิ่ง สายตาของนางมิเพียงคมกริบ หากแต่กลับแฝงไว้ซึ่งม่านบางเบาผืนหนึ่ง สะกัดกั้นมิให้ผู้ใดในที่แห่งนี้เข้าใกล้ตัวนาง นางไม่กล่าวอันใดอีก คล้ายกับว่าเฝ้าคอยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินผ่านไปตามธรรมชาติ

เป็นตามธรรมชาติอย่างที่สมควรจะเป็น

.

เช่นเดียวกับดอกโบตั๋น ที่มิเคยแปรผันไปตามถ้อยคำบงการของผู้ใด หรือยินยอมพร้อมก้มศีรษะให้กับกระแสสังคมที่กดดันรอบข้าง

เรื่องราวของดอกโบตั๋นเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาเพื่อยกย่อมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของดอกโบตั๋น ที่ไม่ยินยอมเบ่งบานตามคำบงการของพระนางอู๋เจ๋อเทียน

ในอดีตกาล มีอยู่คราหนึ่ง ที่พระนางอู๋เจ๋อเทียนได้มีโอกาสออกเดินชมอุทยานดอกไม้ในตัวเมืองฉางอัน ซึ่งหลังจากที่หิมะโปรยปรายภายในอุทยานล้วนแล้วมีแต่ความขาวโพลนของหิมะ พระนางจึงมีดำริว่า “หากขณะเวลานี้ บรรดาบุปผาชาตินานาสามารถเบ่งบานได้ในเวลาเช่นนี้ก็คงจะดีมิใช่น้อย”

เมื่อพระนางมีดำริเช่นนี้แล้ว จึงได้รสจนาเป็นภาษกวีลงในกระดาษ จากนั้นให้นางสนองที่อยู่รายข้างนำกระดาษแห่งพระประสงค์ไปเผาไฟเพื่อแจ้งหมายความตั้งพระทัยเหล่านั้นสู่สรวงสวรรค์เบื้องบน เดือดร้อนไปถึงเหล่าเทพยาดาแห่งบุปผา ที่ต่างต้องเตรียมการให้ดอกไม้ทั้งหลายในสวนเบ่งบานก่อนเวลาอันควร

จะมีก็เพียงแต่ดอกโบตั๋นเท่านั้น ที่มิยินยอมทำตามที่พระนางร้องขอ ด้วยเพราะดอกโบตั๋นเห็นว่า อันดอกไม้มีฤดูกาลที่จะเบ่งบานไปตามเวลา การที่พระนางทำเช่นนี้มิใช่เป็นการฝืนธรรมชาติหรอกหรือ

ครั้งเมื่อถึงเวลาที่พระนางอู๋เจ๋อเทียนออกประพาสอุทยานอีกครา ครั้งนี้ดอกไม้ในอุทยานต่างเบ่งบานโดยพร้อมเพรียง เป็นที่งดงามยิ่งนัก มีเพียงดอกโบตั๋นเท่านั้น ที่มิได้เบ่งบาน พระนองเห็นเช่นนั้นจึงมีรับสั้งให้ทหารเผาทำลายดอกโบตั๋นในอุทยานทั้งหมด

อีกทั้งให้นำเอาดอกโบตั๋นทั้งหมดที่อยู่ในเมืองฉางอันไปทิ้งไว้บนเขาลั่วหยาง ทว่าเมื่อดอกโบตั๋นเดินทางไปถึงเขาลั่วหยางแล้ว กลับเบ่งบานงดงามอย่างวิจิตรตระการตา เป็นที่ชื่นชมของเมืองลั่วหยางนับจากนั้นมา

ผู้คนมักเปรียบเทียบอิสตรีงดงามดั่งบุปผา นั่นย่อมต้องเป็นบุปผาที่คลี่บานอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ หาได้เบ่งบานออกเพราะคำบงการของผู้ใด กระดังงาอัคคีเป็นอิสตรีเช่นนั้น

เป็นอิสตรีที่มีความกล้าหาญดุจเดียวกับดอกโบตั๋น

.

ห้องโถงใหญ่ มีดวงโคมมากมายให้ความสว่าง ผู้คนราวกับตัวหดเล็กลงเมื่อเทียบเคียงกับความกว้างใหญ่ภายใน เมื่อมองกวาดไปทั้งห้องโถงกลับพบเห็นป้ายไม้กว้างขนาดสี่วาเศษยาวนับสิบวา

เป็นไม้ท่อนใหญ่เมื่อนึกย้อนไปถึงเมื่อมันยังคงเป็นลำต้น แผ่นไม้สลักอักษรจมลึกไปในเนื้อไม้หนึ่งเชียะ คำที่สลักอ่านได้ความหมายว่า ‘โถงเที่ยงธรรม’

“เฮอะ!!.. ข้าพเจ้าคิดอาเจียนในโถงเที่ยงธรรม” เสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังนาง

เบื้องหลังนางย่อมมีผู้คน เป็นผู้คนที่รู้จักกล่าววาจาเย้ยหยันเป็นพิเศษ คนผู้นั้นย่อมเป็นใครอื่นไปมิได้

‘บัณฑิตธนูทอง’ ผู้ซึ่งวางท่าทางสงบสุขุม มันยืนนิ่งไม่ห่างจากกายนางเท่าไรนัก กริยาของมันผิดกับก่อนหน้า ที่มันดูจะคึกคักกับการได้ขึ้นมาบนเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิวแห่งนี้ ทว่านอกจากมันแล้วกลับไม่พบเงาร่างของซินแสเกาและสหายใต้หล้า

หรือผู้คนทั้งสองมิได้ติดตามขึ้นเรือ

.

ตอนต่อไปตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ

“ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร”

ในความมืดมิด มีเสียงหนึ่งตอบออกมาอย่างแผ่วเบา “ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตา”

“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน” อีกเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น

เป็นว่าขณะนั้นมีน้ำเสียงของผู้คนถึงสองคน น้ำเสียงของผู้คนยามเอ่ยวาจากลับแผ่วเบา ด้วยเพราะคนทั้งสองต่างหลบเร้นกายในความมืดมิด ในความมืดมิด หากได้เฝ้ามองความสว่างไสวภายนอก ย่อมสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนกว่าผู้คนที่อยู่ภายใน

แสงสว่างอาบไปทั่วห้องโถงสีขาวกระจ่าง ภายในกลับมีแพรพรรณหลากสี เป็นความขัดแย้งที่งดงาม ผู้คนที่อยู่ในโถงนี้ล้วนแล้วเป็นอิสตรี เป็นอิสตรีเรือนร่างเปลือยเปล่า มีบ้างที่คลุมเสื้อผ้าอาภรณ์ หากแต่เป็นอาภรณ์เนื้อบางเบา ซึ่งมิอาจอำพลางความโค้งเว้าของสัดส่วนอันรัดรึงกำลังขวัญของบุรุษเพศ

“จิ้งจอกเฒ่ากลับช่างเลือกทีทาง” น้ำเสียงนั้นคล้ายเย้ยหยัน คำว่าจิ้งจอกเฒ่าหลุดออกจากปาก ย่อมไม่อาจหมายความถึงใครอื่น

ซินแสเกา กระซิบข้างใบหูสหายใต้หล้า “ไฉนท่านยังรั้งอยู่ที่นี่เล่า?”

.



คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: