10 หนังเรียกน้ำตา (1)

1 07 2009

.

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

.

10 หนังเรียกน้ำตา (1)

.

.

ในฐานะที่เป็นคนเอาจริงเอาจังกับการดูหนังคนหนึ่ง  คำถามหนึ่งที่ถูกถามจากเพื่อน ๆ น้อง ๆ อยู่เสมอคือ  ชอบหนังเรื่องอะไรมากที่สุด  นึกทบทวนคำถามแล้วผมก็ไม่เคยตอบได้เลยครับ  อาจเพราะดูหนังมาเยอะมากแล้วก็มีหนังที่ชอบเยอะมากเช่นกัน  จะให้ตอบเรื่องที่ชอบมากที่สุดคงไม่มี  เพราะหนังแต่ละแนวมันก็มีดีแตกต่างกันไป  ผมไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้

แต่ถ้าถามว่าชอบหนังแบบไหน  แนวไหน  ผมสามารถตอบได้ครับว่าผมชอบหนังดราม่า กับ  หนังสยองขวัญครับ  เพราะว่าสองแนวนี้ผมสามารถซึมซับอารมณ์ที่สื่อออกมาจากหนังได้ดี หนังสยองขวัญผมชอบอารมณ์ตื่นเต้น  การที่ได้ลุ้นระทึกว่าผี หรือ ผู้ร้ายจะโผล่ออกมาให้สะดุ้งเอาตอนไหน  ลุ้นไปเครียดไป  สนุกดี  ส่วนหนังดราม่าก็ชอบความรู้สึกที่ได้อินไปกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร  ได้ดีใจ  ได้ซาบซึ้งตื้นตัน หรือ โศกเศร้าไปกับการสูญเสียหรือพลัดพรากของตัวละครในเรื่อง  หนังสองแนวนี้จะมีอยู่ในคอลเลคชั่นของผมมากเป็นพิเศษ  

มาคราวนี้ผมขอหยิบเอาหนังดราม่าที่ผมประทับใจ  สามารถเรียกน้ำตาได้ในระดับปริ่ม ๆจนถึงไหลพราก  สัก 10 เรื่องมาแนะนำ  สำหรับบางท่านที่ยังไม่เคยได้ชมครับ

 

เริ่มกันด้วย  Always  Sunset  On  Third  Street  (2005)

เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังในดวงใจของหลาย ๆ คนที่เคยได้ดูแล้ว  เรียกได้ว่าเป็นหนังดีในรอบหลาย ๆ ปีที่สามารถเรียกน้ำตาคนดูได้โดยไม่มีการตาย  อกหัก หรือ พลัดพรากของตัวละครใด ๆเลย  แต่น้ำตาที่ได้จากหนังเรื่องนี้กลับเป็นความอิ่มเอม  ตื้นตันยินดีไปกับความสุขของตัวละคร  ที่ยากนักจะได้ดูหนังที่ให้ความรู้สึกแบบนี้ 

Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังย้อนยุคที่พูดถึงชุมชนหนึ่งบนถนนสายที่สาม  ในช่วงปี 1958  ทีมงานใช้  CG สร้างภาพ ฉาก ให้ออกมาดูสมจริงเหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในยุคนั้นจริง ๆ  หนังเน้นไปที่ครอบครัว  ซูซูกิ  ที่เปิดกิจการซ่อมรถเล็ก ๆ ในบ้านชื่อ ซูซูกิมอเตอร์  มีพ่อ  แม่  และลูกชายตัวเล็กชื่ออิปเป  ครอบครัวซูซูกิได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นเด็กสาวนาม  มัตสุโกะ  ที่มาสมัครงานเป็นช่างซ่อมที่นี่  เพราะนึกว่าเป็นบริษัทรถยนต์อันใหญ่โต  แต่เธอก็เต็มใจทำงานด้วยความขยันตั้งใจ  บ้านตรงข้ามของซูซูกิเป็นร้านขายของชำของ  ซานาวะ นักเขียนหนุ่มไส้แห้งที่ไปแอบรัก  ฮิโรมิ  สาวอะโกโก้ปลดระวางมาเปิดบาร์เหล้าอยู่บนถนนสายที่สาม  

นอกเหนือจากตัวละครเหล่านี้ก็ยังมีตัวละครอีกมากที่คอยสร้างสีสัน  ความน่ารัก  อบอุ่นเป็นกันเองของสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้น  หนังแทรกมุกตลกขำ ๆ ให้ได้ยิ้มเล็กยิ้มน้อยกันได้ตลอดเรื่อง แต่จุดที่ประทับใจอย่างที่กล่าวไว้คือความซาบซึ้งใจในหลาย ๆ ตอนของหนังที่ทำให้ยิ้มได้ทั้งน้ำตากับความรักของครอบครัวซูซูกิ  และความผูกพันของซานาวะ กับ จุนโนสุเกะที่มีให้กันทั้งที่ทั้งสองต่างก็ไม่ได้เป็นญาติหรือรู้จักกันมาก่อน   Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังที่ผมยกให้เป็นหนังที่สมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านเรื่องหนึ่ง  ในเรื่องบทที่ไม่น่าเชื่อว่าดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูน  การแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงทุก ๆ คน  โดยเฉพาะดาราเด็กที่รับบทจุนโนสุเกะที่แสดงออกทางอารมณ์ได้ดีมาก  การถ่ายภาพที่จับภาพแสงอาทิตย์สีส้มที่สาดส่องไปตามถนนสายที่สาม  ดูแล้วอบอุ่นสมชื่อเรื่องจริง ๆ หนังกวาดรางวัลตุ๊กตาทองญี่ปุ่นปีนั้นมาถึง 12 ตัว  เป็นหนังที่ครั้งหนึ่งควรจะได้ดูจริง ๆ ครับ

 

ต่อมาสำหรับ  Village  Album  (2005)

อีกเรื่องที่ต้องเสียน้ำตาให้เพราะความอิ่มเอมตื้นตันใจไปกับเนื้อเรื่อง  เป็นหนังในปีเดียวกันกับ  Always  Sunset  On  Third  Street  โดยส่วนตัวผมประทับใจกับ  Village  Album มากกว่าหน่อย  คงเพราะอารมณ์หนังที่บรรจงเล่าเรื่องมาเพื่อซีนสำคัญของเรื่อง  หนังพูดถึงพระเอกของเรื่อง  ทากาชิ  ผู้ช่วยช่างภาพในโตเกียวซึ่งโดนตามตัวกลับมา  ฮานาตานิ  เมืองบ้านนอกเพื่อช่วยพ่อ  เคนอิจิ  ช่างภาพวัยชรา  ตระเวนถ่ายภาพทุก ๆ ครอบครัวใน  ฮานาตานิ  ก่อนที่ทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นอดีต  เพราะรัฐบาลมีคำสั่งเวนคืนหมู่บ้านนี้เพื่อทำเป็นอ่างเก็บน้ำ  ทากาชิ เป็นลูกชายที่จากบ้านไปด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับพ่อ   การกลับมาเดินแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพตามหลังพ่อในครั้งนี้  จึงมีทั้งเรื่องของการทะเลาะกับพ่อ และการได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน  และลงเอยด้วยความเข้าใจในท้ายที่สุด  ทากาชิ  ไม่เคยศรัทธาในฝีมือถ่ายภาพของพ่อเลย จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อล้มป่วย เขาต้องรับหน้าที่เดินถ่ายภาพครอบครัวในหมู่บ้านแทนพ่อ  แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจของชาวบ้านเลย  ทากาชิ  พบว่าเขาไม่สามารถถ่ายทอดวิญญาณความรู้สึกลงไปในภาพได้เหมือนอย่างที่พ่อทำ  หนังดำเนินเรื่องไปแบบเรียบง่าย  ไม่ได้มีพล็อตที่ชวนติดตามมากนัก ทว่าแต่ละนาทีที่เรื่องดำเนินไปกลับค่อย ๆ ดึงเราให้เข้าไปเป็นสักขีพยานในการรับรู้ปัญหาของครอบครัว  จนกระทั่งวันที่ทั้งครอบครัว  พ่อ  ทากาชิ  พี่สาว  น้องสาว  และหลานสาวตัวน้อยได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้บันทึกภาพร่วมกันเป็นภาพครอบครัวสุดท้ายของหมู่บ้าน  ฮานาตานิ ภาพเดียวกับที่เห็นในโปสเตอร์  ซีนที่ฟังดูธรรมดา ๆ นี้แหละ  กลับเป็นซีนที่ทำให้เสียน้ำตาได้โดยไม่รู้ตัว  จัดเป็นหนังฟีลกู๊ดแบบเสียน้ำตาที่สร้างความประทับใจหลังดูจบได้อีกเรื่องหนึ่ง

 

ตามด้วย  The  Way  Home  (2002)

คุณยายผมดีที่สุดในโลก   ดูในโรงร้องไห้มันในโรงเลยเรื่องนี้  

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากเลย  แม่กับลูกอยู่ในเมืองหลวง  แต่แล้ววันหนึ่งแม่มีเหตุจำเป็นต้องเอา  ซังวู  ลูกชายวัย 7 ขวบ  มาฝากกับยายผู้เป็นใบ้ที่บ้านนอกไว้ชั่วคราว  เด็กดื้อจากเมืองหลวงต้องมาปรับตัวให้เข้ากับยายเป็นใบ้ในบ้านนอกที่ไม่มีความบันเทิงอะไรเลย  เป็นเรื่องยากที่หลานกับยายจะต้องพยายามปรับเข้าหากันให้ได้  เนื้อเรื่องแค่นี้แต่เป็นหนังบ้าอะไรทำไมใจร้ายเศร้าได้ขนาดนี้  ขนาดตอนเป็นแผ่นหยิบมาดูก่อนเขียนแป๊ปเดียวแค่ซีนสั้น ๆ  ก็จะพาลจะร้องไห้เอาจนได้ 

The  Way  Home  เป็นหนังเกาหลีที่ผมรู้สึกชื่นชมทั้งผู้กำกับ และตัวละครเอามาก ๆ  เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง  ลีจุงหยาง  ทั้งยังรับหน้าที่เขียนบทด้วย  ดาราเด็ก  ดองยงฮี  ผู้รับบทเป็น  ซังวู  ก็เล่นเก่งมาก ๆ ฉากยายงกเงิ่นค่อย ๆ เดินตากฝนลงเขาไปซื้อไก่มาฆ่าให้หลานกิน  พอทำเสร็จหลานบอกไม่เอาจะกิน  KFC  ดูแล้วอยากเหยียบไอ้เด็กคนนี้มาก ๆ ที่น่าชื่นชมอย่างไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือคุณยาย  คิมยูลบุน  เพราะทีมงานมาเจอแกขณะหาโลเคชั่น  จึงเชิญแกมาร่วมเล่น คนแก่ที่เป็นชาวบ้านทำไมเล่นหนังได้ดีขนาดนี้  แล้วเล่นหนังเรื่องแรกอายุปูนนี้ยังต้องมารับบทยาก ๆ เป็นคนใบ้ด้วย  ต้องแสดงออกทางสายตาอย่างเดียวคุณยาย  คิมยูลบุน   สามารถเล่นได้ดีเหลือเกิน  แค่ทำตาหยี ๆ ปากจู๋  ผมเห็นก็จะร้องไห้แล้ว  คิดถึงยาย  

หนังเริ่มเรื่องด้วยอารมณ์บีบคั้นที่ต้องเห็นเด็กเกเรเอาแต่ใจกับยายที่พูดไม่ได้ที่พยายามจะเอาใจหลาน  พอเข้าใจผิดไม่ได้ดังใจไอ้หลานก็อาละวาด  ยายก็นั่งมองทำตาปริบ ๆ  อารมณ์หนังมาพีคสุด ๆ เอาตอนช่วงหลังที่ยายหลานผูกพันกันดีแล้ว  ยายไม่สบายหลานก็ดูแลเยียวยายายตามประสาเด็กๆ  ซีนที่เอาตายเลยก็คือซีนร่ำลา  จากเด็กที่เกเรกับยายสุด ๆ กลับรู้สึกเป็นห่วงยายที่ต้องอยู่คนเดียว  ซังวู  (อ่านถึงตรงนี้สำหรับคนตรวจต้นฉบับเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงหนังเรื่องนี้  ก็เล่นเอาจมูกร้อน ๆ ขึ้นมาทีเดียว)  เขียนบรรยายความเป็นห่วงยายลงในโปสการ์ดทีละใบ  ทีละใบ  ภาพที่ซังวู  นั่งรถห่างออกไปทิ้งยายหลังค่อมถือไม้เท้าเดินกลับบ้านคนเดียว  โอ้ย  อารมณ์ฉากนี้สุดๆ และที่ใจร้ายที่สุดก็คือ  เมื่อหนังถ่ายทำเสร็จกองถ่ายที่เคยมาอยู่กับแกก็ทิ้งให้แกอยู่คนเดียวเหมือนเดิมเหมือนในฉากสุดท้ายของหนัง  ไม่รู้ป่านนี้ยาย  ยูลบุน  เป็นไงบ้างแล้วก็ไม่รู้

 

ลำดับต่อมา  Christmas  In  August  (1998)

จากหนังเรื่องนี้ทำให้ผมติดตามผลงานของผู้กำกับคนนี้มาตลอด  เฮอจินโฮ  เก่งกับการทำหนังที่เล่นกับอารมณ์ได้ดี

Christmas  In  August  เป็นหนังเกี่ยวกับ  ยูจุงวอน  หนุ่มแว่นหน้าซื่อ  เจ้าของร้านอัดรูป ที่มีโอกาสได้รู้จักกับจราจรหญิง  ดาริม  หน้าที่ของดาริมก็คือถ่ายรูปรถที่ทำผิดกฎหมายแล้วมาอัดไว้เป็นหลักฐาน  จากการที่ดาริมต้องกลายมาเป็นลูกค้าประจำ  ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสสานสัมพันธ์กัน  หนังให้คนดูรับรู้ชะตากรรมของ  จุงวอน  ตั้งแต่เริ่มเรื่องว่าเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพต้องไปโรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ  จึงทำให้  จุงวอน  พยายามไม่ลึกซึ้งกับดาริม  ตลอดเรื่องไม่ได้เห็นฉากโรแมนติกเลย  ไม่มีฉากกอดจูบเหมือนในหนังรักเรื่องอื่น ๆ แต่กลับให้เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อกัน  เฮอจินโฮ  ทำหนังออกมาได้ความรู้สึกแบบบ้าน ๆ ติดดินสุด ๆ พระเอกไม่หล่อ  นางเอกก็เป็นจราจรเหนื่อย ๆ หน้าตามันๆ ไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัวสวยเลย  หนังมีหลาย ๆ ซีนที่น่าจดจำอย่างฉากแทนความอัดอั้นในใจของ  จุงวอน  ที่ไม่บอกใครเลยว่าเขากำลังจะจากไปด้วยโรคร้าย  จุงวอนพยายามสอนพ่อให้ใช้รีโมททีวี  จุงวอน  หงุดหงิดที่สอนพ่อหลายหนแล้วพ่อก็ใช้ไม่เป็นสักที พยายามอดกลั้นอารมณ์เพราะไม่สามารถพูดออกมาได้ว่า  ถ้าผมตายไปแล้วใครจะมากดรีโมทให้พ่อ  ฉากจากลาของ  จุงวอน  และ  ดาริม  ที่ไม่มีแม้แต่การเผชิญหน้า  จุงวอน  มานั่งแอบมอง  ดาริม  ผ่านกระจกร้านอาหารแล้วเอามือสัมผัสภาพดาริมที่ยืนอยู่ไกล ๆ ผ่านกระจก  แทนความหมายถึงการโหยหาอยากสัมผัสแต่เขาไม่มีโอกาสแล้ว  หนังมีบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบ  ใช้ภาษาภาพถ่ายทอดความรู้สึกแทนคำพูดได้ดี

 

5

ต่อด้วย  Mr.Holland’s  Opus  (1995)

ไม่ใช่ว่ามีแต่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ทำแต่หนังสร้างอารมณ์ตื้นตันเป็น  ฮอลลีวู้ดก็มีครับ  แล้วเป็นหนังที่ทำฉากจบ 10 นาทีที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ  ตื้นใจได้ดีที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลย

เกล็น  ฮอลแลนด์  ครูดนตรีได้รับการบรรจุที่โรงเรียนมัธยม  จอห์น  เอฟ.  เคนเนดี้  ด้วยอยู่ในวัยสร้างครอบครัว  ฮอลแลนด์  จึงได้แต่สอนให้จบ ๆ ไปวัน ๆ  โรงเรียนเลิกก็รีบแจ้นกลับบ้าน เสาร์  อาทิตย์  ก็รับจ๊อบเป็นครูสอนขับรถ  จนกระทั่งพฤติกรรมไม่เอาใจใส่ไปเข้าตาครูใหญ่  เขาจึงถูกเรียกไปเตือนโดยให้ข้อคิดว่า  ครูที่ดี จะต้องเป็นเข็มทิศให้กับนักเรียนด้วย  คำพูดของครูใหญ่ไปสะกิดใจให้  ฮอลแลนด์  ได้สำนึกและเปลี่ยนพฤติกรรรมใหม่  เอาใจใส่นักเรียนมากขึ้น ให้เวลานักเรียนที่มีปัญหาแต่ละคนเป็นพิเศษ  อย่างเช่น  เกอทรูด แลง  เด็กหญิงผมแดง  ที่มีปมด้อยเพราะตัวเองอยู่ในครอบครัวคนเก่ง แต่ตัวเองไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยสักอย่าง  หรือ  หลุย รัส เด็กดำหัวทึบที่จะโดนให้ตกถ้าไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์  ฮอลแลนด์ก็เอามาเข้าวงโยธวาทิต  สอนให้ตีกลองจนเป็น  หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ  ฮอลแลนด์ผ่านแต่ละยุคสมัยโดยแทรกเหตุการณ์สำคัญในยุคนั้น ๆ  อย่างเช่น  อเมริกายกพลไปรบในสงครามเวียดนาม  หรือ การตายของ  จอห์น เลนนอน  ในครึ่งหลังหนังหันมาเน้นชีวิตส่วนตัวของ  ฮอลแลนด์  เขาได้ลูกชายแต่กลับเหมือนมีกรรม  ฮอลแลนด์ในฐานะครูดนตรีแต่กลับมีลูกชายที่หูหนวกไม่สามารถได้ยินและเข้าใจดนตรีของพ่อได้  ลูกชายโตขึ้นมาพร้อมกับปัญหาตึงเครียดภายในบ้าน  ฮอลแลนด์  โทษชะตาชีวิตตัวเองที่มีลูกพิการทางการได้ยินและไม่คิดว่าลูกจะได้ยินดนตรีของเขา  ฉากกินใจฉากหนึ่งในหนัง  คือฉากที่โคลเปิดใจกับพ่อว่า  พ่อเอาแต่สอนคนอื่นไม่เคยมองลูกชายตัวเอง  พ่อเอาแต่คิดว่าผมไม่สนใจ  ไม่ได้ยินดนตรีของพ่อ  เป็นอีกคำพูดหนึ่งที่ทำให้  ฮอลแลนด์ ฉุกคิดและเริ่มหันมามองลูกชายตัวเอง  ฮอลแลนด์  ไปปรึกษาอาจารย์สอนคนหูหนวกเรื่องการทำ คอนเสิร์ตเพื่อคนหูหนวกโดยการใช้แสงสีเข้ามาประกอบแทนการได้ยินและปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลง Beautiful  Boy  ที่ฮอลแลนด์หัดร้องพร้อมภาษามือเพื่อลูกชายของเขา  เป็นเพลงที่ฮอลแลนด์ร้องได้ไม่เพราะเลยแต่กลับให้ความรู้สึกที่สวยงามมาก ๆ  ฮอลแลนด์ผ่านการทดสอบชีวิตอีกครั้งเมื่อ โรวีนา  ลูกศิษย์คนสวยเสียงดีเข้ามาเป็นนางเอกในละครเวทีของเขา  โรวีนา  ทำให้ฮอลแลนด์ ไขว้เขวพอดู  ถึงกับแต่งเพลงให้เธอ  เมื่อละครเวทีจบ  โรวีนา  ตัดสินใจเลิกเรียนและหันไปเผชิญโชคในนิวยอร์ก  ซึ่งเธอคิดว่านั่นคือหนทางที่จะพาเธอไปสู่ความสำเร็จในโลกการแสดง  โรวีนา ชวนครูฮอลแลนด์ให้ทิ้งครอบครัวแล้วไปนิวยอร์กกับเธอ  ฮอลแลนด์  ดูจะครุ่นคิดกับข้อเสนอนี้  แต่ก็เลือกทางที่ถูกได้  

เข้าสู่ยุค 90  โรงเรียนโดนตัดงบวิชาดนตรี  ฮอลแลนด์  โดนให้รีไทร์  ในวันสุดท้ายที่โรงเรียน  ฮอลแลนด์  ได้รับของขวัญที่ประทับใจทั้งตัวเขาและคนดู  ศิษย์ทั้ง  30 ปี  ตลอดชีวิตการสอนของเขากลับมาจัดคอนเสิร์ตซิมโฟนีให้  ศิษย์คนสำคัญที่มีบทบาทสำคัญมาตลอดเรื่อง กลับมาปรากฏตัวร่วมกันส่งครูที่รักของเขา  

คุณครู  ฮอลแลนด์  รับบท  โดย  ริชาร์ด ไดรฟัส  ดาราเจ้าบทบาทคนนึงที่มีผลงานดราม่าดี ๆ หลายเรื่อง  แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในด้านรางวัลเลย

Mr.Holland’s  Opus  เป็นหนังครู  นักเรียน  ที่ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งในจำนวนหนังครูอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าประทับใจไม่แพ้กันอย่าง  Freedom  Writer , Dangerous  Mind , Dead  Poet Society

 

 

ฉบับหน้ามาติดตามหนังเรียกน้ำตา  5  เรื่องสุดท้ายกันนะครับ

 

 

สารบัญ ก้าวที่ ๓๔


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: