มาดับไฟก่อนไฟดับกับ “นิติพงษ์ ศรีระพันธ์” กันเถอะ

15 08 2009

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

มาดับไฟก่อนไฟดับกับ “นิติพงษ์ ศรีระพันธ์” กันเถอะ

.

.

ไฟดับลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกิดอุบัติเหตุหรือความขัดข้องอะไรบางอย่าง คุณหรือใครจะมีความยากลำบากแค่ไหนในการใช้ชีวิต สำหรับเขา  นิติพงษ์ ศรีระพันธ์ ผู้มีนามปากกาว่า มะดิ่ง ดิงงุย ในงานเขียนเมื่อหลายปีก่อน เขาคือนักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม บอกกับสารากร ผ่านการสนทนาว่า มันมีมุมบางมุมที่ทำให้การอยู่อย่างไม่ได้ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนไปได้

SNV30907

สารากร : สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตที่คิดว่าขาดไม่ได้เลยคืออะไรคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : โทรศัพท์

สารากร : หมายถึงมือถือหรือเปล่าคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ใช่

สารากร : มีความจำเป็นมากอย่างไรคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ในทางด้านการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอันที่จริงเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีโทรศัพท์เราก็คิดว่ามันไม่จำเป็น แต่ปัจจุบันสังคมเราได้เปลี่ยนไปเพราะโทรศัพท์นี้แหละ เอาง่าย ๆ เลย ขนาดว่าบ้านอยู่ใกล้กัน หรือว่าเพื่อนอยู่ห่างกันไม่ไกล จะเดินไปหาก็ยังได้ แต่ว่าโทรศัพท์มันทำให้ติดต่อกันง่ายขึ้น แค่กดโทรก็ได้คุยกันแล้ว อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย  บ้านเดียวกันแต่อยู่กันคนละห้อง หรือคนละชั้นของบ้าน บางทีก็ยังโทรหากันเลยไม่ต้องเดิน  ซึ่งมันก็ทำให้เสียนิสัย  กลายเป็นคนขี้เกียจไปเหมือนกัน แต่ก็นะ เพราะนั่นมันถึงได้ถูกเรียกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกไง แต่ออกจะสะดวกโดยไม่จำเป็นเท่าไรนักในบางที

สารากร : เคยแบตหมดโดยที่เรายังคุยธุระไม่เสร็จไหมคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็เคยนะ แต่น้อยครั้งมาก เพราะส่วนตัวแล้วจะเป็นคนไม่ชอบคุยโทรศัพท์นาน ส่วนใหญ่ก็ไม่กี่นาทีก็วาง เลยทำให้ประหยัดแบตได้เหมือนกัน อีกอย่างเป็นคนรอบคอบเรื่องแบตจะหมด ไม่หมดด้วยละ แต่เวลาหมดก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดเท่าไร

สารากร : ถ้าหากไฟดับเข้าจริง ๆ ละคะคิดว่าชีวิตจะลำบากขึ้นไหม
มะดิ่ง ดิงงุย : ลำบากมาก เพราะถ้าคิดดูกันจริง ๆ แล้ว การใช้ชีวิตประจำวันเนี่ย มันเกี่ยวพันกับการใช้พลังงานทั้งนั้นเลยนะ เอาแค่สิ่งอยู่กับร่างกายเราตลอดในแต่ละวันเนี่ย อย่างน้อยก็โทรศัพท์มือถือล่ะ หรือไม่ก็นาฬิกาที่ต้องใช้ถ่านนาฬิกาของถูก ๆ นะต้องเข้าใจ มันเลยใช้ถ่าน
แล้วไหนจะคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตอีก มันหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้แล้วก็จำเป็นเสียด้วยซิ

สารากร : เคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตขณะไฟดับไหมคะ เอาแบบไฟดับเพราะมีการซ่อมแซมของการไฟฟ้ากินเวลานานอยากถามว่าช่วงเวลานั้นทำยังไงบ้างคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็เคยนะ เวลาอยู่บ้าน ไฟดับเกือบค่อนวัน  โชคดีที่เราเองก็ยังพอที่จะเป็นคนอ่านหนังสือก็มีหนังสือเป็นเพื่อนไปได้ หรือไม่ก็หาอะไรทำไปเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้เลย คือ ความเงียบ ไฟดับเมื่อไรจะรู้สึกได้เลยว่าจริงๆ แล้วธรรมชาติของเราเนี่ยมันเงียบนี่หว่า เพราะไอ้เสียงที่ดังในสภาพแวดล้อมเนี่ย มันมาจากไฟฟ้าทั้งนั้น เราอยู่กับมันจนเคยชินไปเอง แต่พอไฟดับ  เฮ้ย บางทีก็ว่า "มันเงียบดีว่ะ" ลองคิดดูดิ เสียงพัดลม เสียงแอร์  เสียงทีวี วิทยุ เสียงตู้เย็น อะไรพวกนี้ มันมีเสียงนะเวลาเราเปิดมัน แต่เราชินกับมันเอง

สารากร : ระหว่างไฟดับตอนกลางวันกับตอนกลางคืนคิดว่าความลำบากจะต่างกันสักแค่ไหนคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ตอนกลางวันซิ ต่างกันมาก กลางวันมันเป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิต  กลางคืนก็นอน ๆ ไป เดี๋ยวเวลามันก็ผ่านไป ตื่นมาไฟก็ติดแล้ว แต่กลางวัน ใช้ชีวิต อย่างที่บอก ชีวิตประจำวันเราต้องใช้ไฟฟ้า อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก พูดง่าย ๆ ลองไฟดับ  ไม่ได้ใช้ไฟสองวันนี่ตกข่าวเลยนะ อันนี้กรณีคนทีใช้ชีวิตกลางวันนะ

สารากร : แล้วถ้าถามถึงความปลอดภัยล่ะ เวลากลางคืนนึกถึงถนนในซอยที่ไฟดับคิดว่ายังไงคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : อันนั้นก็น่าเป็นห่วง ขนาดแค่อยู่ในบ้านตัวเอง กลางคืนไฟดับยังอันตรายเลย ประสาอะไรกับถนนหนทางล่ะ ลองคิดดูซิ ว่าในบ้านตัวเองตอนกลางคืนแล้วไฟดับ มีอันตรายอะไรบ้าง  แล้วถ้าข้างนอกล่ะจะไม่ยิ่งกว่าเหรอ

สารากร : ตอนเด็กๆ เวลาไฟดับทำอะไรคะ เคยเล่นเงาจากเทียนหรือเปล่า
มะดิ่ง ดิงงุย : เป็นประจำเลยล่ะ เอามือเล่นเงาเป็นนกบ้าง เป็นเต่าบ้าง บางทีก็ทำตัวเองเป็นยักษ์ ยิ่งถ้ามีเพื่อนอยู่กันหลายคนนะก็ไม่พ้นเรื่องทะลึ่ง มันก็สนุกไปอีกแบบ หรือไม่ก็ตัดกระดาษเป็นตัวการ์ตูน เล่นเป็นเหมือนหนังตะลุง สนุกดี

สารากร : แล้วเดี๋ยวนี้ละไฟดับทำอะไรบ้าง
มะดิ่ง ดิงงุย : ต้องถามก่อนว่า กลางคืนหรือกลางวัน เพราะมันแตกต่างกันนะ กลางคืนก็ต้องบอกด้วยว่า หัวค่ำ หรือว่าดึก

สารากร : ลองคิดเล่นๆนะคะว่าไฟฟ้าถูกตัดหนึ่งวัน จะทำอะไรบ้างคะโดยไม่มีไฟฟ้าใช้
มะดิ่ง ดิงงุย : อย่างแรกเลยที่นึกได้  ว่าจะทำอะไรดี ก็คงต้องนั่งเรียงกันเลยว่า อะไรที่มันทำให้เราอยู่ได้ในวันที่ไฟดับสิ่งแรกก็คงไม่พ้นหนังสือ  หรือไม่ก็รื้อบ้าน หาไรทำไม่ให้ว่างก็คงต้องออกไปหาเพื่อน

สารากร : อย่างนี้คุณคงไปอยู่ในที่กันดารไม่ได้แน่ ๆ อย่างบ้านบนภูเขาที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และไม่มีไฟฟ้าใช้
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็คงอยู่ได้ เพราะทีพระธุดงค์ก็ยังอยู่ได้ พระกับเราก็คนเหมือนกัน แต่ก็ต้องขอศึกษาการทำสมาธิก่อนนะ ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวจะมาบอกบุญอย่าลืมนะ เราเกิดมาในยุคโลกไฟฟ้าลืมตาจากท้องแม่ขึ้นมา สิ่งแรกที่กระทบตาก็คงไม่พ้นแสงไฟในห้องที่โรงพยาบาลแน่นอน เราเห็นแสงไฟนีออน ก่อนเห็นหน้าแม่ หน้าพ่อด้วยซ้ำ

สารากร : ถ้าพลังงานไฟฟ้าถึงขั้นวิกฤติ จินตนาการโลกของเราไว้ยังไงบ้างคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ขั้นวิกฤติเนี่ยขอคำนิยามหน่อยซิ ว่ามันเป็นยังไง วิกฤติไฟฟ้าล้นโลก  หรือว่าขาดไฟฟ้า

สารากร : ขาดแคลนสิคะ กลายเป็นว่าต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีสูงขึ้น ค่าไฟแพงในขณะที่ความต้องการใช้ยังมีมากขึ้น คุณคิดว่าเราจะหาพลังงานไหนมาช่วยสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านั้นได้บ้าง
มะดิ่ง ดิงงุย : ถึงเวลานั้น ก็คงมีพลังงานทางเลือกเกิดขึ้นแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ก็เห็นทดลองอะไรกันหลายอย่างมาก ทั้งพลังงานทางเลือกทดแทน  ทั้งการลดการใช้เพื่อประหยัดไฟฟ้า อีกอย่างเทคโนโลยีทุกวันนี้ก็กำลังพัฒนาไปอย่างสวนทางกับการปริมาณกระแสไฟที่ใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ก็จะประหยัดไฟมากขึ้น  แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะมีความรู้สึกว่า มันเป็นพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่ให้เราใช้ได้ฟรีๆ เลย

สารากร : ในฐานะที่เรียนมาทางด้านพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มองเรื่องการใช้ไฟฟ้าของสังคมเราอย่างไรคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ใช้กันเหมือนของฟรี ด้วยว่าไฟฟ้ามันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แถมยังวัดปริมาณได้ลำบากอีกต่างหาก  ก็เลยไม่รู้ว่าไอ้เจ้าไฟฟ้าเนี่ยมันมีหน้าตาเป็นยังไง รู้แต่ว่ามันทำให้อะไรต่ออะไรแสดงผลหรือทำงานได้ มันเหมือนนามธรรมมากกว่ารูปธรรม คนก็เลยใช้ ๆ ไปเท่าที่ตัวเองใช้ได้ มองง่าย ๆ เลย ถ้าเปรียบเทียบไฟฟ้าเป็นน้ำหนึ่งถัง อย่างน้ำเนี่ยเราใช้ไป ตักออกไปจากถัง เราก็มองเห็นว่ามันลดลงแค่ไหน เราก็จะคิดล่ะว่า เฮ้ยประหยัดหน่อยดีกว่า เดี๋ยวไม่มีน้ำใช้ แต่ไฟฟ้าเนี่ยมันมีไง อย่างใช้เมื่อไร เสียบปลั๊กก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องเอาอะไรมาเก็บไว้เหมือนน้ำในถัง จะที่ NIDA นี่ก็ดีนะ เพราะที่คณะมีการรณรงค์เรื่องประหยัดไฟฟ้าอยู่ มันก็เกิดผลนะ เห็นคนเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์กันเยอะเลย

สารากร : ที่ NIDA ทำยังไงบ้างคะ ลองยกตัวอย่างได้ไหมคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็มีการรณรงค์ให้ประหยัดไฟฟ้า  ปิดแอร์ในห้องที่ไม่ได้ใช้  หรือปิดจอคอมพิวเตอร์ ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์ในกรณีที่ขึ้นแค่สองชั้นสามชั้น อีกทั้งก็ยังมีหลายคนเลยที่สนใจในการวิจัยเรื่องการประหยัดพลังงาน หรือการวิจัยศึกษาถึงพลังงานทางเลือก แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ให้ประหยัดน้ำ  มันได้ผลกว่าประหยัดไฟฟ้านะ

สารากร : มีหนทางอย่างไรบ้างคะที่ทำให้การรณรงค์เช่นเดียวกันนี้ขยายไปในวงกว้าง
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็บอกอยากนะ เพราะโดยส่วนตัวเองก็มีนิสัยเดิมๆอยู่ (หัวเราะ) ตามความคิด  สิ่งที่น่าจะเห็นผลที่สุดก็คงขึ้นค่าไฟฟ้า ขึ้นโดยสุจริตนะ ไม่ใช่ขึ้นเพราะรัฐบาลอยากทำ ต้องมีเหตุผลที่ดีด้วย เพราะมองว่าไฟฟ้า ถ้ามีค่าขนาดนั้น ก็ต้องมีราคาที่สมเหตุสมผลด้วย อย่างที่บ้าน ก็จะมีคนคอยควบคุมการใช้ไฟฟ้าเป็นอย่างดี ก็คือแม่  คือจะอธิบายว่า ธรรมชาติคนเราเนี่ยมันต้องมีคนคอยเตือน คอยย้ำอยู่ตลอด  หรือว่าด่าได้ก็ด่าเลย ถ้าไม่ทำ มันต้องเล่นไม้นี้  สำหรับผมจึงต้องมีคนคอยเตือน แต่ถ้าในวงกว้าง ผมก็เห็นว่าใครต่อใครก็ประกาศกันปาว ๆ อยู่นี่นา แล้วผลเป็นไงล่ะ ก็เห็นว่ายังเหมือนเดิม   แต่ก็มีหลายส่วนนี่ ที่เปลี่ยนแปลง มีการประหยัดกัน

สารากร : นี่ทำให้เห็นว่า เรายังไม่ได้คิดว่า พลังงานต่าง ๆ ต้องใช้อย่างประหยัดหรือเปล่า ไม่ได้คำนึงถึงความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุหรือเปล่า เพราะถ้านำมาตรการเรื่องขึ้นราคาไฟฟ้ามาควบคุม คนที่มีกำลังจ่าย ก็ยังสามารถใช้อย่างฟุ่มเฟือยอย่างเดิม ในขณะที่คนจนบางคนใช้ไฟฟ้าเท่าเดิมแต่ต้องช่วยจ่ายมากขึ้น
มะดิ่ง ดิงงุย : ก็คงประมาณนั้น นี่ด่าผมหรือป่าวเนี่ย (หัวเราะ)

สารากร : เปล่าค่ะ แค่คิดว่ามันไม่มีวิธีที่ช่วยปลุกจิตสำนึกหรือ
มะดิ่ง ดิงงุย : โดยส่วนใหญ่ก็คงต้องบอกว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คนรวยก็ใช้อัตราก้าวหน้าไปสำหรับค่าไฟฟ้า

สารากร : การช่วยกันดับไฟเพียงไม่กี่นาทีที่รณรงค์ทำกัน เป็นวิธีที่ใช้ได้ไหมคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : มันได้แค่ตรงนั้นนะ มองว่าเป็นกระแสมากกว่า  แต่ก็โอเค มันน่าจะมีไอเดียที่ดึงให้คนทำอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า มากกว่าการรณรงค์ประหยัดไฟกันอย่างเดียว หมายถึงกิจกรรมอย่างอื่นน่ะ เพราะตอนนี้อะไร ๆ ก็อยู่ในคอมฯ ในอินเทอร์เน็ตหมด

สารากร : คิดว่า ในอนาคตจะมีหนทางที่ว่านี้ไหม
มะดิ่ง ดิงงุย : น่าจะมีนะ

สารากร : แล้วตัวคุณล่ะ ได้มีกิจกรรมอะไรที่ทำโดยไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าบ้าง
มะดิ่ง ดิงงุย : เยอะยะ กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เอาแบบที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันนะ ก็จะมี  การเดินไปคุยกับเพื่อนฝูง  เล่นบอล แต่ต้องก่อนมืดนะ เพราะไม่งั้นต้องเปิดไฟ อะไรก็ได้ ที่ทำกันตอนกลางวันน่ะ  ที่ไม่ต้องเปิดไฟ มันมีหลายอย่างนะคิดดูซิ โอ้ย เยอะแยะ

สารากร : กลางคืนล่ะคะ มีกิจกรรมประหยัดไฟไหม
มะดิ่ง ดิงงุย : เล่นซ่อนแอบคงมันดี แต่สิ่งที่ดีที่สุดคืออะไรรู้ไหม เวลาไฟดับจริง ๆ อยู่กรุงเทพก็ได้ดูทะเลดาวไง เพราะทุกวันนี้ไม่เห็นดาวเพราะแสงของเมือง เพราะเมืองมันบังดาว อยู่แต่เมืองกันจนมองแต่คนมากมาย มากหน้าหลายตาในแสงไฟ แต่หารู้ไม่ว่ามีแสงดาวนับล้าน แอบมองเรามายาวนานผ่านแสงเมือง เห็นไหม ว่าข้อดีของการไม่มีไฟฟ้า มันโรแมนติกแค่ไหน

สารากร : มีอะไรฝากไว้ไหมคะ
มะดิ่ง ดิงงุย : ผมมีคำถามกลับบ้างนะครับ ว่าเคยรู้สึกบ้างมั้ยว่าวันไหนที่แบตโทรศัพท์หมด อินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้  ไฟฟ้าติดขัด  แล้วเผลอรู้สึกบ้างหรือป่าวว่า  วันนั้นคุณไม่มีตัวตน บางทีตอนนี้สิ่งที่ระบุว่าเป็นตัวเราคือ   อีเมล์   กับเลข ๑๐ ตัวของหมายเลขโทรศัพท์งั้นเราเรียกอีเมล์ หรือเบอร์โทร แทนชื่อกันดีกว่ามั้ยเผื่อจะรู้จักกันมากกว่า ก็เห็นมั้ยละว่าเราสนิทกัน แต่เคยยืนอยู่หน้าบ้านแล้วเคาะประตูเรียกกันเลย ถึงจะบอกว่า ถ้าไม่มีไฟฟ้าให้ใช้เลยจริง ๆ   สำหรับความรู้สึกตอนนี้ ก็คงรู้สึกว่าเราไม่มีตัวตน เพราะเราเป็นมนุษย์ไฟฟ้าไง

เรามีตัวตนเพราะไฟฟ้าจริงหรือไม่อยู่ที่ ท่านจะตัดสินตนเองได้ แต่การที่เราจะใช้ชีวิตท่ามกลางการไม่มีไฟฟ้าใช้นั้น ก็คงเป็นเรื่องที่ขัดกับความเป็นจริงของโลกโดยแท้ แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราจะเลือกใช้และหยุดการใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อที่ว่าจะได้เป็นการยืดเวลาของการใช้ให้ยาวนานออกไป ได้แม้สักเพียงเล็กน้อย ก็มีค่าเหลือเกิน •

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗


คำสั่งกระทำ

Information

3 responses

4 09 2009
P~Patcha

เพื่อนหนูคะ … เพื่อนหนู …

5 09 2009
ครูดอย

เป็นอีกความคิดเห็นของหนุ่มนักคิด (บางทีก็คิดมากเกินไป) คริคริคริ
เห็นด้วยกะคุณนิติพงษ์ คร๊าบบบบบบบบบบบบบ

อ่า…เพื่อนกัน ให้กำลังใจกัน ได้ใจ ๆ …เหอะๆๆๆ

12 10 2009
น้องชายสุดสวย

สุดยอดค่ะพี่ชาย มีความคิดดีๆ ความคิดดี นะครับ ขอให้สร้างสิ่งดีๆอารายดีๆๆเยอะๆๆนะ รักนะจุ๊บๆๆ
พ่อถั่วดำหวาน จุ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆจร้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: