ปัจจัยที่ห้า

1 10 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

ปัจจัยที่ห้า

.

.

Postcard Singapore

.

เขียนบนเครื่องบินโดยสารเหนือมวลเมฆขาวที่ล่องลอย

.

น้องสาวสุดที่รัก…

พี่ไม่เคยเขียนโปสการ์ดให้เธอมาก่อนเลย  อาจเป็นเพราะเราใกล้ชิดกันมาก  อยู่ด้วยกันทุกวันตลอดชีวิตที่ผ่านมา  และถึงแม้ว่าเราจะเคยอยู่ห่างกันบ้างเมื่อน้องไปเรียนที่ต่างจังหวัด  แต่ก็เป็นในขณะเวลาที่พี่กำลังจัดการกับชีวิตที่วุ่นวายช่วงมหาวิทยาลัยอยู่เช่นเดียวกัน

แต่สำหรับโปสการ์ดใบนี้  พี่คิดว่าคงไม่มีใครเหมาะสมที่จะมอบให้…เท่ากับเธอ  แม้ว่าวันเวลาที่สิงคโปร์นั้นเราก็ยังมีกันและกัน  แต่…ก็มีใครคนหนึ่ง  ซึ่งทำให้ระยะห่างระหว่างเรานั้นกว้างออกไป  ทว่าสิ่งนี้กลับทำให้สายตาของพี่ได้มองเธออย่างลึกซึ้งมากขึ้น…

แม้เธอจะเดินคุยกับใครคนนั้นมากกว่าพี่  แต่การยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง  ก็ทำให้พี่ได้เห็นความสุขและรอยยิ้มในดวงตาของเธอ  ที่มันส่องประกายวิบวับ  น่ารักสมกับความเป็นหญิงสาวซึ่งน่ารักที่สุดที่พี่รู้จัก…

นับจากวันที่เธอมาบอกทางบ้านถึงเหตุผลของการเลือกใครคนนั้นเป็นคนคู่กาย  พี่ก็รู้สึกเบาใจกับการตัดสินใจของเธอ  พี่ดีใจที่เธอเลือกเขาโดยไม่ได้ดูแค่เพียงภายนอก  ทั้ง ๆ ที่มีผู้ชายคนอื่นซึ่งเสนอวัตถุสูงค่า  เสนอปัจจัยห้า , หก , เจ็ดให้เธอมากมาย…

ในวันที่พี่มองดูเธอจากมุมห่าง ๆ นั้น  เธออาจจะดูห่างไกลไปสักนิด  แสงไฟรถซึ่งวิ่งอย่างมีวินัยบนถนน  ผู้คนมากมายที่ย่างเดินอย่างเป็นระเบียบ  ตึกรามอาคารร้านรวงห้างสรรพสินค้า  แหล่งท่องเที่ยวนานา  อาจจะกลบเกลื่อนความเป็นเธอให้รอดพ้นจากสายตาของพี่ไปได้บ้าง  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม…  ความรู้สึกภายในจิตใจนั้นพี่ยังคงมีเธออยู่ใกล้ ๆ เสมอ  อาจด้วยความที่เราเคยอยู่ในท้องของแม่คนเดียวกัน  มีเลือดของแม่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายและหัวใจเหมือน ๆ กัน  และเติบโตมาโดยใกล้ชิดกันมาก

น้องสาวของพี่จึงทำให้พี่รู้สึกได้ทุกเวลาว่า  เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก  ซึ่งมีจิตใจที่ดีมากอย่างลึกซึ้ง  และเป็นคนที่คำนึงถึงเรื่องภายในจิตใจมากกว่าการให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของ  พี่จึงเชื่อว่า…  หากเธอมีครอบครัวไปกับเขาคนนั้น  เธอกับเขาจะสามารถเข้าใจกันได้ด้วยดี  ด้วยหัวใจที่กลมกลืนกัน  ครอบครัวของน้องสาวสุดที่รักของพี่จะมีความสุข…

ปัจจัยที่ห้า…พี่คิดว่าเป็นสิ่งที่เสมือนมีจริงในชีวิตของแต่ละคน  เป็นภาวะของสิ่งที่จำเป็นจะต้องมาเกี่ยวข้องกับชีวิต  อาจโดยกระแส  หรือเพราะคนเราทำสิ่งใดตกหล่นหายไปจนเกิดความต้องการเพิ่มขึ้นในสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น  แต่พี่ก็เชื่อเสมอว่า…  น้องสาวของพี่จะรู้จักให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต  และไม่หลงทาง  เพราะพี่รู้ดีว่า…  น้องสาวของพี่เดินทางชีวิตด้วยส่วนลึกภายในหัวใจที่ดีงามเสมอ…

.

.

.

.

.

แด่…น้องสาวสุดที่รัก และผู้อ่านกับการเดินทางสำรวจภายในใจ

.

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

เครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์เคลื่อนตัวลงจอด ณ สนามบินชางงีของประเทศซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของแหลมมลายู  อันเป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก  เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไร คนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา  และภายหลังชื่อนั้นจึงได้ถูกเปลี่ยน  และเรียกขานมาจนทุกวันนี้ว่า “ ประเทศสิงคโปร์ ”

ภายในของสนามบินชางงีเมื่อ 4 ปีก่อนนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย  โปร่งโล่ง  ให้ความรู้สึกคลาสสิกและอบอุ่น  แต่ฉันก็ไม่มีเวลาที่จะชื่นชมการตกแต่งนั้นมากนัก  เนื่องด้วยต้องรีบเดินทางไปยังที่พัก  ฉันลากกระเป๋าเดินทางเดินตามคนในครอบครัวอย่างเหนื่อยหน่าย  ลงบันไดเลื่อนเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน  ซึ่งมีสถานีอยู่ภายในสนามบินนั่นเอง  แม้ฉันจะต้องยืนตลอดเส้นทางของรถไฟฟ้าใต้ดินที่นั่น  แต่ก็ถือว่าผู้คนซึ่งใช้บริการนั้นไม่ถึงกับหนาแน่นมากนัก  ผู้คนมองดูสบาย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานและวัยรุ่น

ที่พักของเราอยู่ในย่านบูกิส (Bugis)  จุดที่เราลงจากรถไฟฟ้าใต้ดินนั้นต้องเดินไปตามถนนอีกประมาณ 1 กม.  ฉันลากกระเป๋าไปตามฟุตบาทด้วยจิตใจที่ล่องลอย  หากทุกคนในบ้านไม่มาเที่ยวต่างประเทศ  ในยามนี้ก็ควรจะเป็นยามที่ฉันยังต้องพักและสงบใจอยู่ที่บ้าน  จากเหตุการณ์ความผิดหวังในความรักอย่างเฉียบพลันกับสิ่งซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปในแบบนั้นมาก่อน  อันเป็นสาเหตุของอาการป่วยทางใจหลังจากนั้น  แต่ฉันก็ยังคงต้องลุกขึ้นมาก้าวเดินไปข้างหน้า  พร้อม ๆ กับการนำพาของครอบครัว

ฉันไม่ได้เตรียมใจไว้ว่าจะต้องมาพบกับอะไรที่นี่  ไม่ได้รู้สึกสดใส สนุกสนานหรือตื่นเต้นสมกับการมาเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก  ฉันเพียงแต่รู้สึกเฉยเมยในตอนแรก  ทว่า…หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้  กลับสามารถนำพาความรู้สึกของฉันให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม…

.

ถนนสายใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยตึกของโรงแรมและอาคารร้านค้าซึ่งวางตัวอย่างเป็นระเบียบ  รถยนต์บนท้องถนนซึ่งดูไม่แออัด  และวิ่งกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่มีการปาดแซงใด ๆ  ทำให้ภายในใจที่วุ่นวายวกวนของฉันเริ่มสงบเงียบลง…

Bugis jungtion

แล้วย่านบูกิสก็ค่อย ๆ ซึบซาบลงในช่วงเวลาแห่งความทรงจำของฉันตั้งแต่วินาทีนั้น  ความเงียบภายในใจที่เกิดขึ้น  ทำให้ยินเสียงเพลงสากลที่ล่องลอยมาจากลานโล่งฝั่งตรงข้ามโรงแรมได้เบา ๆ ในยามคืนค่ำ  เสียงนั้นสัมผัสคลอนหัวใจของฉันให้ไหวพลิ้วดังดอกไม้เล็ก ๆ ในสายลม

ยามเช้า… ชีวิตยังคงดำเนินไปตามการขับเคลื่อนของกาลเวลา  เช่นกันในบูกิส  เมื่อตะวันเบิกฟ้า  ทุกชีวิตก็มีชีวา  แม้ว่าย่านนั้นจะมากมายไปด้วยอาคารสมัยใหม่  แต่ก็ยังคงมีตลาดสดเล็ก ๆ สองชั้นแทรกตัวแอบอยู่ที่มุมหนึ่ง  พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีน  ขยันขันแข็งกันตั้งแต่เช้า  ที่นี่ทำให้ฉันคิดถึงตลาดใกล้กับมหาวิทยาลัยซึ่งจบมา  เพราะหน้าตานั้นคล้ายกันมาก

นอกจากห้างสรรพสินค้าเล็ก ๆ แล้ว  มีบางบริเวณเป็นร้านค้าเล็ก ๆ รวมกันอยู่  ซึ่งขายของที่ระลึกมากมาย อาทิ พวงกุญแจ  ขนม  เสื้อผ้า  และโปสการ์ด  ที่นี่เองเป็นสถานที่ที่ฉันได้พบกับโปสการ์ดใบนี้…

ในสิงคโปร์นอกจากประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีนแล้ว  ที่นี่ก็ยังมีคนเชื้อสายอื่น ๆ อยู่ด้วย  อันเป็นที่มาของความเชื่อทางศาสนาอันหลากหลาย  รวมทั้งศาสนสถานของคนเชื้อสายต่าง ๆ เช่น  สุเหร่าเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยสีสันสดใส  ซึ่งวางตัวอยู่ในท่ามกลางร้านค้า

.

เมื่อเดินเที่ยวในย่านบูกิสจนเป็นที่พอใจแล้ว  เราก็เดินทางด้วยรถประจำทางเพื่อไปยังสถานที่ต่อไป  ตรงป้ายรถประจำทางนั้น  ฝั่งตรงกันข้ามกับสายตาของฉัน  เป็นสถาบันเกี่ยวกับศิลปะ  และด้านข้างของสายตา  ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนอ่านหนังสืออยู่  เป็นสิ่งซึ่งฉันไม่ค่อยพบเห็นในเมืองไทย สองสิ่งนี้ดูเหมือนจะย้ำเตือนว่า…  ฉันกำลังอยู่ในต่างประเทศ

ฉันขึ้นไปบนรถประจำทางของประเทศสิงคโปร์  ซึ่งสะอาดและโล่งมาก  เมื่อนั่งลงแล้วจึงรู้สึกสะดวกสบาย  และสามารถปล่อยใจได้โดยไม่รู้สึกว่าอยู่ต่างบ้านต่างเมืองใด ๆ  ฉันนั่งอยู่หลังคนขับรถ  กระจกกว้างด้านหน้าทำให้แลเห็นต้นก้ามปูหรือจามจุรีต้นใหญ่เรียงรายอยู่สองข้างของถนน  กิ่งก้านสาขานั้นแผ่กว้างโค้งเข้าหากัน  พู่ดอกสีชมพูเล็ก ๆ นั้นแซมอยู่  เป็นอุโมงค์ต้นก้ามปูขนาดใหญ่ที่แลดูร่มครึ้มและสวยงาม

รถประจำทางมาสิ้นสุดเส้นทางที่ Harbour Front เราขึ้นกระเช้าลอยฟ้าข้ามไปยังเกาะเซนโตซ่า  เกาะเซนโตซ่าเป็นเกาะที่รวมหลายสิ่ง  เช่น  สวนสนุก  สวนธรรมชาติ และสวนวัฒนธรรม ฯลฯ

ส่วนที่ฉันไปนั้นคือส่วนสวนสนุก  แต่เราก็ไม่ได้เล่นเครื่องเล่นใด ๆ เนื่องจากค่าบัตรนั้นคิดเป็นเงินไทยในราคาที่สูงทีเดียว  จึงแค่เดินเที่ยวชมรอบ ๆ บริเวณนั้นมีน้ำพุเต้นระบำ  และ Merlion Walk  ซึ่งเป็นรูปปั้นมังกรมีน้ำพุโดยรอบ  สิ่งหนึ่งซึ่งเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ ของฉันได้ที่นี่คือ  เมื่อฉันได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้  ฉันได้พบนกยูงมากมายเกาะอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ  ทำให้คิดว่าบนเกาะเล็ก ๆ นี้ยังดีที่คนกับสัตว์ป่ายังพออาศัยอยู่ร่วมกันได้บ้าง  แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าหากอีกสิบปีข้างหน้าได้มาที่นี่อีก  ฉันจะยังคงพบนกยูงเหล่านี้ไหม…

sentosa

อีกสถานที่หนึ่งซึ่งฉันมีโอกาสได้ไปและประทับใจคือ  สวนนกจูร่ง  สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่านก  เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่มีความหลายหลายและน่าสนใจ  พฤติกรรมของพวกเค้าส่วนใหญ่จะไม่มีพิษมีภัยและมีความน่ารัก  เราได้ชมการแสดงนกหลากหลายประเภท  เช่น นกแก้ว  นกพิราบ ฯลฯ  แต่การแสดงที่ฉันประทับใจที่สุดคือ  การแสดงชุดคนเลี้ยงเหยี่ยว  บริเวณที่ฉันนั่งดูการแสดงชุดนี้ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน  และฉันก็นั่งอยู่คนเดียว  กับกลุ่มเด็กอนุบาลที่คุณครูพามาซึ่งนั่งไกลออกไป  นอกจากการแสดงอันเร้าใจ  สวย  และสง่างามของเหยี่ยว  สัตว์ซึ่งฉันไม่เคยได้ใกล้ชิดมากนักแล้ว  ปฏิกิริยาและความน่ารักของเด็กอนุบาลซึ่งมานั่งชมอยู่ภายในสายตาฉัน ได้เติมความเดียวดายซึ่งอวลอยู่โดยรอบนั้นจนเต็ม…

เมื่อถึงวันสิ้นสุดการเดินทาง  ณ สนามบินชางงี  บริเวณส่วนผู้โดยสารขาออก  ถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงแซมด้วยดอกสีขาว  เมื่อมีพรมสีม่วงเข้มปูลาดประดับพื้น  ทำให้สนามบินแห่งนี้ดูเรียบง่ายแต่งามสง่า  ฉันเดินแยกจากทุกคนไปดูร้านค้าต่าง ๆ  และร้านค้าที่เข้าไปนานที่สุดก็คือร้านหนังสือ  หนังสือวรรณกรรมภาษาอังกฤษซึ่งขายที่สนามบินชางงีนั้น  เมื่อเทียบราคาเป็นเงินไทยแล้ว  ราคาไม่ต่างจากหนังสือในร้านหนังสือภาษาต่างประเทศของไทยเลย  และนั่นหมายความว่า  หนังสือสำหรับชาวสิงคโปร์เป็นปัจจัยที่สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกมาก  เมื่อเทียบกับรายได้ของประชากร  ในที่สุดฉันก็ได้หนังสือเล่มหนึ่งมาเพื่อนำไปอ่านบนเครื่องบินโดยสาร

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งฉันเห็นว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศไทยก็คือ  น้ำดื่มบริสุทธิ์  อาจเพราะประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะ  การผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์จึงต้องใช้กระบวนการด้วยเทคโนโลยีสูงกว่าในประเทศที่มีน้ำจืดอุดมสมบูรณ์  น้ำดื่ม 1 ขวด เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  ราคา 4 ดอลล่าร์สิงคโปร์  คิดเป็นเงินไทย 100 บาท  ทำให้ฉันคิดว่าคนในประเทศสิงคโปร์นั้น  ต้องมีเงินเดือนสูง  จึงจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  และคนในประเทศสิงคโปร์ก็ดูมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนไทย  ในขณะที่ฉันดื่มน้ำขวดละ 100 บาท  คนไทยบางคนอาจกำลังดื่มน้ำก้นขวดที่เหลือจากการหาได้ในถังขยะ

คนเรามีสิ่งมากมายที่เรานิยามมันว่า “ ปัจจัยห้า ”  ไม่ว่าจะเป็น  รถยนต์ , โทรศัพท์มือถือ , ทองคำ , หนังสือ , ภาพยนตร์  ตามแต่ความต้องการของแต่ละคน 

.

แต่สำหรับฉันแล้ว…

ปัจจัยห้าสำหรับคนเรานั้น  ควรจะเป็น…  “ การแบ่งปัน ” 

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก
– วิกิพีเดีย
– การท่องเที่ยวสิงคโปร์

.

.

issue-40-design-01


คำสั่งกระทำ

Information

One response

1 10 2009
ก้าวฯที่ ๔๐ « ก้าว…รอ…ก้าว (ปีสอง)

[…] ที่…ด้านหลังของโปสการ์ด : [saranya_nok.worm] ปัจจัยที่ห้า […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: