ขนำซำหม้อ

1 08 2009

เรื่องสั้น

ขนำซำหม้อ · ธุลีดิน

รางวัลชมเชยโครงการจุดประกายอวอร์ด ๒๕๕๒ ประเภทเรื่องสั้นผ่านบล็อก

 

 

พายุฝนผ่านพ้นไปแล้วหลังซัดกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาร่วมสองเดือน ตกเช้าตกค่ำจนมิรู้เวลา ฟุ้งฟ้าทะมึนเมฆไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน  ทิ้งร่องรอยอำลาเอ่อคุ้งคลองขอบคูท่วมถนนลูกรังเลียบคันนาและซากขนำซำหม้อที่เห็นแต่หลังคานาบคันดิน

ยามนั้นพายุอึงอล ฟ้าครึ้มเมฆคลุม  โพธิ์ทะเลเฒ่าเอนใบลู่แทบล้มถอนรากตามแรงลม ใบตาลฟาดลำอยู่ปึงปังในคร่ำกระหน่ำฝน  ขนำน้อยโยกไหวราวคนสิ้นแรงเจียนล้ม  หัวใจคนบนขนำสิสั่นไกวไหวโยกเสียกว่า ไม่รู้จะนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่เยี่ยงนี้ดีหรือหลบออกไปดี พลาดท่าพลาดทีเกิดขนำล้มจะทำอย่างไร  ไม่ก็อย่างที่ซำหม้อเคยเห็นกับตา  พายุหมุนลูกย่อมหอบขนำบ่อข้างๆ ลอยขึ้น แล้วตกลงกระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่อยากคิดภาพว่าตัวอยู่ภายใน

          พายุมักมาตอนดึก หลายคืนซำหม้ออดหลับอดนอน ลืมตาใจเต้นตึงอยู่ในมุ้งด้วยแรงลมโยก จะละขนำไปเล่าก็สุดรักยากหักใจเพราะตอกรัดมัดขัดมากับมือ แต่พายุปีนี้รุนแรงนัก รุนแรงจนไม่แน่ว่าเสาไม้ฟากจากจะทานไหว  ซำหม้อตัดใจย้ายข้าวของเครื่องใช้ อาศัยขนำร้างบ่อข้างสักชั่วคราวรอพายุผ่านพ้น

เพียงสองสามวันหลังซำหม้อย้ายออก ตื่นเช้าก็ให้หัวใจระรัว  ภาพหลังคาขนำจากกองราบกับพื้นราวนักรบยอมพ่ายหลังต่อสู้แรงลมโหมซัดมาหลายฝน  ซำหม้อหันกลับไม่อาจข่มตามอง  ภาพหนหลังเรื่องราวครั้งเก่ามากมายฝังอยู่ในกองจากนั่น  ใจพลันประหวัดถึงเหล่าสหายนกเพื่อนบ้าน เรายังระกำลำบากเพียงนี้ พวกนกที่อาศัยคาคบไม้ปลายตาลเล่าจะอยู่กันเยี่ยงไร

พายุทิ้งสายลมยะเยือกไว้ต่างคำอำลา  ฝนปีนี้มาติดต่อสองเดือนจนน้ำท่วมทุ่งท่วมทาง บ่อกุ้งในที่ต่ำต้องกั้นอวนกันกุ้งออก กระนั้นด้วยความที่น้ำมาก ทั้งเป็นน้ำจืดไม่เหมาะแก่กุ้งน้ำกร่อยซึ่งต้องการความเค็มใช้ลอกคราบ พากันทยอยตาย  เสียงเครื่องสูบน้ำจับกุ้งดังลั่นแข่งเสียงฝน  ที่กุ้งยังเล็กพากันขาดทุนย่อยยับ  ที่กุ้งใหญ่หน่อยค่อยเบาใจ กลับถูกโรงงานกดราคาแทบไม่เหลือกำรี้กำไร  ยังไม่ซาเสียงฝนยินแต่เสียงโอดครวญของคนเลี้ยงกุ้งรายย่อยทั่วโคกบัวบก  ซำหม้อนั่งมองบ่อหลวงแคว้ต เจ้าของทิ้งร้างไร้คนดูแล กลัวก็แต่จะขายที่ใช้หนี้อีกราย พวกบ่อเคยเลี้ยงกุ้งอยู่ข้างพากันทยอยขายที่จนยามนี้มีแต่ขนำซำหม้อท่ามบ่อร้างขนำว่าง

พายุพ้นฝนผ่าน ฟ้าสูงเมฆใส แดดแรกทอทอดลำ ซำหม้อยืนมองกองจากที่เคยเป็นขนำคุ้มกาย..ได้เวลาสร้างขนำใหม่

 

"เอ็งมีทุนสักเท่าไรวะซำหม้อ?" ลุงเพิ่มหุบหนังสือพิมพ์

"ทุนเทินอะไรกันลุง ฉันไม่ได้เลี้ยงกุ้งมาร่วมปีแล้ว จะเอากะตังค์จากไหน" ซำหม้อกวาดลิ้นลิ้มรสกาแฟฝีมือชะลอเข้มข้นไม่เคยตก

"อ้าว.." นั่นเป็นเสียงลุงสุข

"ไม่อ้าว..ไม่เอิ้วล่ะ..แค่มีกินไปวัน ๆ ก็ประดาตายแล้วล่ะลุง"

"ไม่มีกะตังค์จะสร้างอย่างไรวะ แรงยังพอออกปาก แต่ของสมัยนี้มันต้องซื้อต้องหาทั้งนั้น" ลุงเพิ่มเปิดหนังสือพิมพ์เอนหลังพิงพนักอ่านข่าวเสื้อแดงปาไข่ต่อ

"ใช่" ลุงสุขเสริม "หนำลูกเล็ก ๆ ค่าไม้อย่างเดียวก็ปาเข้าไปหมื่นสองหมื่นแล้วนาซำหม้อ"

"ไม่รู้สิลุง หลายวันก่อนฉันเห็นนกกาบแคผัวเมียช่วยกันทำรังในบ่อ เศษสาหร่ายใต้น้ำแท้พวกมันยังทำให้เป็นเกาะลอยน้ำได้ นกเขาหลังขนำมันขนฟางหญ้าทีละเส้นละเส้นสุมจนเป็นรังไม่เห็นต้องใช้เงินทอง.."

"เอ็งอยากเป็นนกหรือวะซำหม้อ?" เสียงลุงเพิ่มสอดลอดผ่านหนังสือพิมพ์ ดาราบิกินี่หน้าหนึ่งยืนยิ้มอล่างฉ่าง

"ทีแรกฉันคิดว่าตอนฝนตกพวกมันคงลำบาก" ซำหม้อพูดต่อเหมือนไม่ได้ยินเสียงจากหลังหนังสือพิมพ์ "แต่ก็ฉุกคิดถึงรังนกกระจาบ พวกมันสร้างได้คงทนคุ้มฟ้าคุ้มฝน ไม่เห็นต้องใช้ทุนสักบาท"

"นั่นมันนก" ลุงสุขหยิบซองยา ล้วงยาเส้นใบจากออกมามวน ซำหม้อยกกาแฟก้นถ้วยขึ้นซดคราวนี้รสชาติชักฝืดคอ รังนกกระจาบสวยดีหากมีขนำอย่างนั้นก็คงดี แต่จะสร้างอย่างไร เรามันคน รังของคนควรรูปร่างอย่างไร หรือเราอยากเป็นนก..ซำหม้อชักสงสัยใจ

 

 

เสียงร่ำลือในโคกบัวบกแพร่ไวราวไข้หวัดนก วันถัดไม่ทันคล้อยเย็นก็มีอาคันตุกะโผเผมาหาซำหม้อ

"ไงวะซำหม้อได้ยินว่าจะสร้างหนำใหม่?" น้าคลี่ช่างก่อสร้างประจำหมู่บ้าน ทุกคนรู้มือ เสียแต่แกติดเหล้าตาแดงก่ำตลอดเวลา

"ครับน้าคลี่" ซำหม้อกำลังรื้อซากขนำ "พายุซัดซะหนำพัง"

"แล้วตอนนี้เอ็งอยู่ที่ไหน?"

"อาศัยหนำหลวงแคว้ต"

น้าคลี่เดินวนดูโดยรอบประสาช่างก่อสร้างรู้งาน "กว้างสามยาวห้า?"

"ครับ" ซำหม้อตอบ นั่นเป็นขนาดกว้างยาวของขนำก่อนเหลือแต่ซาก

"เอ็งจะสร้างใหม่ตรงนี้เลยรึ?

"ครับ"

"อืมม์" น้าคลี่ท้าวสะเอว "หลังคากระเบื้องหรือมุงจาก?"

"ยังไม่รู้เลยครับ" ซำหม้อตอบ "แต่ไม่ใช่กระเบื้องแน่ ผมไม่มีตังค์"

"งั้นต้องมุงจาก" น้าคลี่สรุป "จะให้ถูกหน่อยอย่าใช้ไม้โรง ใช้ไม้เหม็ดไม้สนพอ"

ซำหม้อเออออมือก็หยิบซากไม้ซากจากโยนกอง น้าคลี่ล้วงใบยาออกมามวน 

"เอ็งไปซื้อไม้เตรียมไว้ เลือกที่มันตรงๆ  วันพรุ่งข้าจะพาไอ้แมนมาจัดการ ไม่เกินสิบวันเสร็จ" ใช้สองนิ้วคลึงมวนยาเสียบขอบปาก  

"แต่.."

"เรื่องค่าแรงเอาไว้ทีหลัง น้าคลี่จุดไลท์เตอร์ป้องมือหามวนยา คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ"

"ผมยังไม่แน่ใจ.. ซำหม้ออึกอัก อีกอย่างผมยังไม่มีรายได้ไม่อยากเสียเงินก้อนสร้างหนำ"

"อุบ๊ะ! ไม่อยากเสียเงินแล้วเอ็งจะสร้างอย่างไรวะ!"

คำอธิบายของซำหม้อคงฟังไม่เข้าเค้า น้าคลี่ทิ้งมวนยาลงพื้นจากไปโดยไม่ล่ำลา

 

 

ธรรมชาติคงถูกออกแบบไว้ดีแล้วสำหรับการดำรงคงอยู่ของสรรพชีวิต มีหนาวมีร้อนเพื่อฝึกให้ร่างกายเข้มแข็งรู้ปรับเปลี่ยนหาสมดุล  พืชรู้ผลัดใบหน้าแล้ง แตกช่อดอกใบหน้าฝน โอนอ่อนผ่อนตามธรรมชาติ  คนกลับพยายามควบคุมอุณหภูมิอากาศ ที่สุดร่างกายอ่อนแออมโรค  ธรรมชาติซัดขนำน้อยของซำหม้อเสียพังราบคงเป็นบทเรียนชนิดหนึ่ง เพียงซำหม้อยังไม่แน่ใจธรรมชาติต้องการสอนอะไร รู้แต่ต้องสร้างขึ้นใหม่ สร้างด้วยสองมือของตนเอง

ซำหม้อขุดพรวนดินเหนียวข้างคันคูจนร่วน นำแกลบมาโรยผสมแล้วราดน้ำเดินย่ำอยู่ค่อนวันจนเคล้าเป็นเนื้อเดียว  รื้อแผ่นไม้จากขนำเดิมเลื่อยตอกทำเบ้าแบบ  นำดินเหนียวใส่เบ้าผึ่งแดด  วันแล้ววันเล่าซำหม้อทำอยู่เช่นนั้น อิฐดินเหนียวทยอยเพิ่มจำนวน  กลางฟ้าแผดแดดเผา หมวกฟางเก่าปลายลุ่ยช่วยบังเงาชั่วพ้นเปลวแต่ไอแดดก็ยังแผดเสียแสบร้อนแสบไหม้ ฝ่ามือพุพองด้วยเสียดด้ามจอบจนแตกช้ำรอยแผล  เม็ดเหงื่อเค็มกร่อยไหลย้อยลงร่องปากต้องถ่มทิ้ง

ซำหม้อมือไม้เขลอะจนคล้ายมนุษย์โคลน นำดินใส่เบ้า ใช้ฝ่ามือแทนเกรียงปาดหน้าดิน เหงื่อเค็มรึก็จ้องจะย้อยเข้าตา ต้องคอยยกท่อนแขนปาดจนเลอะไปทั้งหน้า 

เหมือนตาจะฝ้าฟางเพราะกรำแดดแผดไอ  ซำหม้อเตะขาตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันกลางวัน ที่เดินมานั่นไม่ใช่ใครแม่ศรีไพรคนงาม  เรือนผมหยักต้องลมระใบหน้ากลมมน สวมเสื้อยืดขาวตัวจิ๋วคับติ้วกางเกงเอวต่ำสมัยนิยม  ซำหม้อร้องทักแต่ยังไกล

"ไปอย่างไรมาอย่างไรเล่าศรีไพร?"

ศรีไพรไม่ตอบคำตรงเข้าเพิงหมาแหงนส่ายตามองหาตะปู แขวนปลาแห้งไว้กับเสา

"พ่อบอกให้เอามาให้ รู้ว่าพี่ทำปลาไม่เป็นฉันเลยทำให้ตากให้เสร็จสรรพ" สำเนียงแฝงกระเซ้าเง้างอน

ซำหม้อเหลียวริ้วปลาช่อนแดดเดียวพวงใหญ่ ดูจะหลายตัวอยู่ "ขอบใจนะศรีไพร ตั้งหลายตัวพี่กินไม่ทันดอก เก็บไว้กินเองบ้างเถิด"

"หิ้วมาให้ยังจะบอกให้เก็บไว้เอง"

"ไม่ใช่" ซำหม้อวางก้อนดินมุดเข้านั่งในเงาไม้ "สักตัวสองตัวพี่ก็กินไปได้หลายมื้อ ไม่น่าเอามาหลายตัวเลย"

"พี่จะให้ฉันหิ้วกลับไปนี่นะ" ศรีไพรปั้นปึ่ง

"เออ ๆ ไว้ทั้งหมดนั่นแหละ"

"เห็นพี่หายไปหลายวันพ่อเลยให้ฉันมาดู"

"บอกลุงเพิ่มว่าพี่ขอบใจ เอาไว้ปั้นอิฐได้สักร้อยสองร้อยก้อนแล้วจะออกไปสภากาแฟสักที"

"พี่จะปั้นไปทำอะไรเยอะแยะ" ศรีไพรวาดเส้นผมเหน็บข้างหู

"พี่จะสร้างหนำ"

"หนำ!"

"ใช่หนำ..ทำไมหรือ?"

"สร้างหนำกับก้อนดินพวกนี้!" ศรีไพรทำหน้าคล้ายพบภูตผี

"ไว้สร้างเสร็จแล้วศรีไพรค่อยมาดู ไม่แน่นะอาจชอบอยากอยู่ก็เป็นได้"

แม่งามศรีไพรถลึงตาเม้มริมฝีปากอิ่ม  ซำหม้อกลั้วหัวเราะลงลูกคอยกสองมือเลอะโคลน "ลองบ้างมั้ย น่าสนุกออก"

"เชอะ! เชิญพี่เล่นไปคนเดียวเถอะ"

ซำหม้อแกล้งยื่นแขนจะบีบคอ สาวเจ้าถลันลุก "จะฟ้องพ่อ พี่ซำหม้อแกล้งศรีไพร"

"ขี่ม้าสามศอกไปบอกไวๆ"

ศรีไพรแม่จ้ำหายไปจริงๆ ซำหม้อยืนยิ้มมองตาม เหนื่อยกายนั้นสาหัสนัก แต่ใกล้คนรักเพียงครู่ความเหนื่อยล้าก็ปลาสนาการสิ้น หากมิใช่เพียงครู่เล่าชีวิตจะสุขสมเพียงไร..ศรีไพรแม่เอย

 

 

สภากาแฟร้านชะลอขาดซำหม้อหลายวันชักเริ่มหงอย ลำพังมีขาประจำแค่สามคนสุมหัวกันพูดคุยทุกย่ำเย็น ครั้นเหลือแค่สองได้แต่นั่งอัดยาสูบมองหน้ากันไปมา

"ไม่มีไอ้ซำหม้อมาคอยเปิดประเด็น สภาเงียบเหงาเจียวเว้ย" ลุงสุขเปรย

"เออ..ข้าว่าหากมันยังไม่มา เราย้ายสภาไปแถลงกันที่หนำมันสักชั่วคราวเป็นไร" ลุงเพิ่มเสนอ

"เออ..ข้าเห็นด้วย" ตามประวัติสภาแห่งนี้ยังมิเคยมีปรากฏว่าลุงสุขจะไม่ยกมือสนับสนุนสหายรักเลยสักที สองเฒ่าเงียบมองชายร่างผอมสูงเดินโผเผเข้าในร้าน ตักยาดองใส่แก้ววางบนโต๊ะเอื้อมมือท้าวพนักหย่อนก้นเชื่องช้า ลุงเพิ่มเอ่ยขึ้นว่า

"ไอ้ซำหม้อมันสร้างหนำคนเดียว ไม่ลองไปดูสักหน่อยรึคลี่"

"เผื่อสั้นเผื่อยาวจะได้ช่วยเหลือกัน" ลุงสุขเสริม

น้าคลี่ยกเป๊กยาดองแดงเลือดนกซดพรวด  ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองสองเฒ่าอยู่ไปมา "ไอ้ซำหม้อมันเห็นคนบ้านอื่นดีกว่าบ้านเดียวกัน" วางเป๊กลงโต๊ะดังปัง ยาดองก้นแก้วกระเซ็นส่งกลิ่นฟุ้ง "ไม่ทำงานมันก็ไม่เห็นจะอดตาย หนำลูกเล็กๆ จะได้สักเท่าไหร่กัน"

"คุยกับมันแล้วรึ?" ลุงเพิ่มถาม

"ช่าย" น้าคลี่ตอบ

"มันว่าไง?"

"มันเพ้อเจ้อบ้าบอ บอกที่อยู่อาศัยไม่น่าจะต้องมีค่าใช้จ่าย ทีนกยังสร้างรังของมันเองได้ ไอ้ซำหม้อมันจะสร้างหนำโดยไม่ใช้กะตังค์สักบาท ฉันว่ามันไปรับปากไอ้ศักดิ์ไว้แน่  แล้วทำเป็นอ้างเหตุบ้าบอกับฉัน"

"นก.." ลุงสุขพึมพำ

"นังศรีไพรบอกว่ามันทำอยู่คนเดียวนา" ลุงเพิ่มบอก

"ไอ้ศักดิ์มันคงติดงานค้างนะสิ เอาไว้สักเดี๋ยวก็คงมา" ดวงตาน้าคลี่ลุกเป็นไฟ

"นา.." ลุงเพิ่มปลอบ "ยังไงไอ้ซำหม้อมันก็สอนการบ้านลูกๆ เอ็งทุกเย็น ช่วยไปดูมันหน่อยเป็นไร"

"การบ้านก็การบ้านเซ่..ใครไปขอให้มันสอน มันเสือกมาสอนเอง"

"อ้าว.." นั่นเป็นเสียงลุงสุข

 

 

เปลวแดดเหมือนจะเผาจะแผดฟางหญ้าไหม้จุณ ฟ้าสูงเมฆลอย สีสันจัดจ้าอาบไล้คุ้งคันนาชอุ่มเขียว ฝูงวัวลุงเพิ่มเกาะกลุ่มเล็มหญ้าอ่อนปัดหางอยู่ไปมา นกยางปรอดย่องย่างเลาะคันนาหาอาหาร ลำคลองโคกบัวบกอ่อยเอื่อยเลื่อยไหล

ซำหม้อกรำงานกลางแจ้งจนแข้งขาล้าแรงแทบสิ้นกำลัง ปวดเมื่อยไปทั้งสรรพางค์ แค่สองสามวันทำเอาเจียนจับไข้ล้มป่วยด้วยห่างงานกรำแดดมาเนิ่นนัก  เหลียวมองอิฐดินรึก็ยังไม่พอจำนวน ยังต้องขุดดินเพิ่ม  ไม่ต้องคิดถึงตอนย่ำผสมแกลบแค่จะเหวี่ยงจอบยามนี้ยังแทบเป็นเรื่องเกินแรง

ลมบ่ายพัดเรื่อยเฉื่อยเย็น  ซำหม้อล้มตัวบนแคร่ นอนแผ่หราทั้งแขนขาเคลือบโคลน กำลังเคลิ้มพลันสะดุ้งตื่นยินเสียงเด็กๆ แว่วมา ซำหม้อปรือตามอง  พวกเด็กปั่นจักรยานมาจอดข้างแคร่ เห็นสารรูปซำหม้อแล้วพากันหัวร่อ

"น้าซำหม้อ  ไอ้แตงโมหัวโจกลูกน้าคลี่ร้องถาม ทำไมไม่ไปสอนการบ้าน พวกฉันไม่ได้ทำการบ้านเมื่อวานถูกครูตีรู้ป่าว?"

ซำหม้อเหลอหลาจะให้ตอบว่าไง พวกแกถูกครูตีแค่เจ็บก้นแต่ข้าสิขยับตัวแทบไม่ไหวแล้ว

"ใช่" ไอ้ทามตัวเล็กกว่าใครร้องเสริม "ฉันก็ถูกครูตี"

"เออๆ โทษทีว่ะ" ซำหม้อยันกายขึ้นอย่างยากเย็น "ข้าว่าจะสร้างหนำให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปสอนการบ้านพวกเอ็ง"

"สร้างหนำยังไงเห็นเล่นปั้นดินเละเชีย" ไอ้แตงโมถาม

ซำหม้อได้แต่ส่ายหน้า "เออ..เล่นปั้นดินก็เล่นปั้นดินวะ เอาไว้ข้าเล่นปั้นดินเสร็จก่อนละกัลล์"

"พวกเราเล่นด้วยสิ" ไอ้เถือกหลานลุงสุขส่งเสียงมาจากท้ายกลุ่ม

ซำหม้อลังเลอยู่ครู่ ขืนปล่อยเด็กพวกนี้ละเลงเกรงค่อนไปทางเละเสียมากกว่า แต่ตัวเองยามนี้แทบขยับกายไม่ไหว ลองปล่อยเด็กๆ มันเล่นบ้างปะไร  

บ่ายวันนั้นคันคลองโคกบัวบกที่เคยยินแต่เสียงนกเสียงกา กลายลั่นเสียงเซ็งแซ่ของเด็กๆ ตะโกนร้องสั่งกันไปมา ช่วยกันขุดดินย่ำโคลนเอาก้อนดินลงเบ้า บ่ายแก่ๆ พวกเด็กที่ซำหม้อสอนวาดรูปมาสมทบ  กลายเป็นกลุ่มใหญ่จนคุมไม่ไหว เป็นไปตามคาด พวกมันเล่นกันเสียกว่าได้งาน ไปๆ มาๆ พาลทะเลาะจะชกกันให้วุ่นวายจนซำหม้อปวดกบาล   

ตกเย็นพากันโดดคลองล้างเนื้อล้างตัว  "อย่าเหลือคราบโคลนไว้เทียวโว้ย เดี๋ยวพ่อแม่พวกเอ็งจะมาเอ็ดข้า" ซำหม้อตะโกนบอก

วันถัดพวกเด็กมากันอีก แม้จะได้อิฐดินสารรูปบิดๆ เบี้ยวๆ แต่ก็เพิ่มจำนวนขึ้นโข  พวกพ่อแม่ตามมาดู  เห็นลูกๆ ช่วยกันทำงานเลยหาอาหารใส่สำรับมาให้  ซำหม้อพลอยได้กินอาหารหลากรสหลังฝากท้องแต่ข้าวกับปลาช่อนแดดเดียวมาหลายวัน สองสหายสูงวัยย้ายสภากาแฟมานั่งวิพากษ์รัฐบาลใต้ต้นมะยมเป็นการชั่วคราว  พวกผู้ชายครั้นเสร็จงานตัวก็มาช่วยเรียงอิฐจนขนำขึ้นรูปเป็นร่าง  เด็กๆ ช่วยกันใช้โคลนผสมแกลบที่ย่ำจนเหนียวเป็นเนื้อเดียวละเลงฉาบผนังทั้งภายนอกภายใน  ซำหม้อบอกพวกเด็กให้วาดรูปลงบนผนัง วาดอะไรก็ได้ตามแต่ใจ เด็กๆ สนุกยกใหญ่ฉวยก้านกิ่งไม้ตั้งใจวาดสุดฝีมือ ภาพหมู หมา กา ไก่ ภาพพ่อแม่ ลำคลอง  ต้นไม้ กระทั่งไอ้มดแดง โฮกุน อุลตร้าแมนกระจายทั่วบนผนังทั้งนอกใน "อย่าลืมลงชื่อด้วย" ซำหม้อตะโกนสั่ง 

เหมือนฟ้าจะกลั่นดินจะแกล้ง  เมฆฝนครึ้มเค้ามาทะมึนมืด  ตั้งเค้าเหนือลมเยี่ยงนั้นเป็นพัดมาทางนี้แน่  ซำหม้อหันมองตาปริบ หากฝนตกทุกอย่างเป็นอันจบกัน โคลนที่ใช้ผสานอิฐดินคงถูกชะไม่เหลือ อิฐดินเพียงผ่านแดดเผาไหนเลยทนทานแรงกระหน่ำฝนเหมือนอิฐเตา

ไวจนไม่ทันตั้งตัว

กรรโชกลมผ่านวูบพัดกิ่งก้านโพธิ์ทะเลเฒ่าครางวือ ฝนเม็ดใหญ่เริ่มพรูเม็ดจั่กจั่ก พวกเด็กๆ ลิงโลดได้เล่นน้ำฝนล้างตัว  พวกผู้ใหญ่มองตากันอึ้ง  เด็กๆ เห็นผู้ใหญ่ยืนตัวแข็งไม่พูดไม่จาเริ่มเอะใจเป็นห่วงรูปที่วาดไว้จะถูกฝนชะ พากันยืนนิ่งมองหน้ากันอยู่ไปมา 

"เอาตับจากมาบังไว้ก่อนเป็นไรซำหม้อ?" ลุงเพิ่มร้องถาม

ซำหม้อส่ายหน้า "ไม่เป็นไรลุง หากถูกฝนชะพังฉันก็จะทำขึ้นใหม่" ปากกล่าวเยี่ยงนั้นใจสิระรัวราวย่ำกลอง

ครู่เดียวฝนก็เทกราวราวฟ้ารั่ว  ทุกคนพากันเข้าไปอัดอยู่ใต้เพิงหมาแหงนมองผนังอิฐดินที่เพิ่งก่อด้วยกังวล  

"เสียดาย" เสียงลุงสุขพึมพำ

"ไม่เป็นไรดอกลุง" ซำหม้อพูดเสียงแผ่ว "ดินยังอยู่กับเรา แค่ใช้แรงกายแรงใจของเราสร้างมันขึ้นมาใหม่"

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ" ลุงสุขมองริ้วฝนพรูผนังดินเหมือนเข็มฝนทิ่มแทงแรงใจของทุกคน

"พ่อ! พ่อ!" เสียงไอ้แตงโมร้องขึ้น

รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแล่นฝ่าเงาฝน  คนนั่งเปียกปอนป้องปากตะโกนแข่งครืนฟ้า "ช่วยกันขึงผ้าใบเร็ว!" พวกผู้ชายวิ่งออกไป เด็ก ๆ ปรบมือร้องเฮ

ทั้งหมดช่วยกันขึงผ้าใบผืนใหญ่คลุมผนังดิน ใช้ไม้ยาวค้ำกลาง ดึงเชือกร้อยตาไก่มัดหลักไม้ทุกด้านเป็นหลังคาชั่วคราว  จากนั้นพากันหลบฝนยืนตัวสั่นเปียกซ่กกันใต้หลังคาผ้าใบ  

ซำหม้อยกมือไหว้ "ขอบคุณครับน้าคลี่"

ดวงตาแดงก่ำส่งยิ้ม

 

 

ได้น้าคลี่กับหลวงแมนมาช่วยอีกแรง งานสร้างหลังคาจึงเป็นไปอย่างง่ายดาย  หลวงแมนใช้ไม้ขนำเก่าทำโครงคร่าว เอาจากเก่ามุงหลังคา  สองวันถัดมาขนำดินของซำหม้อก็เสร็จเรียบร้อย

ลุงเพิ่มนั่งมวนยาใต้เงาไม้มีศรีไพรหลบอยู่ข้างหลัง น้าคลี่ หลวงแมนนั่งมองผลงานตน  ขนำดินผนังขรุขระเต็มด้วยงานศิลปะใสซื่อ มีช่องลมช่องหน้าต่างรอบด้าน หลังคาจากลาดต่ำกันฝนสาด  ลุงสุขเดินวนดูพลางพยัก

อืมม์..สวยดีเว้ย  ไงคลี่เอ็งน่าจะสร้างไว้อยู่เองสักหลัง

น้าคลี่พึมพำทั้งปากยังคาบมวนยา สร้างหนำไม่สูญอัฐสักบาทสักเฟื้องอย่างนี้ ฉันมีหวังต้องออกเลหาปูปลาพวกที่เหลือหัวร่อฮา   

"ไม่ใส่บานประตูหรือวะไอ้ซำหม้อ?" ลุงเพิ่มถาม

"คิดว่าจะไม่ใส่ ซำหม้อยิ้ม ฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรต้องกังวลรักษา อีกอย่างขนำนี้ทุกคนช่วยกันสร้าง อยากให้รู้ว่าต้อนรับทุกคนเสมอ "

"เอางั้นหรือวะ?" ลุงสุขกังขา

"แล้วถ้าหมามันเข้าไปขี้ล่ะวะ?" น้าคลี่สงกา

"จริงของน้าคลี่ ซำหม้อสะดุ้งใจ งั้นฉันจะใส่บานประตูแต่ไม่คล้องกุญแจ เผื่อใครผ่านมาผ่านไปจะได้แวะกินข้าวกินน้ำ"

"ตั้งชื่อเสียหน่อยดีไหมวะ?" ลุงสุขเสนอ

"เอา..หนำรวมใจเป็นไง?" ลุงเพิ่มสนอง

"เออ..ดีๆ" เฒ่าสุขสหายรักไม่เคยค้าน

"แหวะ..เห่ยซะไม่มี" ทุกคนหันขวับมองต้นเสียง

ลุงเพิ่มหันซ้ายหันขวาพยายามเขกหัวลูกสาว ศรีไพรมุดไปมุดมาอยู่หลังพ่อ ทุกคนพากันหัวร่องอหงาย

 

 

หลังจากทุกคนกลับกันแล้ว  ซำหม้อย้ายข้าวของเข้าขนำ ลงว่ายน้ำในคลองอยู่ครู่พอสบายตัว ย้ายกระถางต้นไม้ กระถางผัก วางประดับประดารอบขนำดิน  จนเย็นย่ำสนธยานั่งกินข้าวปลาช่อนแดดเดียวชิ้นสุดท้าย กับข้าวฝีมือแม่ยอดตองน้องศรีไพรจะแห้งผากติดคอเพียงไรก็หวานชวนเคี้ยวเสียทุกคำ คล้อยค่ำเสียงจิ้งหรีดกรีดปีกระงมร้อง  ดื่นดาวลอยดวงใกล้จนแทบเอื้อมมือคว้า  เรื่อยลมอ่อนเอื่อยโชยเฉื่อยมา

ซำหม้อเอนหลังช้อนมือหนุนหัวมองดาว

ฤดูฝนผ่านพ้นอีกปีแล้ว ฤดูแล้งร้อนกำลังกรายมา ธรรมชาติหมุนเวียนเปลี่ยนแปรตลอดเวลา หลายปีที่ฝากชีวิตไว้กับผืนดินผืนฟ้าสอนซำหม้อให้นอบน้อมถ่อมตนต่อแม่ธรรมชาติ เหมือนไม้ลู่ตามลม ไม่แข็งขึงดึงดันหวังเอาชนะ ตระหนักใจรับรู้ความผูกพันเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง  หลายปีที่ธรรมชาติส่งเสียงเรียกให้คืนกลับสู่อ้อมดินอันเป็นจิตวิญญาณของโลก  คืนสู่สมถะเรียบง่ายอันคือจิตเดิมแท้ก่อนการปรุงแต่งทั้งหลายเข้าครอบงำ 

ยามนี้ขนำน้อยเป็นเนื้อเดียวกับผืนดินผืนโลก  มีหยดเหงื่อของซำหม้ออยู่ในอิฐดินทุกก้อน ก่อประสานด้วยแรงกายแรงใจของผู้คนรอบข้าง  เช่นเดียวกับต้นไม้ก้อนหินดินทรายที่ล้วนพึ่งพาอาศัย อยู่กับโลกใบนี้ด้วยสำนึกคารวะ  ผสานเป็นหนึ่งเดียวผันเปลี่ยนเวียนหมุนไปด้วยกัน..เคลื่อนไปด้วยกันในจักรวาลกว้างใหญ่..

ระดาดาวระยิบอยู่ตรงหน้า  ผืนฟ้าราตรีเวิ้งว้าง ดาวตกดวงหนึ่งทอประกายวาบผ่านฟากฟ้าแล้ววับหาย

ซำหม้ออมยิ้ม..                 

OOO

 

 

ขนำ หมายถึง เพิงเล็กๆ ใช้อาศัยชั่วคราว

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๖


คำสั่งกระทำ

Information

2 responses

1 08 2009
thongmarine

ผมเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วที่ จุดประกายอวอร์ด ชอบมากเลยครับ

3 08 2009
ดิลล์

คงต้องยกคุณงามความดีให้บอกอก้าวฯ ทั้งสองทั่น พี่ทั่นอานันท์ แอนด์ ย่าหนุง
เจ้าซำหม้อที่หน้าตาพอไปวัดไปวากับเขา ก็เพราะได้สองท่านที่เคารพรักนี่แลจับอาบน้ำอาบท่า

ขอบคุณที่แวะมาขอรับท่านทอง

คารวะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: