ตอน ๑๑ : เล่ห์ฅน

15 09 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๑ : เล่ห์ฅน

.

.
“มีเพียงไม่กี่คนในยุทธ์ภพเท่าที่เราพอจะเอ่ยนาม เหล่าจอมยุทธ์ที่ยินยอมแลก ระหว่าง ชัยชนะ กับ สันติภาพ เล่าเติ่ง ระหว่างเรากับท่าน ระหว่างชัยชนะกับสันติภาพ สิ่งใดสำคัญยิ่งกว่า”

-เล่าอู๋เฟิง-

๐๐๐

.

“เห่อผิง เจ้าแทงข้าฯ”

.

สิ้นเสียง เถ้าแก่หลงคำรามร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงตึงตังคล้ายผู้คนล้มตัวเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ไม่นาน เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ความเงียบงันบังเกิดอีกครา

พลันนั้นเกิดเสียงปึงปังด้านหน้าโรงเตี๊ยม ทำลายความสงบ มีคนเดินนำเข้ามาก่อน ในความมืด มีสามสี่คนที่ถือโคมไฟ แสงสว่างจากดวงโคมส่องกวาดไปทั่วบริเวณ ภายในโรงเตี๊ยมพบเห็นเพียงเหล่าเติ่ง เป็นมันที่ยืนสงบนิ่งเพียงผู้เดียว  ผู้คนในโรงเตี๊ยม กลับอันตรธานไปหมดสิ้น

“พวกมันเล่า?” บุรุษผู้หนึ่งกล่าวออกด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ในน้ำเสียงคล้ายแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง เป็นอำนาจที่ผู้คนปั้นแต่งขึ้นภายใน เหล่าเติ่งหาได้รับรู้สักเพียงนิดถึงกระแสอำนาจที่คนผู้นั้นต้องการสำแดงออกมา

“หลงซีฮั้ว เล่า?”

ไม่มีคำตอบจากเหล่าเติ่ง

จากนั้นเพียงชั่วลมหายใจเดียว ปรากฏผู้คนสวมใส่ชุดสีดำนับร้อยในมือถืออาวุธหลายชนิด ผู้คนเหล่านั้นต่างกรูเข้ามาภายในโรงเตี๊ยมวิญญูชน ผู้ที่ก้าวเข้ามาคนแรก เดินเข้าหาเหล่าเติ่ง มันเว้นระยะห่างจากเหล่าเติ่งสามสี่ก้าว ในดวงตาแฝงความระแวดระวัง คล้ายกำลังสำรวจบางสิ่งบางอย่างจากมัน

ผู้มาถึงค่อยๆวาดโคมไฟในมือออกไปข้างๆ แสงสว่างจากโคมทำให้พบเห็นกองโลหิตกองหนึ่ง เป็นโลหิตสีแดงข้น คนผู้นั้นค่อยๆเดินเข้าไปใกล้กองโลหิตนั่นยิ่งขึ้น พบเห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวของรอยเท้า

“มันไปแล้ว”

เหล่าเติ่งเอ่ยประโยคแรกหลังจากดำรงสภาวะเงียบงันเนิ่นนาน ผู้ที่มองไปคล้ายเป็นหัวหน้ากลุ่มคนนับร้อย มีสีหน้าสงสัย “ไฉนท่านไม่ติดตามมันไป?”

สิ้นเสียงคนกล่าววาจา ยังมีกลุ่มคนอีกมากมายที่กรูเข้ามาภายในโรงเตี๊ยม ผู้เป็นหัวหน้าออกคำสั่งให้ค้นหาบางอย่าง เหล่าเติ่งยังคงยืนนิ่งตรงตำแหน่งเดิมมิผิดเพียง มันคล้ายต้องการเอ่ยวาจาบางอย่าง และคล้ายต้องการบอกกล่าวให้ได้

ผู้เป็นหัวหน้าคนนับร้อยสังเกตเห็นสิ่งปกติ “ท่านผู้อาวุโสเป็นเช่นไรแล้ว ไฉนท่านไม่อาจเคลื่อนไหว?  หรือว่าท่าน…” กล่าวยังไม่ทันสิ้นคำ ประตูโรงเตี๊ยมที่ถูกเปิดออกแต่แรกกลับกระแทกปิดดัง ‘ปึง’ ลมกระโชกเข้าภายในแรงสะเทือนทำเอาดวงโคมที่ถือดับวูบลง พลันขณะนั้นเกิดเสียงผู้คนร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด ผู้คนในชุดดำมากมายคล้ายอยู่ในความสับสน และในขณะนั้นเอง เสียงเหล่าเติ่งดังก้องขึ้นไปทั่วบริเวณ

“พวกเจ้าอยู่ในความสงบ อย่าได้ขยับตัว”

“เพราะอันใด ไฉนจึงเป็นเช่นนี้” เสียงผู้เป็นหัวหน้ากล่าวออก น้ำเสียงยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ ด้วยเพราะมันต้องแสดงออกซึ่งความเป็นผู้นำ

“นี่เป็นกับดัก หลงซีฮั้วจิ้งจอกเฒ่ากลับซุกซ่อนกลไกไว้ในโรงเตี๊ยม”

“จากนี้เป็นอย่างไร? ท่านไฉนไม่หาทางแก้ไข”

สิ้นเสียงผู้คน กลับเกิดเสียงร้องของใครบางคนกู่ร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงล้มลงตึงตัง เสียงโหยหวนนั้น  คล้ายกับสามารถเข่นฆ่าทหารได้ทั้งกองทัพ เสียงนั้นค่อยๆแผ่วเบา กลับกลายเป็นเสียงหอบหายใจ และเป็นเสียงผู้คนขาดใจตาย ขณะนั้นทุกคนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมกลับสงบนิ่ง ไม่มีผู้ใดกล้าขยับร่างกายแม้แต่นิดเดียว

.

ในความมืดมิด ไม่มีผู้ใดเห็นผู้ใด มีเพียงความมืดมิดเท่านั้นที่เห็นผู้คน เหล่าเติ่งในความมืดมิด บัดนี้คิดกระทำการอย่างไรกัน

.

๐๐๐

.

บึงน้ำกว้างไกลสุดตา ศาลาหลังน้อยยังคงนิ่งสงบ เพียงเฝ้ามองอาการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆรายรอบ ผู้คนเคลื่อนไหว ใช่หรือไม่ว่า ย่อมมีความหมายสองประการ หนึ่งเพื่อทำลาย สองเพื่อดำรงรักษาดูแล

ยาจกเจียมพลิกร่างกลางเวหา  ร่างกายบิดเบี้ยวดั่งปลาไหล ม่านน้ำหมุนเป็นวงเกลียวโอบล้อมรอบจากนั้นขมวดลง-เล็กแหลมคม พุ่งเข้าหามันทุกขณะจิต ยาจกเจียมมิมีเวลาคร่ำครวญ มันครุ่นคิดหาทางออกของตัวในชั่วพริบตา

พลันตวัดเท้าออกวูบหนึ่ง

รองเท้าฟางข้างหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ ไบหยุนวางฝ่ามือลงข้างตัวจากนั้นวาดออกสู่เบื้องหน้าอีกครา พลันเกิดสายน้ำบรรจุลมปราณอีกกระแสหนึ่ง  แบ่งแยกจู่โจมมายังรองเท้าฟางข้างนั้น

ยาจกเจียมกู่ร้องเสียงดังตามหลัง

“เด็กน้อย ดูสิว่ารองเท้ายาจกรสชาติเป็นเช่นไร!”

พลังเสียงนั้นส่งให้รองเท้าฟางพุ่งเข้าหาสายน้ำที่สวนทางกลับมา ส่วนตัวมันเองใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวพริบตาหมุนร่างม้วนเป็นวงกลม ยามนี้คล้ายลูกข่างมนุษย์ เกิดสภาวะแรงดึงดูดสายน้ำเข้าหาตัวมันเอง ลดทอนสภาวะเกรี้ยวกราดของสายน้ำได้

เหตุแปรเปลี่ยนครั้งนี้เหนือการคาดหมายของไบหยุน นางขมวดคิ้วงามเข้าหากัน วารีแหลมคมสายนั้นชำแรกรองเท้าฟางออกเป็นเสี่ยง ทว่าเบื้องหลังรองเท้าฟางกลับปรากฏมีดสั้นขนาดเท่าฝ่ามือทะยานแหวกอากาศสืบเนื่อง มีดเล่มนั้นทะลวงผ่านม่านน้ำของนางมา กระแสลมปราณในคมมีด  สัมผัสได้ถึงความกราดเกรี้ยว

นางดีดตัวออกจากเรือเพื่อหลบหลีกการโจมตี ส่งผลให้พลังลมปราณวารีของนางแปรเปลี่ยนสภาวะ จากแหลมคมเป็นอ่อนละมุนดังสภาวะแรกเริ่ม ระหว่างนางกับ ยาจกเจียมขณะนั้นคล้ายดั่งวิหกนิลเหินเวหา พุ่งสวนกันกลางท้องนภา แต่มิได้เกิดการปะทะกัน

ยาจกเจียมพ้นสภาวะแหลมคมมาได้ กลับมิเลิกรา มันยังรักษาสภาวะสืบเนื่อง เร่งท่าร่างผ่านอากาศลงยังหัวเรือของไบหยุน

ส่วนนางอาศัยท่วงท่าท่องเมฆาเคลื่อนไหวผ่านอากาศและเวิ้งน้ำ ปลายเท้านางแตะยอดศาลาเรือนน้อย ท่วงท่านั้นนุ่มนวลคล้ายบรรจงให้ความสำคัญต่อศาลาหลังน้อยที่ดูอ่อนแอ มือทั้งสองข้างนางยังคงไพล่ไว้ด้านหลัง ตามองต่ำ สีหน้านางกลับมาเยือกเย็นยิ่งกว่าเมื่อครู่ ไม่อาจบรรยายได้ว่า ขณะเวลานั้น นางมีความคิดอันใดแอบแฝงอยู่

ยาจกเจียมมิได้เหลือบแลนาง กลับมุ่งไปที่เด็กหนุ่มที่เคยยื่นอยู่เบื้องหลังไบหยุน  มันขณะที่พุ่งร่างเข้าหา มือข้างหนึ่งของมันกลับซุกเข้าไปในเสื้อ วูบหนึ่งที่มันตวัดฝ่ามือซัดกลับออก เกิดประกายดาวหลายจุดพุ่งเข้าหาเด็กหนุ่ม

มันยังคงยืนนิ่งสงบไม่ขยับเขยื้อน คล้ายไม่มีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้นเบื้องหน้า ดวงตามันยังคงจับจ้องไปที่ภายในเรือของใต้เท้าเหลิง มือข้างหนึ่งที่ถือกระบี่สีดำลี้ลับเพียงใช้ข้อนิ้วหัวแม่มือดันกระบี่ออกจากฝัก

คมกระบี่ที่ไม่มีประกาย

วูบเดียวที่ยาจกเจียมเห็นคมกระบี่ ใบหน้ามันถอดสี รั้งสภาวะพุ่งเข้าหาเด็กหนุ่ม พลิกตัวกลับร่างกลางคัน เตะเท้าออกจากเรือของนางอย่างเร่งร้อน  ประกายดาวที่ซัดออกเมื่อครู่กลับอันตรธานลับหายไปในความมืดมิดของคมกระบี่ ในความเงียบงันคล้ายสดับได้เพียงเสียงหายใจของยาจกเจียม

ร่างของยาจกเจียมกลับมาถึงเรือของใต้เท้าเหลิง มือข้างหนึ่งซุกเข้าในอกเสื้อ อีกข้างหนึ่งยึดจับเอาหัวเรือเป็นที่มั่น เรือโยกไหวเล็กน้อย จากนั้นกระแสน้ำข้างเรือกลับตีวงถี่ คล้ายถูกคลื่นพลังบางอย่างเร่งเร้า ในดวงตาของยาจกเจียมมีเพียงจับจ้องไปที่กระบี่ในมือเด็กหนุ่ม

“เจ้า!.. เจ้ามีความเกี่ยวข้องใดกับเล่าอู๋เฟิง” เสียงยาจกเจียมเกรี้ยวกราด เป็นมันคล้ายอยู่ในอาการตื่นตระหนกต่อกระบี่ดำลี้ลับเบื้องหน้า

“ไบหยุน นี่มิได้อยู่ในข้อตกลง” ยาจกเจียมตวาดก้อง ขณะนั้น ใต้เท้าเหลิงคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น เดินโซเซออกมาจากห้องเรือที่มันถูกดึงร่างรั้งไว้เมื่อครู่ เมื่อเดินออกสู่ภายนอกพบเหตุแปรเปลี่ยนเบื้องหน้า ร่างกายคล้ายถูกตรึงไว้ไม่ให้ขยับไหว

“เกิดเรื่องราวอันใดขึ้น ยาจกเจียมท่านมีความอธิบายเรื่องราวหรือไม่?” ใต้เท้าเหลิงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัว ไม่ขยับ

“เห็นทีว่า อธรรมประจิมจะละเลยข้อตกลงระหว่างเราเสียแล้วขอรับใต้เท้า”

“เรื่องราวเป็นอย่างไร?”

“อธรรมประจิมนำพากระบี่มารของอู๋เฟิงข้ามกำแพงเมือง นี่กลับเป็นเรื่องราวร้ายแรงยิ่งกว่าคิดหมายครอบครองบุปผาขจรไกล”

ไบหยุนยังคงนิ่งสงบ ไม่มีผู้ใดทราบว่านั่นหมายถึงอะไร ใต้เท้าเหลิงสีหน้าเคร่งเครียด “อู๋เฟิง มัน-มันไฉนปรากฏตัวในยุทธ์ภพอีกครา” มือของมันข้างหนึ่งคล้ายกับพยายามยกขึ้น

“เรียนใต้เท้า เด็กหนุ่มเบื้องหน้า ที่อยู่ในมือมันย่อมเป็นกระบี่มารเล่มนั่นเป็นแน่” ยาจกเจียมกล่าวด้วยน้ำเสียงลนลาน

ใต้เท้าเหลิงขณะนั้นยกฝ่ามือขึ้นกำมือแน่น คล้ายเป็นสัญญาณบางประการ ขณะเดียวกันนั้น ไบหยุนกลับปรับเปลี่ยนท่วงท่า มือทั่งสองข้างของนางคลายออกจากหลังแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ขณะนี้ฝ่ามือทั้งสองข้างของนางคล้ายกับกำลังร่ายรำนิ้วมือไปมา จากนั้นนางเอ่ยวาจาเป็นหนแรก หลังจากเงียบงันยาวนาน

“ใต้เท้า ดูเหมือนท่านเองก็ละเลยเงื่อนไขระหว่างเราเช่นกัน”

ยาจกเจียมรู้สึกเย็นวาบที่ใบหน้า กลิ่นคาวโลหิตแตะจมูก รู้สึกได้ว่าใบหน้ามีโลหิตหลั่งออกมา มันคิดขยับมือและพลิกร่างกลับไปยังใต้เท้าเหลิง แต่มันเปลี่ยนใจ กลับกู่ร้องออกด้วยกำลังภายในผ่านท้อง ไม่แม้แต่จะขยับปาก

“อย่าได้เคลื่อนไหว”

เสียงร้องนั่นก้องสะท้านไปทั่วผิวน้ำ ก่อเกิดลอนน้ำเป็นคลื่นสูงต่ำ

ยาจกเจียมกล่าวกับผู้ใด? เมื่อลมตีเข้าฝั่ง ปลายหญ้าที่ริมฟากกลับโยกโยนใบไปมา พบเห็นเงาดำมากมายริมฝั่ง อีกทั้งในผิวน้ำมีเงาร่างนับร้อยลอยคออยู่ในน้ำ ทุกร่างที่อยู่ในน้ำนิ่งสงบ และมีประกายแวววาวสะท้อนแสงจันทร์ เป็นประกายจากปลายลูกเกาทัณฑ์

เกาทัณฑ์นับร้อยเล็งเข้าหาไบหยุน นางมิได้มองเงาร่างเหล่านั้น มือทั้งสองของนางยังคงสภาวะเดิม

“ไบหยุน เจ้าคิดข่มขวัญผู้อาวุโสแล้ว ไฉนเจ้ากับข้าฯไม่กล่าววาจากันแต่โดยดี”

“ผู้อาวุโสเจียม พวกท่านซุกซ่อนกองกำลังนับร้อย เราเป็นถึงธิดาของประมุขพรรค์กลับเดินทางมาพบใต้เท้าเพียงสอง เป็นผู้ใดกันที่คิดข่มขวัญผู้คน”

ยาจกเจียมหรี่ตาลง คล้ายสำรวจดูสิ่งๆต่างอย่างละเอียดยิ่งก่อนจะกล่าวออกไปว่า

“เจ้าคิดใช้วิชามารอันใดเอาชนะลูกเกาทัณฑ์นับร้อยนับพัน”

“ผู้อาวุโสเจียม ท่านไม่ทราบหรือลืมเลือนไปแล้ว”

“เฮอะ – ใต้หล้ามีสักกี่ผู้คนที่สามารถใช้วิชาฝีมือนั่นได้”

“ท่านไม่เชื่อว่าเด็กน้อยสามารถ”

ยาจกเจียมเงียบงัน มันยังคงนิ่งสงบ ถ่ายทอดกำลังภายในสู่เบื้องล่างประคองผิวน้ำให้ทรงเรือมิให้โยกไหว

“ท่านผู้อาวุโสเจียม อย่างน้อยท่านตอนนี้คล้ายยอมรับว่า เด็กน้อยสามารถใช้วิชานั้นได้จริง”

ไบหยุนเมื่อนางกล่าววาจาออกไป น้ำเสียงของนางเย็นเชียบ เย็นยิ่งกว่าน้ำในบึงแห่งนี้ เด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่สีดำ ยังคงยืนอยู่ในท่าเดิมไม่เคลื่อนไหว นางเบือนหน้าไปยังกอไผ่เล็กๆข้างศาลาน้อย ใบหน้าที่งดงามของนางปรากฏรอยยิ้มอันลี้ลับ นางกระดิกนิ้วหนึ่งครา กอไผ่ทั้งกอพลันสั่นไหวเล็กน้อย

เพียงลมพัดผ่านวูบหนึ่ง กอไผ่กอนั้นพลันล่วงลงสู่พื้น เป็นกอไผ่ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ละชิ้นเหมือนถูกกระบี่อันคมกริบตวัดออกด้วยความเร็ว ขอบรอยรอบเรียบสนิทไร้ริ้วรอยตำหนิ

“ไหมฟ้าคร่าวิญญาณ อย่าได้มีผู้ใดขยับร่างกาย”  ยาจกเจียมกล่าวออกด้วยเสียงในท้องอีกครา ทุกร่างที่อยู่ในบริเวณต่างหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

“ไบหยุน เจ้า!!”

ยาจกเจียมแค้นเสียง มันไม่อาจเคลื่อนไหว ภาพขณะนั้น คล้ายผู้คนนับร้อยถูกสะกดให้ยืนนิ่งราวกับเป็นรูปสลักศิลา สายลมอ่อนๆโชยพัดผ่านผิวน้ำ ลำเรือนิ่งสงบ ผิวน้ำตีลอนเล็กน้อย ความเย็บลูบไล้ใบหน้าผู้คน

ในดวงใจที่ซุกซ่อนภายในยามนี้เล่า  ใช่ว่าเป็นน้ำแข็งก้อนหนึ่ง เป็นก้อนหัวใจที่มิอาจสูบฉีดโลหิตแล้วกระนั้นหรือ

ไบหยุนยิ้ม

เป็นรอยยิ้มอันเย็นเยือกไปถึงหัวใจ

.

๐๐๐

.

ท่ามกลางราตรี คล้ายมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหว เงาดูรูปพิกลร่างนั้นพุ่งทะยานในระหว่างซอกซอยอันมืดมิด อาศัยแสงจันทร์นำทาง อันเงาร่างนั้นแท้จริงแล้วกลับเป็นผู้คนสองคน เป็นคนผู้หนึ่งแบกคนอีกผู้หนึ่ง ในขณะที่ท่วงท่าคล้ายดั่งวิหกเหิน มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบในสภาวะเร่งรีบ

“ท่านผู้อาวุโสเติ่งตอนนี้เป็นเช่นไรแล้ว?” บุรุษผู้แบกคนผู้หนึ่งกล่าว

“ไฉนเจ้ากลับไม่ถามว่าเราเสียโลหิตไปมากเพียงใด?” กล่าวจบคนผู้ถูกแบกไว้กลางหลังครวญคราง

“ซีด..อุ๊ย..ข้าฯก็เจ็บเป็นนะ!”

มองไปมองมา ผู้คนทั้งสองย่อมเป็นกระบี่โปรยบุปผาและเถ้าแก่หลงซึ่งมีอาการบาดเจ็บแต่ยังสามารถกล่าววาจาได้

“ผุ้ใดให้ท่านเข้ามารับกระบี่ข้าพเจ้า”

“เด็กโง่ – เจ้าช่างโง่งมไม่ต่างจากไข่เต่าเหล่าเติ่ง”

กระบี่โปรยบุปผายิ่งมีสีหน้าสงสัยขึ้นไปอีก กระแทกร่างลงพื้น สภาวะนั้นหนักแน่น “อ๊าก!!” เสียงเถ้าแก่หลงคำรามด้วยความเจ็บปวด

“เด็กประเสริฐ อุ๊ย.. ไฉนเจ้าไม่ฉุกคิดเพียงนิดเล่าว่า เหล่าเติ่งเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์สายมาร ขณะฝึกวิชามันกลืนกินยาพิษมากมาย โลหิตมันย่อมผสมผสานยาพิษมากมาย เช่นกัน สีโลหิตของมันย่อมมิคล้ายเหมือนเราชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมมะ เหล่าเติ่งมันก็มิได้ฉุกคิดข้อนี้ มิใช้โลหิตเรายังเป็นโลหิตผู้ใดจึงสามารถหลอกลวงคนพวกนั้นได้”

“ไฉนท่านมิบอกกล่าว ไฉนมิเป็นโลหิตข้าพเจ้า”

“เด็ก โงะ! – เด็กประเสริฐ โลหิตเจ้ามีค่ายิ่ง เรารู้สึกได้ว่าตนเองมีโลหิตเสียมากเกินไป คิดถ่ายเทออกเสียบ้าง ใยมิเป็นผลดีแก่เรา เจ้าอย่าได้กังวลเลย เรื่องราวข้างหน้ายิ่งต้องอาศัยกำลังความสามารถของเจ้าอีกมาก”

กระบี่โปรยบุปผาขณะนั้นจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเอง มันตั้งคำถามทุกขณะเวลาที่มันพุ่งร่างไปเบื้องหน้า ไฉนผู้อาวุโสเติ่งมิหนีออกมาพร้อมกับพวกเรา ไฉนท่านยังคงอยู่รับมือ เสียงกล่าววาจาโต้ตอบระหว่างหลงซีฮั้วกับผู้อาวุโสยังคงก้องวงอยู่ในสำนึกตลอดเวลา

ในความมืดมิด ผู้คนกล่าววาจาด้วยกำลังภายในอันลึกล้ำ เสียงเหล่าเติ่งดังกังวาน อบอุ่น

“หลงซีฮั้ว เห่อผิงบรรลุเพลงกระบี่บุปผาขั้นสูงแล้ว คงเหลือเพลงกระบี่สุดท้ายของยอดวิชาบุปผาขจรไกลแล้ว เรื่องราวต่อจากนี้ต้องฝากให้ท่านดูแลแล้ว”

“เฮ๊อะ เจ้ามารเฒ่า ทำเป็นวางท่า เด็กน้อยนี้สำเร็จได้เพราะเราชี้แนะเพียงเล็กน้อย มิต้องมากความ”

“จิ้งจอกเฒ่ายังคงหลงตัวเองไม่เปลี่ยนจริงๆ”

“ท่านทั้งสองไฉนคบหากันเป็นสหาย” กระบี่โปรยบุปผาสับสน

ในความมืดมิดมันเห็นคนทั้งสองยืนเคียงข้างกันคล้ายเป็นสหายที่คบหากันมานาน ทว่าเหล่าเติ่งกลับสามารถส่งเสียงเลียนเสียงเถ้าแก่หลงได้ในขณะที่เถ้าแก่หลงกลับฟาดมือไปมา ก่อเกิดเสียงคล้ายผู้คนเคลื่อนไหว

เหล่าเติ่งหันมายิ้มให้กระบี่โปรยบุปผา มันกล่าววาจาด้วยกำลังภายในว่า

“เห่อผิง นี่มิใช่เวลากล่าววาจา ใต้ฟ้าลี้ลับวางแผนร้ายให้ยุทธภพปั่นป่วนอีกครา มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถสกัดกั้นเรื่องราวเหล่านี้ได้”

สิ้นเสียง นั้น เหล่าเติ่งอาศัยวิชาแปลงเสียง เลียนเสียงกระบี่โปรยบุปผา มือข้างหนึ่งของมันตวัดขึ้น กระบี่กลีบบุปผาแทงโดยที่กระบี่โปรยบุปผาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

กระบี่นั้นพุ่งใส่ร่างของเหล่าเติ่ง เถ้าแก่หลงขมวดคิ้วเข้าหากัน พลันนั้นเองมันกลับพุ่งร่างบังกระบี่กลีบบุปผาไว้ ภาพนั้นยังคงติดตากระบี่โปรยบุปผาจนถึงขณะเวลานี้ มันครุ่นคิดตลอดทางถึงวิชาของเหล่าเติ่ง พรรค์มาร ใต้ฟ้าลี้ลับ หลงซีฮั้ว

“ท่านผู้อาวุโสเติ่งตอนนี้เป็นเช่นไรแล้ว” กระบี่โปรยบุปผาคร่ำครวญ

“ตอนนี้เจ้าไข่เต่านั่นคงกำลังสำราญอยู่กับการฆ่าฅน” เถ้าแก่หลง

“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านผู้อาวุโสเติ่ง คิดฆ่าผู้คน”

“เราก็ไม่เชื่อ แต่หากผู้คนที่ถูกเข่นฆ่า เป็นเพียงเสียงๆหนึ่งเล่า เรื่องราวเช่นนี้ละที่เหล่าเติ่ง เจ้าลูกไข่เต่าคละคลุ้งชมชอบนักเชียว ฮ่าๆ”

เถ้าแก่หลงหัวร่อ แต่รู้สึกเจ็บแปลบที่บาดแผล มันมองแผ่นหลังของกระบี่โปรยบุปผาที่กำลังแบกมันไปข้างหน้า ในใจกลับอบอุ่นขึ้นมา เพียงกระซิบข้างหูเด็กหนุ่มว่า

“เด็กประเสริฐ วิชาตัวเบาเจ้ามีดีเท่านี้รึ ข้าฯเจ็บบาดแผลไปถึงกระดูกแล้วเว้ย!”

ใบหน้ากระบี่โปรยบุปผาปรากฏรอยยิ้ม มันเกร็งกำลังภายใน พุ่งผ่านม่านราตรี ตรอกซอยบ้านเรือนมืดมิด ทุกคราที่สะกิดเท้าออก แทบไม่ทิ้งร่องรอยและเกิดสุ้มเสียงอันใด เบื้องหน้ามันขณะนั้นพบเห็นประกายระยับของลอนน้ำยามต้องแสงจันทร์

เรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิวยังคงลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า

“ท่านอาจารย์ อีกนิดเดียว บาดแผลเท่านี้ เพียงส่งท่านถึงมือซินแสเกา ทุกอย่างจะดีขึ้น”

เถ้าแก่หลงไม่ตอบอันใด

ภายใต้ราตรี มีดวงจันทร์ที่งดงาม หลงซีฮั้วค่อยๆหลับตาลง จนเหลือเพียงความมืดมิดปรากฏ ใบหน้าของมันขณะนั้นประดับไว้ด้วย รอยยิ้มอบอุ่น

.

๐๐๐

.

ท่ามกลางลำน้ำ เรือน้อยใหญ่เคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อยด้วยกระทบเข้ากับลอนคลื่นที่ตีวงมาจากเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิว  แต่นั่นก็มิได้ขวางกั้นมิให้เรือลำเล็กลำใหญ่เล่านั้น มิให้เคลื่อนลำเข้าหา ไม่ต่างกับฝูงปลาแหวกว่ายเข้าหาแสงสว่าง ผิดเพียงว่า ปลายทางแห่งแสงนั้น

เรือใหญ่ที่ประดับธงสีขาวรูปประทับเป็นดอกโบตั๋นสีแดงค่อยๆเคลื่อนเข้าหาเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิว ที่ข้างเรือพบเห็นมีโป๊ะเรือเล็กๆเกาะข้างลำเรือ เป็นแพไม้ที่สามารถเคลื่อนไหวตามสภาวะโยกครืนของสายน้ำ

สหายใต้หล้าเหม่อมองเรือใหญ่นั่น มันค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้นมากไปอีกเมื่อเรือของสำนักกระบี่บุปผาเคลื่อนเข้าเทียบ บัดนี้มันกลับไม่สามารถมองเห็นลำเรือแล้ว ด้วยเพราะความใหญ่โตของมัน

“เด็กน้อย ไฉนเจ้าไม่รีบเร่งผูกเรือเข้ากับหลักเทียบ” ซินแสเกาในชุดพ่อบ้านชรากระซิบบอกสหายใต้หล้าในชุดหนุ่มรับใช้ประจำเรือ สหายใต้หล้าเหลือบเห็นสหายชราข้างกายในชุดประจำสำนักกระบี่บุปผา

มันคล้ายไม่อาจสะกดกลั้นเสียงหัวร่อจากภายในได้ ชุดพ่อบ้านของสำนักกระบี่บุปผายิ่งมองยิ่งคล้ายชุดพวกออกเร่ขายของแสดงปาหี่ตามลานเมืองต่างๆ เพียงแอบหัวร่อในใจเท่านั้นที่สามารถกระทำได้

“เร่งมือหน่อยเจ้าหนู เห็นหรือไม่ว่า ท่านกงจื้อ มารอรับท่านเจ้าสำนักถึงท่าเทียบ”

ผู้ที่กล่าวออกย่อมมิใช่ผู้ใด เป็นบัณฑิตธนูทองในคราบกงจื้อผู้ทรงภูมิ ดูไปดูมาบัณฑิตธนูทองกลับเป็นตัวเลวร้ายที่เลือกเอาบทสำคัญไปเสียแล้ว

“ขอรับนายท่าน” สหายใต้หล้า ได้แต่เพียงกล้ำกลืนความรื่นรมย์ลงลำคอ จากนั้นค่อยโยงเชือกผูกเรื่องเข้ากับหมุดเหล็กที่ตรึงแน่นหนาของโป๊ะเรือใหญ่

ขณะที่มันกำลังผูกรัดเชือกนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้าขาวกระจ่างเนื่องจากพอกใบหน้าด้วยแป้งฝุ่น มือข้างหนึ่งถือพัดจีบฉลุลวดลายด้วยไม้สมุนไพร ยามพักโบกได้กลิ่นหอมเจือจางไปตามลมที่พัดพา คนผู้นั้นย่อมเป็นกงจื้อกะไหล่เงิน

“อดีตเจ้าสำนัก ยินดีที่เห็นท่านมา ขาดท่านไปแล้ว ราตรีนี้ใช่เหมือนกับขาดหายบางสิ่งบางอย่าง อ่อ – ดั่งเช่นราตรีขาดซึ่งแสงดารา”

กระดังงาอัคคียิ้มเล็กน้อย จากนั้นนางค่อยก้าวออกอย่างเนิบช้า ก้าวผ่านกงจื้อกะไหล่เงินไป

นางไม่กล่าววาจากับกงจื้อแม้แต่คำเดียว

เรือใหญ่ยังคงลอยอยู่ลางน้ำ เรือน้อยค่อยหลั่งไหลเข้ามา ดุจปลาน้อยแหวกว่ายเข้าหาแสงสว่าง ผู้ใดทราบได้ว่า ภายใต้แสงนั้น มีสิ่งใดรออยู่

.

.สารบัญ ก้าวฯที่๓๙


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: