ธรรมาโปสการ์ด

1 07 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

ธรรมาโปสการ์ด

 

 

 


เขียนที่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ณ โต๊ะทำงาน

.

สวัสดีจ้ะนาย ก.

นายสบายดีหรือเปล่า? นอกจากสบายกายสบายใจแล้ว ฉันหมายถึงหน้าที่การงาน ภาวะความมั่นคงของที่ทำงานอะไรแบบนี้ ที่ต้องถามเพราะว่า ฉันเจอเพื่อนแต่ละคนซึ่งทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ พวกเขามักจะบอกว่า บริษัทของพวกเขามีการยกเลิกการจ้างพนักงานกันไป 2 – 3 พันคนเชียวนะ แต่เอ…นั่นมันเมื่อไตรมาสที่ 1 นะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไตรมาสที่ 2 นี้ การเลิกจ้างงานจะมีมากขึ้นหรือว่าน้อยลง…

ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เลยทำให้ภาวะสังคมย่ำแย่ไปด้วยนายว่าไหม? ดูสิ…ผู้หญิงท้องแก่ยังต้องเปลี่ยนสถานภาพจากอนาคตคุณแม่ มาเป็นโจรปล้นทอง แล้วก็โดนจับจนได้ ก็นะ…คนท้องอุ้ยอ้ายจะหนีทันได้อย่างไร นายสงสารผู้หญิงคนนี้ไหม? ตอนแรกฉันรู้สึกสนใจข่าวเล็ก ๆ นี้ด้วยเหตุที่ว่า…ไม่เคยเห็นคนท้องเป็นโจร และเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจนั้นกระทบกระเทือนต่อคนทุกสถานภาพจริง ๆ แต่อีกไม่กี่วันต่อมา ข่าวนี้ก็มีความต่อเนื่องไปถึงว่า มีข้าราชการคนหนึ่งประกันเธอออกจากห้องขัง ให้เธอได้กลับมาพบหน้าลูกคนโต และแม่ซึ่งชราแล้วอีกครั้ง นอกจากนี้มีหลายต่อหลายคนยังยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอ โดยการบริจาคนมผงสำหรับทารก อีกทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งก็จะให้งานทำ

ฉันเชื่อว่า…คนมากมายคงไม่คิดจะให้ความสนใจในข่าวนี้มากไปกว่าข่าวอาชญากรรมทั่วไป หรือ…อาจไม่เคยให้ความสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะในสมองของพวกเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความคิดที่ว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้จะต้องดิ้นรนต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจ กับการทำมาหาเลี้ยงชีพ กับครอบครัวของตัวเองอย่างไร

แต่ฉันกลับคิดว่า…บางทีนะ การที่เรามองทางข้างหน้าในสังคมอย่างโดดเดี่ยว อาจจะทำให้ปัญหาอาชญากรรมนั้นเกิดมากขึ้นหรือไม่มีวันจบสิ้น เพราะในสังคมที่แออัดไปด้วยผู้คน หนทางเปิดโล่งสำหรับความคิดสร้างสรรค์ค์สำหรับทุกคนนั้นอาจมีได้อย่างไม่พอเพียง ความคิดของบางคนจึงหลุดเข้าไปอยู่ในมุมแคบ บางคนถึงกับติดขัดพบหนทางตัน

แต่ถ้าเราสามารถแบ่งปันพื้นที่ว่างเหล่านั้นให้แก่กันได้บ้าง เช่น ยอมเปิดรับฟังปัญหาความยากลำบากกว่าของคนอื่น และเผื่อแผ่มนุษยธรรม หรือเมตตาธรรม ให้แก่กันบ้าง บางที…การให้กำลังใจ หรือให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นเหมือนประกายแสงสว่างที่ถูกจุดขึ้นบนหนทางที่มืดมน

ตอนนี้นายอาจรับสารที่หนักกว่าฉันอยู่ก็เป็นได้ เช่น นายอาจจะรู้สึกหนักใจกับปัญหาชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินมายาวนาน และดูเหมือนจะยังไม่มีหนทางแก้ไขให้จบสิ้น หรือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในบ้านเรา เรื่องไม่ธรรมชาติที่เหมือนจะกลายเป็นธรรมชาติของนักการเมืองไปแล้ว หรือว่าจะเป็นการตั้งป้อมเดินหน้าโค่นล้มรัฐบาลของฝ่ายค้าน

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนมีเหตุมีปัจจัย และน่าจะมีหนทางที่แก้ไขได้ แต่ลำพังคนคนเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดนี้นายคิดอย่างฉันไหมว่า…. มันอาจจะหนักหนาสาหัสไปหน่อย แต่หากทุกคนรู้จักลดสิ่งที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ อัตตา ” แล้วแบ่งพื้นที่ว่างทางความคิดสร้างสรรค์ ทางโอกาส ทางความรู้สึกที่ดี ๆ ให้แก่กันได้ สังคมของเราก็น่าจะลดอัตราความทุกข์ในพื้นที่ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข ไปได้อย่างมากมาย….

.

.

แด่… นาย ก. ผู้ถูกฉันแบ่งพื้นที่ในหน้าโปสการ์ดให้

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

บ่ายวันหนึ่งเมื่อประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว… หลังจากที่ฉันได้ไปพบปะและทานข้าวกลางวันกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันกับเพื่อนได้เดินเล่นบริเวณสยามสแควร์ แหล่งชุมนุมของวัยรุ่น เด็กแนวต่าง ๆ ร้านส่วนใหญ่ที่นั่น ใคร ๆ ก็คงรู้ว่าเป็นร้านขายสินค้า เสื้อผ้า และอาหาร…ราคาแพง

แต่มีร้านค้าอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งฉันมักจะเดินไปเมียง ๆ มอง ๆ แทบทุกครั้งที่มาสยามสแควร์ ร้านนี้เป็นร้านเดียวของที่นี่ซึ่งขาย “ โปสการ์ด ” และวันนั้นก็อาจเป็นครั้งเดียวที่ฉันได้พบกับป้ายที่เขียนไว้บนโต๊ะของเจ้าของร้านว่า “ รายได้จากโปสการ์ดช่วยเหลือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ” อาจเพราะว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ภาคใต้กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายอย่างหนัก และเป็นช่วงที่ครูจูหลิง หนึ่งในแม่พิมพ์ของชาติได้ลาจากโลกนี้ไปด้วยเหตุอันไม่สมควรยิ่ง แต่หลังจากนั้น ฉันก็ไม่เคยเห็นป้ายแบบนี้อีกเลย… หรือเพราะว่า…ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดากลมกลืนกับชีวิตประจำวันของคนประเทศไทยไปแล้ว?

ฉันมองโปสการ์ดซึ่งเป็นภาพวาดที่สวยงาม น่ารัก แล้วคิดว่า…มันเกี่ยวอะไรกับภาคใต้ที่ตรงไหน ก็พบว่าภาพวาดนั้นไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางภูมิศาสตร์หรือวัฒนธรรมของภาคใต้แต่อย่างใด แต่สิ่งหนึ่งที่โปสการ์ดแต่ละใบแสดงให้ใจของเราได้เล็งเห็น นั่นคือความอ่อนโยน และเมตตาธรรม

บางที…ผู้ใหญ่บางคนอาจต้องเรียนรู้ที่จะถามจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ ในโปสการ์ดเหล่านั้นว่า ทำอย่างไรจึงมีเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้เหมือนอย่างหนู ๆ เรียนรู้ที่จะซึมซับความอ่อนโยนเข้าไปในจิตใจ เพื่อให้จิตสำนึกนั้นถูกเติมเต็มด้วยความงดงามขึ้นมาได้…

นอกจากครูจูหลิงผู้น่าเสียดายที่ต้องจำจากโลกนี้ไปแล้ว ที่ฉันรู้สึกสะเทือนใจกว่าคือเด็ก ๆ ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จิตใจใสบริสุทธิ์ของพวกเขาจะต้องมารับรู้เรื่องราวไร้มนุษยธรรม ที่ต้องหวาดกลัวกับความโหดร้ายเหล่านั้น และบางคนต้องไร้ที่เรียนเนื่องจากโรงเรียนถูกเผา ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่กระทบต่อการศึกษาของพวกเขา

.

ท่าน ป.อ. ปยุตโต เคยเทศนาไว้ว่า การศึกษาถือว่าเป็นพุทธศาสนาทั้งหมด เพราะธรรมนั้นเป็นความจริงตามธรรมชาติหรือตามธรรมดา ที่เรียนรู้เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม เช่นกันกับการศึกษาซึ่งมีไว้เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่อยู่ดีมีสุข ชีวิตที่อยู่รอด และอีกคำที่ใช้ได้เหมือนกันและมักใช้กันในปัจจุบันก็คือ การเรียนรู้ ซึ่งเราต้องพยายามเรียนรู้ตลอดเวลา เช่น เราต้องศึกษากับสถานการณ์ใหม่ ๆ คนที่พบเจอใหม่ ๆ ต้องปฎิบัติต่อสิ่งที่พบเจอให้ดี เมื่อมีปัญหาต้องรู้จักหาทางแก้ไข เพื่อชีวิตที่ดี นั่นคือการศึกษา

เราจำเป็นต้องรู้ธรรม เพื่อให้เรารู้จักถึงความจริงตามธรรมดาหรือตามธรรมชาติ รู้ความเป็นไปของมัน รู้กฎธรรมชาติตั้งแต่ร่างกายจนถึงการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เราจะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นถูก เช่น เรียนรู้ธรรมชาติของไฟ เพื่อให้ปฏิบัติต่อไฟได้ถูกต้อง และถ้าเราเข้าถึงธรรมดาหรือธรรมชาติได้ นั่นคือเราได้สมบูรณ์แล้ว

จากนั้นก็จะเป็นภาคปฏิบัติ ซึ่งท่านเรียกว่า “ จริยธรรม ” หากเราปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมดาหรือธรรมชาติแล้ว ชีวิตก็จะอยู่ดี สังคมก็จะอยู่ดี ก็คือเรามีการศึกษากันแล้วนั่นเอง

ซึ่งในจริยธรรมนั้นถือว่าหลักไตรสิกขาเป็นหลักแห่งการศึกษา สิกขา แปลว่า ศึกษา ซึ่งมีด้วยกันสามด้าน คือ ด้านพฤติกรรม , ด้านจิตใจ และด้านปัญญา

ด้านพฤติกรรม หรือ ศีล นั้น คือ ด้านที่เราต้องสัมพันธ์กับโลกภายนอก คือเมื่อเราได้ศึกษาจนเข้าถึงธรรมดาแล้ว เราก็ต้องประพฤติดีกับสิ่งที่มาสัมพันธ์ด้วยเหล่านั้น คือ ไม่เบียดเบียนกัน ส่งเสริมเกื้อกูลช่วยเหลือกัน

ด้านจิตใจ หรือ สมาธิ คือ สภาพจิตใจของเราที่กำลังปฏิสัมพันธ์กับภายนอกอยู่นั้น ต้องทำด้วยความหวังดี มีความปรารถนาดีต่อกัน อยากจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีจิตใจที่แจ่มใส

ด้านปัญญา คือ เราต้องวิเคราะห์ดูให้รู้และเข้าใจในการกระทำของเราว่าชัดเจนดีหรือไม่ ทำไปแล้วจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง

.

หลักการศึกษาทางธรรมซึ่งสอดคล้องกับทางโลกนี้ อาจยากเกินไปสำหรับเด็กที่จะเข้าใจได้ แต่หากเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้จักเรียนรู้หรือศึกษาอยู่ตลอดเวลา และเป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเขาได้ซึมซับ หรือได้อยู่ในสังคมที่ดีงามและเต็มไปด้วยความสุข โดยมีเราเป็นเหตุปัจจัยแห่งความสุขแล้ว อย่างน้อยความหวาดกลัวหรือความเศร้าสะเทือนใจของพวกเขาก็น่าจะลดลงได้ และอย่างมากสังคมต่อจากนี้ไปจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยพลังแห่งคุณงามความดีและความสันติสุข

.

.

ขอขอบคุณ

– ซีดีธรรมะบรรยาย เรื่อง…ธรรมะกับการศึกษา โดย…พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตโต วัดญาณเวศกวัน

 

 

สารบัญ ก้าวที่ ๓๔


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: