ตอนที่ ๘ : อธรรมกำสรวล

1 07 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอนที่ ๘ : อธรรมกำสรวล

.

.

อาทิตย์อัสดงลงไม่นานนัก  

จันทราลอยกลางนภา  ก็พลันปรากฏแสงนวล

เถ้าแก่หลงมองออกไปภายนอกหน้าต่างบานน้อย ขณะนั้นครุ่นคิดเรื่องราวสืบต่อ  ไม่นานจึงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เพียงครั้งนี้ พวกมันคิดรับประทานอันใดเพื่อประทังความหิวโหยกัน?"

 

กระบี่โปรยบุปผาสีหน้าผ่อนคลายลง มันเหลียวหน้ามองเถ้าแก่หลง   ขณะนั้นเองปรากฏรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งประทับในแววตาของมัน   เถ้าแก่หลงเริดคิ้ว   สีหน้าปรากฏร่องรอยความคิดอีกชนิดหนึ่ง มันกำลังคาดคำนวณเรื่องราวบางประการ 

 

ท่านอย่าได้คาดคำนวณให้เนิ่นนานเกินไป 

 

กระบี่โปรยบุปผากล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง   ดวงตามันกวาดไปรอบข้าง  คล้ายต้องมั่นใจว่า ระหว่างมันกับเถ้าแก่หลงไม่มีรูหูที่ห้ารับรู้เรื่องราว   เถ้าแก่หลงกลับมองมันด้วยสายตาเช่นเดียวกับที่บิดาใช้มองดูบุตรตนเองกระทำเรื่องราวร้อนรน

 

ท่านกลับคล้ายบิดามากกว่ามารดา   เถ้าแก่หลงกล่าวไปมีรอยยิ้มอบอุ่นมอบให้มัน

 

กระบี่โปรยบุปผากลับมีสีหน้าเย็นชา ที่หว่างคิ้วปรากฏรอยย่น  อารมณ์นั้นคล้ายถูกกระบี่น้ำแข็งยาวเพียงคืบทิ่มแทงหัวใจสามสิบกระบี่ในจุดเดียวโดยพร้อมเพรียง  เมื่อเถ้าแก่หลงกล่าวถึงบิดาของมันเช่นนี้คนทั้งสองย่อมมิใช่คนอื่นคนไกล   

 

เถ้าแก่หลงเห็นสีหน้ากระบี่โปรยบุปผาเป็นเช่นนั้นยังคงยิ้มออกเหมือนเคย  มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คิดควานหาสิ่งของบางอย่าง เนิ่นนานจึงพบเจอกล้องยาหนึ่งอัน   ล้วงลงไปในอกเสื้ออีกครา ค่อยหยิบอีกสิ่งหนึ่งออกมา เป็นกลักไม้สีดำขลับ

 

เป็นกลักไม้ใส่ยาเส้น สำหรับกล้องยา   เถ้าแก่หลงจัดการกับกล้องยาและยาเส้นแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่าง จากนั้นโรยควันยาหนึ่งคำก่อนกล่าวข้อความ

 

เหอผิง เจ้าอย่าได้คิดเหยียบรอยเท้าเดิมของบิดาของเจ้า เถ้าแก่หลงกล่าวชื่อของมันสนิทสนมถึงเพียงนี้   คนทั้งสองย่อมมีความผูกพันอันลึกซึ้ง 

 

เจ้าจงระวังรอบคอบให้ดี ชีวิตไม่เหมือนการค้า นั่นมิอาจคำนวณผลกำไรได้แน่นอน   บางครั้งยิ่งไม่อาจคาดประมาณได้ หากเกิดความสูญเสีย อีกทั้งหนึ่งชีวิตของเจ้ายังมีอีกหลายชีวิตต้องแบกรับ

 

เถ้าแก่หลงกล่าวออกอย่างเชื่องช้าเคร่งขรึม ยกกล้องยาขึ้นเสมอใบหน้าคล้ายคิดจัดการคลี่คลายความตึงเครียดอีกครา แล้วจึงกล่าวออกอีกหลายคำ

 

เจ้ากำลังครุ่นคิดว่า  ไฉนพรรคกระยาจกจึงได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อีกทั้งกำลังครุ่นคิดว่าไฉนเรือสำราญลำนั้นบรรทุกพ่อค้าวาณิชมากมาย  ในราตรีพระจันทร์เต็มดวง  ดารารอบข้างเสริมส่งให้เกิดลมพายุพัดรุนแรงสลับทิศ 

ไฉนมีข่าวลือปล่อยออกมาสองกระแส กระแสหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าขุนนางพ่อค้าเตรียมตัวขึ้นเรือทำการค้าแลกเปลี่ยนทรัพย์สินมากมายเหลือคณาบนเรือสำราญ  กระแสหนึ่งเอ่ยถึงเหล่ามิจฉาชีพ กำลังตั้งตารอคอยราตรีเช่นนี้อย่างกระหายหิว

 

กระบี่โปรยบุปฝาพยักหน้า เถ้าแก่หลงเพียงขยับตัวเล็กน้อย มือที่ถือกล้องยาชี้นำสู่ภายนอก กระบี่โปรยบุปผามองตาม

 

เด็กน้อย เรามีนิทานเรื่องหนึ่งคิดเล่าให้เจ้าฟัง หยุดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยความต่อ

 

เจ้ามีเวลาเพียงพอรับฟังหรือไม่

 

เถ้าแก่หลงมิได้รอคำตอบจากกระบี่โปรยบุปผา มันเริ่มเล่านิทานเรื่องนั้น

 

เป็นเรื่องเล่าของสลัดเตี้ยพเนจรตนหนึ่ง มันเล่าให้เราฟังเพื่อขอแลกเปลี่ยนกับเศษอาหารเล็กน้อย เราท่องจำเก็บไว้ในใจเพียงหวังได้ใช้ออกมาภายหลังเพื่อหาผลกำไรเล็กน้อย เรื่องนั้นสั้นกระชับไม่ซับซ้อน เพียงเป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่นั่งตรงขอบบ่อเลือดในนรกอเวจี

 

มันผู้นี้กระทำกรรมบนโลกมนุษย์มามาก จึงต้องมาชดใช้กรรมในนรกเบื้องล่าง

 

กระบี่โปรยบุบผากล่าว สมควรเป็นเช่นนั้น

 

เถ้าแก่หลงยิ้มเล็กน้อยกล่าวต่อ มันผู้นี้ก็มีความดีอยู่บ้าง ตรงที่มันเคยช่วยชีวิตแมงมุมตัวหนึ่ง อ่อ แน่นอน แมงมุมแม้มองไปแล้วมีขนาดเล็กกว่ามนุษย์ หากแต่ว่า ชีวิตย่อมเป็นชีวิตมิได้จำแนกแยกขนาดปริมาณ

 

ท่านกำลังกล่าวว่า มันผู้นั้นกำลังได้โอกาสให้หลุดพ้น

 

ฮา ฮา เถ้าแก่หลงหัวร่อแจ่มใส

 

เด็กน้อยบางเรื่องฉลาดเหมือนมารดา บางเรื่องกลับโง่งมเหมือนบิดา

 

กระบี่โปรยบุปผายิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า ท่านไฉนไม่คิดเก็บปากไว้เล่าต่อ

 

เถ้าแก่หลงโรยควันหนึ่งคราก่อนเล่าต่อ

 

มีอยู่วันหนึ่ง มีเทพบนสวรรค์มองลงมาในนรกพบเจอมัน เห็นว่ามันสมควรได้โอกาสที่จะหลุดพ้นความทุกข์เบื้องล่าง เทพดาตนนั้นเพียงหย่อนใยแมงมุมเงินสายหนึ่งลงสู่เบื้องล่าง เพื่อให้ชายผู้นั้นใช้ป่ายปีนขึ้นมา  ชายผู้นั้นเมื่อได้รับโอกาสแล้วก็เร่งปีนขึ้นมาด้วยใยแมงมุมที่แสนบอบบางเส้นนั้น

 

ธรรมดาสัตว์โลก เมื่อเห็นหนทางที่ดีกว่าย่อมไขว่คว้าหาไว้กับตน

 

กระบี่บุปผาเอ่ยขึ้นมา เถ้าแก่หลงมิตอบโต้เพียงเล่าเรื่องราวต่อไป

 

ชายผู้นั้นปีนป่ายขึ้นมายังจุดสูงสุดเกือบที่จะพบปากทางออกของนรกแล้ว เขาหันกลับไปมองเบื้องล่าง ในความสูงที่ต้องอดชื่นชมตัวเองว่าสามารถอดทนปีนป่ายขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ 

 

ทว่าเมื่อหันมองกลับไปเบื้องล่างกลับพบเจอ  บรรดาคนบาปเบื้องล่างพยายามปีนป่ายตามมันขึ้นมา ชายผู้นั้นลอบคร่ำครวญในใจว่า ด้ายเส้นบางเส้นนี้จะสามารถทานทนน้ำหนักพวกมันได้เชียวหรือ คิดดังนั้นจึงตะโกนออกไปว่า เจ้าพวกคนชั่วช้า เชือกเส้นนี้เป็นของเรา จงอย่าได้คิดปีนป่ายขึ้นมา หลังจากชายผู้นั้นกล่าวจบ   เส้นใยแมงมุมสีเงินนั้นก็พลันสะบั้นออกตรงส่วนเหนือจากชายคนนั้นขึ้นมา

 

ชายผู้นั้นหล่นลงสู่บ่อเลือดแห่งนรกอเวจีอีกครา

 

เถ้าแก่หลงเล่านิทานจนจบ หันไปมองกระบี่โปรยบุปผาเล็กน้อย ก่อนขยับตัวไปใกล้หน้าต่างยิ่งขึ้น

 

เหอผิง เจ้าทราบหรือไม่ว่า บุปผาขจรไกล ก็เป็นเช่นเดียวกับสายใยของแมงมุมเงินตัวนั้น

 

กระบี่โปรยบุปผาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวออกมาว่า

 

บุปผาขจรไกล เป็นทางออกสำหรับยุทธ์ภพขณะนี้ พรรคกระยาจกเคลื่อนกำลังเต็มพื้นที่ ย่อมมีแผนการเลวร้าย ท่านเองเมื่อก่อนก็เคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มา ไฉนยังคงวางใจเรื่องราว

 

เถ้าแก่หลงถอนหายใจเนิ่นนาน สีหน้าหม่นหมองลง

 

คราครั้งนั้นบิดาเจ้าก็กล่าวต่อเราเช่นนี้ เหอผิง บุปผาขจรไกล เมื่อใช้ออกต้องครุ่นคิดให้รอบคอบ พรรคกระยาจกยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ ไฉนเจ้าไม่ใคร่ครวญให้ดีว่า เหตุใดพวกมันยังคงมีลูกพรรคมากมายยิ่งกว่ากาลก่อน เจ้าบอกต่อเราได้หรือไม่ว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นกาลก่อน

 

กระบี่โปรยบุปผาเงียบงัน ไม่กล่าววาจาอันใดออกมาอีก คล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดสับสนร้อนรน เถ้าแก่หลงยิ้มหม่นหมอง มองดูมันด้วยสายตาของบิดามองดูบุตรชาย

 

ฝ่ายธรรมะเอย ฝ่ายอธรรมเอย สุดท้ายแล้วเจ้าว่าทำอย่างไรพวกเราจึงสามารถปีนป่ายพ้นซึ่งบ่อเลือดอเวจี

 

กระบี่โปรยบุปผานิ่งเงียบไม่ตอบเช่นเคย

 

เหอผิง ชื่อเจ้ามีความหมายว่ากระไร เหอผิง เจ้าอย่าได้ลืมเลือน

 

เถ้าแก่หลงกล่าวจบโรยควันยาเส้นออกสู่ภายนอกหน้าต่าง ในความมืดมิดเบื้องนอก  สายควันเส้นนั้นมองไปคล้ายอิสตรีกรีดร่ายระบำชดช้อย ท่ามกลางอากาศธาตุว่างเปล่าลมหอบหนึ่งพัดพาเอามวลควันมลายหาย  กระบี่โปรยบุปผาเฝ้ามองมวลควันนั้นอย่างครุ่นคิดชั่วครู่หนึ่ง หรี่ตาลง จากนั้นหลับตาสนิท  มือหนึ่งเกาะกุมกระบี่กลีบบุปผาไว้ ไม่แนบแน่นเช่นกาลก่อนหน้า บัดนี้สีหน้ามันผ่อนคลาย คล้ายจิตใจได้รับการบรรเทาเรื่องราวบางประการ

 

ในสายควันยาเส้นของเถ้าแก่หลงซุกซ้อนเรื่องราวประการใดกัน 

 

ภายในโรงเตี๊ยมอันสงบเงียบได้ชั่วเวลาหนึ่ง  พลันเกิดเสียงตึงตังด้านล่างโรงเตี๊ยม เถ้าแก่หลงละสายตาจากภายนอก เดินก้าวเท้าอย่างมั่นคงเพื่อชมดูเหตุการณ์แปรเปลี่ยนภายใน เมื่อมาถึงริมระเบียงไม้ สามารถมองเห็นผู้คนเบื้องล่าง

 

หลงซีฮั้ว -เจ้าลูกไข่เต่า ไสหัวที่หดไว้ออกมาให้กับเราเฒ่าเติ่งเดี๋ยวนี้

 

ผู้มาถึงมิได้ถนอมหน้าตาหรือท่าที กลับกล่าวเปิดเผยซื่อตรงด้วยน้ำเสียงแฝงพลังหลายส่วน คนผู้นี้มองอย่างละเอียดคล้ายคนชราคล้ายคนหนุ่มฉกรรจ์ในร่างเดียว แม้รูปกายภายนอกคือชายชราร่างเล็กไม่สูงใหญ่ อีกทั้งยังผอมบางเหมือนคนเป็นโรค ทว่าประกายตากลับสดใส น้ำเสียงกลับทุ้มลึกกังวานไกล สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีดำสนิท มีเพียงใบหน้าที่ขาวซีดราวกับไม่มีโลหิตไปหล่อเลี้ยง

 

เด็ก ๆ ในร้านเห็นว่าเกิดเรื่องราวไม่ดีเป็นแน่ ต่างเข้าหามุมห้องหลบซ่อนเฝ้าดูเรื่องราว เถ้าแก่หลงเพียงมองดูคนผู้นั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสียงหัวเราะในลำคอ-ฮึ ๆ ก่อนกล่าวออกอย่างเนิบช้า

 

เหล่าเติ่ง ทารกไข่เต่าเน่าคละคลุ้ง หรือเจ้าเบื่อหน่ายการมีชีวิตแล้วกระมัง เถ้าแก่หลงกล่าวจบคล้ายมีเสียงหัวเราะของตนติดตามมาสมทบ จากนั้นโรยควันยาออกสู่เบื้องหน้า ประกายตาแปรเปลี่ยน คล้ายเป็นผู้คนอีกคนหนึ่ง ฉีกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

 

เฮ๊อะ!!” เหล่าเติ่งถอนหายใจหนักคราหนึ่งคล้ายกระแทกลมปราณลงพื้น รอบบริเวณเกิดมวลอากาศกระแทกออก ชั่วพริบตาเดียวเหล่าเติ่งบรรลุถึงขอบราวระเบียงเบื้องหน้าเถ้าแก่หลงด้วยความเร็วดุจภูติพราย ลมปราณเกรี้ยวกราดรอบตัวแผ่คลุมทั่วโรงเตี๊ยม ขณะนั้นมันห่างจากปลายกล้องยาสูบของเถ้าแก่หลงเพียงไม่กี่เชียะ

 

เพียงแต่ว่า จากคอหอยเหล่าเติ่งเพียงครึ่งเชียะ  ปรากฏหนึ่งกระบี่รั้งสภาวะเอาไว้ ขอเพียงผู้กระชับกระบี่ในมือ กระแทกพลังใส่ด้ามกระบี่เล็กน้อย ผู้คนตรงข้ามย่อมมิอาจรักษาศีรษะของตัวเองไว้ได้

 

เหล่าเติ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย  คำรามในลำคอ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า

 

อ่า – กระบี่กลีบบุปฝา มิได้พบเจอกันนาน

 

– – –

 

บึงน้ำกระจ่างจันทรา   เรือน้อยเคลื่อนลอยเดียวดาย   เงาสะท้อนในผิวน้ำวูบไหวไปทุกขณะที่ลำเรือเคลื่อนผ่าน กลางบึงน้ำกว้างใหญ่ปรากฏศาลาไม้หลังน้อยเพียงหนึ่ง   ศาลาน้อยนั้นก่อสร้างฐานด้วยหินอัดแน่นจนเป็นรูป  เสาไม้ท่อนไม่ใหญ่มากนักอีกทั้งยังคงรูปเดิมเมื่อแรกเดิม  

 

กล่าวคือมิได้มีการตัดทอนความโก่งงอตามธรรมชาติ   หากแต่อาศัยความเป็นธรรมชาติเดิมนั้น ค้ำยันพึ่งพิงกันอย่างลงตัว  รายข้างมีต้นไผ่สี่ห้ากองอกงามโบยไหวไปมาเมื่อต้องลม   มองแล้วขัดแย้งกับสภาพว่างเปล่าของเวิ้งน้ำรายรอบ

 

ไม่ห่างไกลกันนั้น พบเห็นเรือลำน้อยอีกหนึ่งลำ จอดนิ่งสงบอยู่ก่อนแล้ว ที่หัวเรือคล้ายมีคนผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าเชิดขึ้นฟากฟ้าเบื้องบน เฝ้ามองแสงจันทร์ในอาการผ่อนคลาย  เบื้องหลังมีผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ประกายตาคนผู้นั้น แฝงประกายเจ้าเล่ห์ร้ายกาจผิดกับคนที่ยืนอยู่หัวเรือ

 

ยาจกเจียม เจ้าว่าราตรีนี้ไฉนดูงดงามเป็นพิเศษ ผู้ยืนตรงหัวเรือกล่าวกับคนเบื้องหลังโดยที่มิได้ละสายตาจากภาพเบื้องบน

 

เรียนใต้เท้า สิ่งงดงามย่อมมีพิษภัยเคลือบแฝง ขอใต้เท้าพิจารณา ยาจกเจียมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ดวงตามันยังกลอกกลิ้งไปมาคล้ายแมวระวังภัย

 

ฮา ฮา ยาจกเจียม พิษภัยคือเสน่ห์ชนิดหนึ่งที่กระตุ้นผู้คนให้เคลิ้มฝัน บันดาลให้ผู้คนก่อเกิดปณิธาน เรื่องเช่นนี้เจ้าไฉนไม่ทราบ 

 

ใต้เท้าของยาจกเจียมหันกลับมามองหน้ามัน คล้ายต้องการคำตอบ ยาจกเจียมฉีกยิ้มอันเลวร้าย กล่าวออกด้วยน้ำเสียงดุจเดิม

 

ความหิวโหยคือพิษร้ายกาจที่สุดที่ข้าน้อยรู้จักขอรับใต้เท้า

 

ใต้เท้ามีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นโปรยยิ้มอย่างประจบเอาใจ ไม่กล่าววาจาต่อ เพียงหันกลับไปยืนอยู่ท่าเดิม

 

เนิ่นนาน…

 

จากนั้นปรากฏเรืออีกลำหนึ่งแล่นมาถึงเบื้องหน้าเรือลำที่จอดนิ่งอยู่ก่อน  ระหว่างเรือทั้งสองคือศาลาน้อยบนเกาะเล็ก ๆ กลางบึงน้ำ   ในความสงบ มีผู้คนเดินออกมาจากห้องเรือ ผิวน้ำข้างเรือนิ่งสงบไม่โยกไหวไปมา

 

ผู้คนที่เคลื่อนไหวย่อมมีกำลังภายในไม่ธรรมดา

 

ผู้คนยามเคลื่อนไหวดูปลอดโปร่งงดงาม หนึ่งที่เดินนำ เป็นสตรีในชุดคลุมสีครามทะมึนดูลึกลับ ใบหน้าผ่องใสกระจ่างเมื่อมีแสงจันทร์ทาบผ่าน อีกเงาร่างหนึ่งที่ติดตามออกมามองไปคล้ายเด็กหนุ่มใบหน้าคมคาย เส้นผมทั้งศีรษะขาวโพลนแซมเทาหม่น ผิวเข้มแต่ประกายตาเจิดจ้าหากแต่นัยน์ตาส่วนที่ควรดำกลับขาว ส่วนที่ควรขาวกลับดำสนิท มือทั้งสองข้างกอดอกตัวเองกระชับ ในมือข้างหนึ่งถือซองกระบี่สีดำสนิท  ผู้คนทั้งสองคล้ายเฝ้าคอยให้อีกฝ่ายหนึ่งเอ่ยวาจา

 

ผู้มาถึงใช่คุณหนูไบหยุน (เมฆขาว)ใช่หรือไม่? ใต้เท้าตรงหัวเรือกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

 

ใต้เท้าเหลิงยังจดจำเด็กน้อยได้ ไบหยุนยินดีที่ได้พบใต้เท้าอีกครั้ง นางกล่าวไปพร้อมกันนั้นผสานมือคารวะใต้เท้าเหลิง

 

ฮา ฮา บุรุษใดหลงลืมนามของไบหยุนน้อย สมควรจมน้ำตายสามคราจึงสาสม

 

ใต้เท้าเหลิงหัวเราะหลายคำก่อนถามเรื่องราวต่อ

 

เหล่าเติ่งเล่า ไฉนท่านผู้เฒ่ามิได้ร่วมเดินทางมากับคุณหนู?

 

ไบหยุนยิ้มเล็กน้อย สายตาเย้ายวนชวนลุ่มหลง นางกล่าวออกอย่างเนิบช้า คล้ายกับว่ากาลเวลารายรอบได้อยู่ในการควบคุมของนางแล้ว

 

ท่านผู้เฒ่าระหว่างนี้คิดแวะเด็ด บุปผาขจรไกล ให้พ้นทางก่อนดำเนินแผนการ  ขอใต้เท้าเหลิงอย่าได้กังวลใจ

ใต้เท้าเหลิงรับฟังเรื่องราวถึงกับหัวร่อออกมาอย่างสมอารมณ์หมาย

 

 

 

ผิวน้ำกระเพื่อมไหว

พระจันทร์บิดเบี้ยวไม่อาจรักษารูปกลมกลึง

 

เป็นความเคลื่อนไหวที่มิอาจคาดคำนวณ…

——————————————–

หมายเหตุ : นิทานที่เถ้าแก่หลงเล่าให้กระบี่โปรยบุปผาฟัง ดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง ใยแมงมุมของริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง ราโชมอน

สารบัญ ก้าวที่๓๔


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: