10 หนังเรียกน้ำตา (ภาคจบ)

15 08 2009

กาลครั้งหนึ่ง โดย THEJUI

10 หนังเรียกน้ำตา (ภาคจบ)

6. CINEMA PARADISO (1988)

 

หนึ่งในหนังที่ชีวิตนี้ต้องดู  หนังไปได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม  ก่อนจะได้ดูผมได้ยินนักวิจารณ์ คนที่เคยดูมาแล้วชื่นชมกันนักหนา  เมื่อได้ดูบ้างก็ปลาบปลื้มประทับใจไปด้วยจริง ๆ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้เพื่อน ๆ ทุกคนดู  หนังเล่าเรื่องของเด็กน้อย โตโต้  ที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ  ชอบไปขลุกอยู่กับ อัลเฟร โด้ ชายแก่ที่ทำหน้าที่ฉายหนังในโรงหนัง  ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นหนังเงียบ  และถึงแม้ว่าโตโต้ จะโดนแม่ทั้งตีทั้งห้ามไม่ให้ไปเล่นในโรงหนังแต่โตโต้ก็ยังแอบดอดไปอยู่กับอัลเฟร โด้ อยู่ดี  หนังเล่าเหตุการณ์ความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ ได้ซาบซึ้งดี  จากชายแก่ที่รำคาญเด็กกวนใจกลายเป็นความรัก ดั่งพ่อกับลูก วันหนึ่งไฟไหม้โรงหนัง เด็กน้อยโตโต้ก็เป็นคนที่ช่วยอัลเฟร โด้ ออกมาจากกองเพลิง  อัลเฟร โด้ ตาบอด โตโต้รับหน้าที่เป็นคนฉายหนังแทน

หนังเข้าสู่องก์ที่ 2 โตโต้ เป็นวัยรุ่นเริ่มศึกษาการถ่ายหนังโดยได้แรงสนับสนุนจากอัลเฟ โด้ จนโตโต้ตัดสินใจเดินทางจากเมืองบ้านนอกไปเรียนภาพยนตร์อย่างจริงจัง   นี่คือซีนที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดหลังจากปูความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ มาถึง 2 ชั่วโมงเต็ม  แล้วก็หักอารมณ์ด้วยฉากลาจาก  อัลเฟร โด้ในวัยชราตาบอด เดินทางไปส่งโตโต้ที่สถานีรถไฟและกล่าวลาโตโต้

อย่ากลับมานะ อย่าคิดถึงอะไรอีก ไม่ต้องเขียนอะไรถึง ลืมพวกเราซะ อย่ายอมแพ้ต่อความคิดถึง ถ้ากลับมาฉันจะไม่ให้เธอเข้าบ้าน   เป็นคำกล่าวลาที่ฟังดูแรง  กร้าน  แต่เต็มไปด้วยความรัก  

หนังยังต่อด้วยองก์ที่ 3  อีก 1 ชั่วโมง โตโต้ในวัยกลางคนที่กลายเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียง  เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน  ยังมีฉากน่าประทับใจอีกหลาย ๆ ฉากในเรื่อง เป็นหนังที่ยาวมาก  คุ้มค่ากับการสละเวลา 2ชั่วโมง 53 นาที  ดูจริง ๆ ครับ

 

7. NOT ONE LESS (1999)

 

ผมชอบหนังดรามาทุนต่ำของ จาง อี้โหมว มากกว่าหนังฟอร์มใหญ่ทุนสูงของเขา  จาง อี้โหมว สร้างชื่อมาจากหนังติดดินแบบนี้แหละครับ  และในหนังดรามาของเขาก็มีเรื่องนี้แหละครับที่ทำผมสะอื้นระคนความสงสัยในตัวเองมากที่สุด  หนังเล่าเรื่องของ เหว่ยหมิงฉี คุณครูสอนแทนวัย 13 ปี  ที่ต้องมาดูแลเด็กนักเรียนเล็ก ๆ ทั้งชั้นแทนครูใหญ่ที่ต้องลางานไปดูแลแม่ที่ป่วยถึง 1 เดือน  โดยมีข้อตกลงไว้ว่าคุณครูหมิงฉีจะได้ค่าจ้างพิเศษอีก 10 หยวน ก็ต่อเมื่อวันที่ครูใหญ่กลับมาแล้วนักเรียนทั้งชั้นจะต้องอยู่ครบ  ไม่ขาดไปสักคนเดียว  คำนี้แหละครับเป็นที่มาของชื่อเรื่อง  Not One Less

เด็กอายุ 13 ในแดนกันดารของประเทศจีนกับเงิน 10 หยวน  (ประมาณ 40 บาท)  มีค่ามหาศาลสำหรับเธอ  จุดพลิกผันของเรื่องคือวันหนึ่ง จางหุยเคอะ เด็กเกเรที่สุดในห้องกลับหายตัวไปจากชั้นเรียน  ด้วยความต้องการเงิน 10 หยวน  ที่เธอจะได้รับจากครูใหญ่ หมิงฉีสืบทราบว่า จางหุยเคอะ โดนแม่ลากตัวไปทำงานในเมืองหมิงฉี จึงเข้าเมืองไปตามหาจางหุยเคอะ เมื่อเธอหมดหนทางในการตามหาทางออกที่เธอคิดได้คือไปติดต่อสถานีโทรทัศน์ประกาศหาจางหุยเคอะ ไม่มีทางที่สถานีฯ จะยอมให้เด็กผู้หญิงที่ไหนมาออกโทรทัศน์ง่าย ๆ แน่ เธอถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ หมิงฉีนอนเฝ้าอยู่หน้าประตูสถานีอยู่หลายวันจนผู้บริหารสถานียอมให้เธอออกอากาศประกาศตามหาจางหุยเคอะ แต่เมื่อถึงเวลาออกอากาศหมิงฉีกลับนิ่งเงียบสร้างความอึดอัดให้ทั้งห้องส่ง  และคนดูอย่างเรา ๆ ตามหามาตั้งนานจนได้ออกทีวีแล้วกลับไม่พูดอะไร  กินเวลานานนับนาทีจนเมื่อวินาทีสุดท้าย  หมิงฉี ถึงได้ปล่อยโฮออกมาพร้อมกับคำพูด 

จางหุยเคอะ  กลับมาหาครูเถอะ

หนังตัดมาทางจางหุยเคอะ ล้างจานอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นครูในทีวีร้องไห้ตามหาตนก็ร้องไห้ออกมาอีกคน  คนดูเห็น หมิงฉี ร้องไห้  จางหุยเคอะร้องไห้ ก็จะร้องไห้ตาม  ผมซาบซึ้งกับฉากนี้สุดุสด  ผสมกับความสงสัยในตัวเองว่าจะไปเศร้ากะครู กะลูกศิษย์คู่นี้ทำไมเนี่ย  ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรักกันเลย  หมิงฉี ตามหาจางหุยเคอะเพราะเงินค่าจ้าง 10 หยวนเท่านั้น  ต้องชื่นชม  จาง อี้โหมวครับ ที่สามารถสร้างซีนที่ดึงอารมณ์ร่วมคนดูออกมาได้ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องมีเหตุและผลมารองรับ

 

8. THE LETTER จดหมายรัก (2004)

 

นี่คือหนังที่เศร้าที่สุดในจำนวนหนังเรียกน้ำตาทั้งหมด  ดูแล้วจะร้องไห้ตาย  ทำไมมันช่างอุดมไปด้วยฉากทำร้ายจิตใจขนาดนี้นะ  ผมชอบดูหนังดรามา  แล้วหนังที่เรียกอารมณ์ร่วมได้สุดสุดกลับเป็นหนังของประเทศเราเอง  ภูมิใจครับ  ในเรื่องงานกำกับและงานแสดง  ผมถือว่าสมบูรณ์มาก  โดยส่วนตัวชอบและศรัทธาในตัวผู้กำกับหญิง  ผอูน จันทศิริ นี้มาก  ติดตามมาตั้งแต่งานละครเรื่อง  มารยาริษยา  ละครเรื่องแรก ๆ เลยที่เอาลูกเกดมาเล่น  เป็นละครน้ำดีที่หลีกหนีแพทเทิร์นแม่ผัวลูกสะใภ้  พระเอกคุณชาย  ตัวร้ายกรี๊ด ๆ ได้  แต่ในวันนี้จะมีสักกี่คนที่จำได้ว่า เจ๊หมอน ที่เล่นเอาฮาได้ในซิทคอม เป็นต่อ  คือผู้กำกับมากฝีมือคนหนึ่งของวงการหนังไทย  

แอน ทองประสม  เล่นเป็นดิว โปรแกรมเมอร์สาวจากกรุงเทพฯ มางานศพยายที่เชียงใหม่  บังเอิญรู้จักกับ ต้น (อรรถพร ธีมากร) ที่มาในภาพลักษณ์ดำ ๆ เชย ๆ เหมาะกับบทนักพันธุศาสตร์ทำงานกับต้นไม้  ทั้งคู่ถูกใจกันและลงเอยด้วยการแต่งงานกัน  ดิวย้ายมาอยู่เชียงใหม่กับต้น  ช่วงเวลาความสุขช่างแสนสั้น  ต้นป่วยด้วยโรคร้ายแล้วก็จากดิวไป  หนังตั้งอกตั้งใจทำร้ายนางเอกของเรื่อง  เริ่มเรื่องมายายตาย ต่อมาเพื่อนรักที่ทำงานด้วยกัน เช่าห้องอยู่ด้วยกันก็มาตายไป  ดิวทำใจไม่ได้เลยย้ายมาอยู่เชียงใหม่  พอได้แต่งงานสามีมาตายอีก  หนึ่งชั่วโมงหลังของเรื่องมีแต่น้ำตา  ต้นเริ่มกิจกรรมทำร้ายจิตใจเมียด้วยการส่งจดหมายรักพร่ำพรรณนาถึงความรักที่เขามีต่อดิว  มาให้อ่านเรื่อย ๆ  ดิวอ่านไปก็ร้องไห้ไป  จดหมายทยอยส่ง ๆ มาเรื่อย ๆ  น้ำตาก็ท่วมจอไปเรื่อย ๆ จบสุดท้ายด้วยวิดีโอที่ต้นอัดไว้ให้เมียดู

"ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนหล่อเหลา หรือดีวิเศษอะไรเลย  ผมอยากจะบอกกับดิวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เจอดิว  ผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ  ผมจะทำให้ดิวเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด  ผมจะไม่ทำให้ดิวต้องเสียน้ำตาอีก

มีอย่างนึงที่ผมอยากจะขอดิว  อย่าลืมผมนะ  วันหนึ่งข้างหน้ามันอาจจะนานมาก  แต่ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน เราต้องได้กลับมาพบกันอีก  เราจะกลับมาพบกันอีก  ผมสัญญาดิว ผมรักคุณ"

ถ้าพิจารณาเอาตามความหมายแล้วต้นทำไปด้วยความหวงมากกว่าห่วง  แต่ถ้าไม่สนใจสาระรับกันแค่ความรู้สึกที่ผู้กำกับตั้งใจสื่อถึงคนดู  หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตากันเอาเป็นเอาตายทีเดียว  ส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการแสดงของแอน ทองประสม  ที่ผมคิดว่าดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเธอแล้ว  และ จดหมายรัก นับได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซงานเขียนบทของ คงเดช  จาตุรนรัศมี  เลยครับ

 

9. failan (2001)

 

หนังรักเรียกน้ำตาที่ฉีกขนบหนังดรามาทุกเรื่อง  ร้อยทั้งร้อยหนังรักจะต้องปูเรื่องให้คนดูอินกับความรักความผูกพันของพระเอกนางเอก  ให้เห็นการฝ่าฟันช่วงเวลาทุกข์สุขของทั้งคู่  แล้วก็ลงเอยด้วยการพลัดพรากหรืออุปสรรคให้มันเกิดความเศร้าโศกบนจอ  แต่กับ  เฟ่ยหลาน ไม่เป็นอย่างนั้น  จางป๋อจือ  ดาราไต้หวันที่โดดมารับเล่นหนังเกาหลีรับบท เฟ่ยหลาน  เด็กสาวจากไต้หวันมาหางานทำในเกาหลี  ญาติเพียงคนเดียวก็ไปต่างประเทศเสียแล้ว  ทำให้เธอต้องดิ้นรนทำงานในเกาหลีให้ได้  เหมือนกับอเมริกาจะอยู่ได้ก็ต้องมีกรีนการ์ด  เฟ่ยหลานใช้บริการสำนักงานจัดแต่งงานหลอก ๆ ให้เธอกับ คังแจ  รับบทโดยดาราเจ้าบทบาทของเกาหลี ซอยมิน ซิก (Old Boy)  

คังแจเป็นนักเลงปลายแถวรับจ้างจดทะเบียนกับเฟ่ยหลาน  ก่อนเซ็นชื่อเขาชะโงกหน้ามาดูเจ้าสาวของเขา 1 วินาที  แค่นั้นจริง ๆ แล้วก็รับเงินจากสำนักงานไป  ผ่านไปไม่นานตำรวจมาแจ้งให้ทราบว่าเฟ่ยหลาน  เมียตามกฎหมายของเขาเสียชีวิตแล้วให้เขาเดินทางไปรับศพ  ช่วงเวลาหดหู่ของหนังเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่จุดนี้  คังแจได้พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเฟ่ยหลานที่ลำบากเป็นลูกจ้างร้านซักผ้า  กำลังใจที่ทำให้ เฟ่ยหลานสู้ต่อก็คือภาพถ่ายเพียงใบเดียวของคังแจที่เธอมักจะพูดกับรูปถ่ายว่า

คุณเป็นคนที่ใจดีที่สุดในโลก   ที่ยอมแต่งงานกับฉัน

หนังย้อนภาพชีวิตและความในใจของ เฟ่ยหลานผ่านจดหมายที่คังแจนั่งอ่านริมทะเล  ซีนนี้หละที่ผมคิดว่าดีที่สุดเรียกน้ำตาได้โดยไม่ต้องมีฉากโรแมนติกระหว่างพระเอกนางเอกเลย  เป็นหนังที่ผมชื่นชมในเรื่องการเขียนบทเรื่องหนึ่ง  

คังแจนักเลงปลายแถวที่ไม่มีค่าเลยในแก๊ง  โดนกลั่นแกล้งหรือแม้กระทั่งยอมติดคุกแทนเพื่อน  แต่ในนาทีที่เขาได้อ่านจดหมายรับรู้ความในใจของ เฟ่ยหลานแล้ว  เป็นนาทีที่เขาตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองขึ้นมา  คนไร้ค่าอย่างเขากลับเป็นคนที่มีคุณค่าทางจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ทำความรู้จักกับเธอ  และเวลาที่เขารับรู้ถึงคุณค่านั้นก็น่าเสียดายที่สุดเพราะมันสายไปแล้ว

 

10. Somewhere in Time (1980)

 

Somewhere in Time  หรือในชื่อไทยที่ตั้งได้สวยมาก ๆ ว่า  รักเอยไม่เคยเลยลับ

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุประมาณ 14-15  ประทับใจมาก ๆ เป็นหนังที่ผสมผสานความโรแมนติก กับ ไซไฟ ได้ลงตัว  ผูกเรื่องได้ดีมีเหตุผลรับส่ง  เป็นหนังที่ออกฉายใกล้ ๆ กับซูเปอร์แมนภาคแรก  ซึ่งผมกำลังตื่นเต้นกับภาพลักษณ์ของคริสโตเฟอร์ รีฟ ในบทซูเปอร์แมนอยู่แล้วเลยมีหลาย ๆ จุดในเรื่องนี้ให้จดจำ  ภาพสวย  พระเอกหล่อ  นางเอกก็สวย  เพลงประกอบก็ไพเพราะ  ที่สำคัญผมไม่เคยดู ไม่เคยอ่าน ทวิภพ ก็เลยไม่เกิดสะดุดใจในระหว่างที่ได้ดู  มาได้รู้จักทวิภพก็ตอนช่อง 3 ทำเป็นละครฉายทีวี ซึ่งผ่านไปเกือบยี่สิบปีให้หลังแล้ว

 ริชาร์ด นักเขียนหนุ่มมีปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จงานเขียนของเขา  ในงานมีหญิงชราลึกลับวัย 80 มามอบนาฬิกาพกให้กับเขา พร้อมกับบอกว่า

“come back to me”  แล้วก็จากไป  

ทิ้งความงุนงงไว้ให้กับริชาร์ดที่ต้องสืบค้นว่าหญิงชราคนนั้นเป็นใคร

ริชาร์ด สืบพบว่าหญิงชรานาม เอลิส คนนี้มีภาพวัยสาวที่สวยประทับใจริชาร์ดมาก ๆ แขวนอยู่ที่แกรนด์โฮเต็ล  ริชาร์ดรู้สึกลุ่มหลงกับภาพของเอลิสมาก ทำให้เขาศึกษาการทำสมาธิแล้วย้อนเวลาไปหาเอลิสในปี 1912 ได้สำเร็จ  

ในปีนั้นเอลิสยังไม่รู้จักริชาร์ด  เขาต้องหาทางอยู่ในยุคอดีตและพิชิตใจเธอให้ได้  แล้วก็มาถึงจุดที่ทั้งคู่ได้มีช่วงเวลาที่มีความสุขด้วยกัน  บทหนังก็กลั่นแกล้งทั้งตัวละครและคนดูให้ริชาร์ดต้องกลับมาเวลาปัจจุบัน  ริชาร์ดพยายามอย่างที่สุดที่จะกลับไปหาเอลิสที่ยังรอคอยเขาอยู่โดยที่เขาไม่ได้กล่าวลา  ผมเคยดูหนังที่เห็นพระเอกรักนางเอกได้ที่สุดเท่าที่เคยดูมาก็เรื่องนี้แหละครับ  รักได้จนตัวตาย   หนังไม่แฮปปี้เอนดิ้งอีกแล้ว

แปลกที่วรรณกรรมไทยอมตะ 2 เรื่องไปละม้ายกับวรรณกรรมตะวันตกดังกับว่าลอกพล็อตกันมา  อย่างคู่แรกที่กล่าวไป  แล้วอีกเรื่องก็ กาเหว่าที่บางเพลง กับ Village of the damned 1995  ที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดออกฉายไล่หลังหนังกาเหว่าที่บางเพลงได้ไม่นาน   น่าแปลกที่ว่าทั้ง 2 เรื่อง มีคริสโตเฟอร์ รีฟ เล่นเป็นพระเอกทั้ง 2 เรื่อง

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: