Book Review

15 11 2009

Book Review โดย (...)

โดย (…)

  

ในระดับความสูงอาคารที่ประมาณห้าสิบเมตรหรืออาจมากกว่านั้นหกสิบเมตรไม่เกินไปกว่านั้น  คนงานทาสีโรยตัวอยู่บนเส้นเชือกสามสี่เส้น หนึ่งคนต่อเชือกสองเส้น เส้นหนึ่งเพียงแขวนถังสี  และสองแขวนร่างกายและจิตใจอันมั่นคง

ทั้งร่างคนและถังสีแกว่งไกวไปมาตามแรงเหวี่ยงของลูกกลิ้งที่ปาดป่ายไปตามแผงผนังเรียบภายนอกอาคาร ราวกับการแสดงกายกรรมในแนวดิ่งที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ (หากไม่แหงนมองดู – และเอาใจตัวเองเข้าไปลองเทียบเคียง)

ในต่างประเทศ หน้างานที่มีลักษณะเช่นนี้ หากไม่มีเครื่องยกที่ติดกับผนังอาคาร ก็คงเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถทาสีผนังอาคารได้โดยที่ไม่ต้องให้คนขึ้นไปแขวนบนเส้นด้ายแห่งความใจถึง เช่นนั้น

กับภาพที่เห็นทำให้นึกเหตุผลได้ไม่กี่ข้อ ซึ่งแต่ละข้อล้วนแล้วเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างค่าแรงคนงานที่โหนเชือก กับ ค่าแรงคนงานบวกอุปกรณ์ที่ปลอดภัยแล้ว ระบบของนายทุนย่อมเลือกประการแรก

ซึ่งปัจจัยในการตัดสินใจไม่เคยพ้นเรื่องเงินเรื่องทองเสียที

เมื่อกล่าวถึงช่างทาสีแล้ว ก็ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ความหนาไม่มากมาย แต่ใช้เวลาในการอ่านและย่อยนานพอสมควร
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับช่างทาสีเหมือนกัน


ช่างทาสี : อันตัน เชคอฟ เขียน

มโนภาษ เนาวรังสี แปล

สำนักพิมพ์นาคร

พิมพ์ครั้งที่ 3 มีนาคม 2548 จำนวน 167 หน้า


“ไมเคิล อเลกซ์ยิสซ์ โปโลซ์เนฟ” เขากล่าวต่อไป  “ฉันคิดว่า ไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่หน้าไหนก็ตามที่ค้าดอกเบี้ย แม้จำนวนเล็กน้อย เขากำลังทำความชั่ว ไม่อาจเชื่อถือได้ จะหาความยุติธรรมในคนเช่นนี้ยาก”

แรดดิสซ์ผอมซีดดูหน้าสะพรึงกลัว เขาหลับตาลงและสั่นหัว เอ่ยขึ้นมาอีก ในทำนองเหมือนนักปรัชญา

“เหมือนตัวหมัด มันเกาะหญ้า สนิมกินเหล็ก ความหลอกลวงกัดกร่อนวิญญาณมดเท็จ – พระเจ้าช่วย กรุณาเราคนบาปด้วยเถอะ”


ไมเคิลคือใคร? ไมเคิลคือลูกชายคนเดียวของสถาปนิกแก่ประจำเมือง เขาเกลียดอาชีพของบิดา เขาเกลียดในสิ่งที่บิดาเขาต้องการให้เขาเป็น เขาต่อต้าน และผลักดันตัวเองเข้าสู่พื้นที่ในอุดมคติ เขาต้องการเป็นคนทำงานใช้แรง เป็นแรงงาน

ในสายตาของบิดา คนใช้แรงงานคือคนที่ไม่มีสมอง ไม่มีปัญญา การทำงานของบิดาคือการทำงานที่ไม่ต้องออกแรง แต่เป็นการใช้สมอง

และไมเคิลรังเกียจความคิดเช่นนี้ นั่นเป็นเหตุให้เขาต่อต้านบิดาของตน โดยการออกจากบ้านและปฏิเสธงานทุกอย่างที่บิดานำเสนอ เขาไปรับงานทาสีกับแรดดิสซ์

แรดดิสซ์คือใคร? แรดดิสซ์คือช่างทาสีแก่ๆคนหนึ่ง มีความสุขกับการทำงาน ดูละคร และชอบด่าว่าตำรวจ หรืออะไรก็ตามที่สวมเสื้อคลุมของการเอาเปรียบ เขาด่าแหลก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ผู้เสียเปรียบจะต่อว่าผู้เอาเปรียบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

เรื่องราวอาจดูเหมือนลูกชายทะเลาะกับบิดาแล้วออกไปทำมาหากินตามแบบฉบับของตัวเอง แต่ความกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เพราะการที่ไมเคิลปฏิเสธงานที่เป็นเกียรติเป็นหน้าตาของวงศ์ตระกูลนั้นเดือดร้อนไปถึงระดับผู้ว่าผู้ปกครองเมืองเลยทีเดียว

เพราะสำหรับคนพวกนั้นแล้ว การที่ลูกชายของสถาปนิกของเมืองเลือกที่จะใช้แรงงานโดยการรับจ้างทาสีหลังคาบ้านเรือนแลกกับเงินเล็กน้อย และนั้นทำให้ไมเคิลต้องเดินทางออกจากเมืองที่บิดาเขาอาศัยอยู่ไปอยู่อีกเมือง

เรื่องราวตรงนี้ออกจะประหลาดสักหน่อย ตรงที่เพียงแค่ทำงานโดยการใช้แรงงาน (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ต้องใช้สมองเหมือนกันละ) ของไมเคิลทำให้ชนชั้นสูงหรือระดับชั้นปกครองต้องเดือดร้อนกันเลยทีเดียว แต่เขาก็ได้เอามาใส่ใจ เดินทางออกจากเมือง มาทำงานที่สถานีรถไฟแรกของเมือง เมืองที่กำลังก่อสร้างทางรถไฟ

และที่แห่งนี้ จะว่าไป เขา (ไมเคิล) ก็ใช่ว่าจะหลบพ้นเรื่องราวของการแบ่งชนชั้น แต่เขาก็เริ่มเรียนรู้ที่จะเจรจากับคนเหล่านั้น

“ผมจะขึ้นต้นโดยพูดว่า” เอ่ยแล้วเขาก็นั่งบนเตียงของข้าพเจ้า “แต่โทษทีเถิดนะ”  บลาโกโวเร่าร้อนขึ้นมาทันที ผุดขึ้นยืน

“ถ้าตัวทากซึ่งอยู่ในเปลือกหุ้มมัวแต่ง้วนอยู่กับความสมบูรณ์พร้อมทุกประการ ในการเคลื่อนตัวไปอย่างงุ่มง่าม และวุ่นวายอยู่กับกฏเกณฑ์แห่งศิลธรรม คุณจะเรียกว่านั่นคือความก้าวหน้ามั้ย?”

“สังคมจะยุ่งเหยิงวุ่นวายทำไม?” ข้าพเจ้ากล่าวค่อนข้างก้าวร้าว

บลาโกโวคือใคร? บลาโกโวคือหมอ คือปัญญาชนผู้หนึ่งซึ่งมีแนวทางความคิดและการกระทำผิดแผกไปจากปัญญาชนที่ไมเคิลชิงชัง

และเรื่องราวก็เริ่มจากตรงนั้น เมื่อเริ่มเปิดเข้าหาหลังจากปิดกั้นจิตใจอยู่นาน ไมเคิลเริ่มมองเห็นว่า ไม่ว่าจะคนกลุ่มใด สมาคมไหน คนรวย คนฉลาด คนจน ต่างมีทั้งคนที่ดีและไม่ดี มีคนที่เสียเปรียบและมีคนที่ถูกเอาเปรียบ

คนใช้แรงงานบางคนเอาเปรียบนายจ้างเมื่อมีโอกาส นายจ้างเอาเปรียบลูกน้องเหมือนกัน และไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทุกคนเอาเปรียบกันเองเมื่อมีโอกาส

ประเด็นที่น่าสนใจของ ‘ช่างทาสี’ สำหรับผู้อ่านเห็นว่า ผู้เขียนมิได้จงใจชี้นำว่าฝ่ายใดผิดหรือฝ่ายใดถูก หากแต่นำเสนอสภาวะของทั้งสองฝ่าย หรือ ทุกฝ่าย (หากมีมากกว่าสอง)

โดยนำเสนอรายละเอียดในแต่ละบุคคล ทั้งในเรื่อง ความสุข ความทุกข์ ในแต่ละบทบาทหน้าที่ในสังคม เป็นการนำเสนอรอบด้าน แทนที่จะเจาะจงสร้างพระเอกนางเอกและตัวโกงขึ้นมาอย่างเด็ดขาดชัดเจน แม้แต่ไมเคิลเองก็ตามที ในบางจังหวะชีวิตของเขา ก็เดินร่วมทางกับสิ่งที่เขาปฏิเสธ และนั่นทำให้เขาพบมุมที่เขาไม่ได้มองเห็นไม่ได้เรียนรู้เพื่อเข้าใจกับมัน

เหมือนกับคนอ่านได้นั่งเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตัวละครทุกตัว แม้ในท้ายสุดตัวละครบางตัวอย่างบิดาของไมเคิล ที่ยังคงยึดถือเอาเกียรติศักดิ์ของตระกูลเหนือกว่าความเป็นพ่อเป็นลูก ท่านจะไม่เปลี่ยนไปก็ตาม นั้นก็เป็นการแสดงออกถึงความแน่นอนและความไม่แน่นอน

เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่ไม่อาจเดาทางได้เลยว่า ทิศทางของตัวละครแต่ละตัวจะเป็นอย่างไร และที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับเรื่องนี้คือ ในความที่เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว การใช้ถ้อยคำนั้น เรียบง่ายและกะทัดรัดแต่ไม่ถึงกับห้วนจนเกินไปที่จะไม่ได้อรรถรส (ต้องยกความดีให้คนแปลด้วย)

ช่างทาสี จึงมิได้มีเพียงความยากลำบากของคนใช้แรงงาน ยังมีความรื่นรมย์ในมุมเล็กของความภูมิใจที่ได้ใช้เหงื่อแลกความภูมิใจ

เป็นความภูมิใจที่ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินทอง


“ปัญหาเรื่องการทำดีหรือทำชั่ว ทุกคนต้องตั้งต้นที่ตัวเอง ไม่อาจรอจนกระทั่งมวลมนุษย์เริ่มมันโดยวิธีทางการวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

– ช่างทาสี / อันตัน เชคอฟ


 

สารบัญ ก้าวฯที่๔๓


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: