เขามองเห็น “วิภพ ล้อมเขต” ยามราตรี

1 08 2009

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

เขามองเห็น “วิภพ ล้อมเขต” ยามราตรี

.

.

ขึ้นชื่อว่ากลางคืนแล้วจะเรียกว่า รัตติกาลหรือราตรี สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้คือความมืดและอากาศที่หนาวเย็น กิจกรรมบางอย่างสำหรับบางคน เวลานี้เหมาะสมที่สุด อย่างเช่นการเขียนหนังสือ คนใกล้ตัวของสารากรมักพูดถึงคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของกลางคืน คือ ทำให้พวกเขาถ่ายทอดความคิด และจินตนาการได้ดีเยี่ยมกว่าในตอนกลางวัน และพวกคนเหล่านั้นทำงานศิลปะและนักเขียน

เช่นกันกับผู้ร่วมสนทนาก้าวต่อก้าวครั้งนี้ เขาคือนักเขียนของยุคสมัย เติบโตมากับหนังสือภายใต้น้ำหมึกของชาติ กอบจิตติ เขามีชื่อที่เรียกสั้นๆว่า โหน่ง วิภพ ล้อมเขต และเราสามารถทำความรู้จักผลงานของเขาได้จาก www.vipopspace.blogspot.com แต่สำหรับตอนนี้เรามาคุยกับเขาในเรื่องของราตรีกันดีกว่า

Untitled-1

สารากร : รู้สึกยังไงกับความมืดคะ

วิภพ : ถ้าพูดถึงความมืด ผมคิดว่ามันโรแมนติก มันช่วยให้เรามองเห็นตัวเองชัดขึ้น ได้ยินเสียงต่างๆ จากข้างในตัวเรามากขึ้น ผมมักจะเขียนหนังสือตอนกลางคืน เพราะมันทำให้รู้สึกว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ

 

สารากร : อะไรทำให้รู้สึกอย่างนั้น ความมืดทำไมชวนให้คุณมองเห็น

วิภพ : สำหรับผม ความมืดทำให้ผมมองเห็นความเศร้ากับความเหงา พอนานเข้าถึงได้เข้าใจว่า นี่คือสิ่งที่เราใช้หล่อเลี้ยงงานเขียนของตัวเอง ตอบความต้องการของตัวเองได้ระดับหนึ่ง

 

สารากร : คุณคิดว่าตัวคุณในเวลากลางวันและกลางคืนต่างกันหรือเปล่า

วิภพ : ต่างอย่างมาก อยู่ที่ออฟฟิศผมเป็นอีกคนหนึ่งที่สนุกสนานเฮฮา แต่พอกลับถึงห้องปิดประตูจะกลายเป็นอีกคนหนึ่ง

 

สารากร : ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น แล้วคุณคิดว่าความจริงตัวตนของคุณเป็นแบบไหนกันแน่

วิภพ : เพราะเวลาอยู่ที่ออฟฟิศเราต้องปรับตัวเข้าหาคนอื่นแต่พออยู่ที่ห้อง เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น จะว่าไปก็เหมือนโลกส่วนตัว อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมา

 

สารากร : งานเขียนของคุณหล่อเลี้ยงด้วยความเศร้าและเหงาใช่ไหม คุณมีความสุขที่จะเขียนมันออกมาอย่างนั้นหรือ

วิภพ : ผมใช้การเขียนงานแบบนี้เป็นเหมือนการระบายอย่างหนึ่ง เหมือนใช้งานเขียนเป็นตัวจับกระแสของความรู้สึก เพื่อบอกกับตัวเองว่า ตอนนี้เราเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับเรา แล้วพอเขียนส่วนใหญ่ผมก็จะหาย อาจคล้ายกับคนอื่นที่พอเศร้าหรือเหงาก็จะระบายให้เพื่อนหรือคนสนิทฟัง แต่ของผมเลือกที่จะเขียน เขียนเสร็จก็จบ ไม่ได้เอามันมาสู่โลกจริงๆ ในชีวิตประจำวัน

 

สารากร : ในเวลากลางวัน คุณสามารถเขียนเช่นเดียวกันนั้นไหมคะ

วิภพ : ได้ครับ แต่อาจจะนั่งเขียนได้ไม่นานเท่ากลางคืน

 

สารากร : เป็นเพราะกลางคืนคุณอยู่คนเดียวอย่างแท้จริงหรือเปล่า

วิภพ : กลางวันถ้าอยู่ที่ห้องผมก็อยู่คนเดียว แต่กลางคืนมักจะทำให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวผมเงียบมากกว่า ไม่ต้องฟังเสียงอื่นมาก เลยได้ฟังเสียงตัวเองมากขึ้น

 

สารากร : เคยกลัวความมืดไหม

วิภพ : เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ก็กลัวคิดว่ามีผีไปตามเรื่องตามราว แต่พอโตขึ้น ได้บวชก็รู้ว่า สิ่งที่เรากลัวอยู่นั้น คือจินตนาการของเราเองที่หลอกให้เรากลัวมากกว่า เหมือนกับว่า พอได้รู้จักกับจิตของตัวเอง ความกลัวแบบที่เคยเกิดขึ้นก็สลายไป

 

สารากร : พอพูดถึงจินตนาการก็เกิดคำถามขึ้นว่า สังเกตไหมใครต่อใครมักพูดถึงดวงดาว พระจันทร์ สำหรับคุณแล้วมีความคิดกับวัตถุบนฟ้ายามค่ำอย่างไร

วิภพ : ดวงดาวอาจไม่ค่อยกระทบความรู้สึกผมมากนัก แต่ถ้าเป็นพระจันทร์ค่อนข้างกระทบ มีอยู่คืนหนึ่งผมสะดุ้งตื่นตอนกลางคืน แล้วห้องผม ถ้าพระจันทร์เต็มดวง จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน พอปิดไฟก็จะมีแสงจันทร์ส่องเข้ามาตอนที่สะดุ้งตื่นก็พบตัวเองนอนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ รู้สึกว่ามันอบอุ่น เลยลุกขึ้นมานั่งเขียนหนังสือต่อ

 

สารากร : เรื่องที่เขียนได้จากการมองพระจันทร์ของคุณมีไหมคะ

วิภพ : พระจันทร์ในแก้วไวน์เป็นนิยายที่กำลังเขียนอยู่ นอกนั้นในความเรียงต่างๆ ก็มักจะมีฉากพระจันทร์ร่วมอยู่ด้วย

 

สารากร : พระจันทร์มีค่าสำหรับคุณ อย่างนั้นหรือเปล่า

วิภพ : ก็ไม่ได้มากนัก เหมือนเพื่อนร่วมทางกันมากกว่า ที่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องแยกย้ายกันไป

 

สารากร : คุณเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงดีนะ แบบนี้เวลายามเช้ามาถึงคุณก็คงปฏิบัติตนกับแสงตะวันได้อย่างไม่ยึดติดกับความสุขในเวลากลางคืนสินะ

วิภพ : ก็ต้องแยกแยะครับ ผมคิดว่าคนเราจะยึดติดกับอะไรก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเสมอไปและตลอดเวลา อย่างอดีตก็เหมือนกัน เรื่องบางเรื่องผมก็ไม่เคยลืม แต่ก็ไม่เคยจำตลอดเวลา พอมีเวลาก็นึกถึงบ้างให้หายคิดถึง

 

สารากร : พระจันทร์ในแก้วไวน์ พอจะบอกเล่าสักหน่อยได้ไหมคะว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร และพูดถึงอะไรคะ

วิภพ : พระจันทร์ในแก้วไวน์เป็นเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งที่ทิ้งชีวิตของตัวเองในประเทศไทย แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น เพื่อกลบอดีตบางอย่าง แรงบันดาลใจเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากความทะเยอทะยานของตัวเองที่อยากจะกลายเป็นที่ยอมรับของใครสักคน หลังจากที่เชื่อมาตลอดว่า ตัวเองไม่สามารถดูแลใครสักคนได้ โดยเฉพาะกับคนรักของตัวเอง

 

สารากร : ทำไมต้องในแก้วไวน์ล่ะคะ พอบอกได้ไหมคะ

วิภพ : แก้วไวน์เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา พระจันทร์เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่สวยงาม ถ้าจะหาอะไรสักอย่างมาใส่พระจันทร์ แก้วไวน์ดูท่าจะไปกันได้ครับ

 

สารากร : เขียนไปมากน้อยแค่ไหนแล้วคะ

วิภพ : ๔๐ % เขียนวันละหน้า ๑ เดือน๓๐ หน้า ไม่ได้วางพล็อตอะไรมาก เพราะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เรื่องราวมันดำเนินไปเองมากกว่ามากำหนดไว้ก่อนเหมือนได้ดูหนังที่ยังไม่เคยมีใครมาเล่าให้ฟัง

 

สารากร : จะเป็นอย่างไร ถ้าพระจันทร์จะหายไป เคยอ่าน ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์หรือเปล่า

วิภพ : เคยครับ แต่ถ้าเกิดว่าพระจันทร์จะหายไปก็ไม่เป็นไรเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตเราก็ได้เคยเจอกันแล้วเรายังจำภาพพระจันทร์เต็มดวงได้อยู่ ขอแค่ภาพนั้นไม่หายไปจากเราก็น่าจะพอแล้ว

 

สารากร : ถ้าพระจันทร์หายไป อะไรจะมาทดแทนความสว่างของค่ำคืนคะ

วิภพ : สติ

 

สารากร : คำถามสุดท้ายนะคะ ยามราตรี คุณมองเห็นอะไร

วิภพ : มองเห็นตัวเองครับ

 

จะมีใครที่มองเห็นตนเองทั้งกลางวัน และกลางคืน ทั้งยามหลับและยามตื่น นี่คือสิ่งที่ทำให้คนเราเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วเราสามารถมองเห็นตัวเองได้ เพียงต้องใช้เวลาและความสงบของจิตใจ และนี่อาจเป็นคุณสมบัติบางอย่างที่ธรรมชาติมอบให้ คือความเงียบและสงบของวัน เราจึงยินดีที่จะพักผ่อนเพื่อเริ่มต้นใหม่ในอรุณรุ่ง

สารากรเองก็มองเห็น เห็นตัวเองเป็นเหมือนเด็ก ๆ ของโลกที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเอาเลย คุณล่ะ มองเห็นตัวเองว่าอย่างไร ·

 

TNTN


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: