ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากคนสองคนที่เคยรักกัน

1 06 2009

.

เรื่องสั้น

.

ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากคนสองคนที่เคยรักกัน

โดย ปลายมนัส  ลิ้มสุวรรณ

(พิมพ์ครั้งแรกเนชั่นสุดสัปดาห์  9 มกราคม 2552)

 

The_Yellow_Rose_of_Texas (ภาพประกอบจาก http://www.blackpast.org)

เสียงเพลงแบบโซปราโนที่แม่เปิด  ทำให้ฉันลืมตาตื่นพร้อมหัวใจแตกสลาย  เสียงสูงนั่นเชือดเฉือนความรู้สึก  กรีดดวงใจให้เป็นแผลลึก  สร้างความทรมานเจ็บร้าวทว่าน้ำตามิอาจรินไหลออกมาให้เห็น 

เมื่อน้ำตารสเค็มปะแล่มที่เคยหยดรดแก้ม  ตกลงกลางใจมันจึงกลายเป็นน้ำกรด  กัดกร่อนความรักที่มีต่อแม่ให้ผุพัง  ในทุกครั้งที่โดนแม่ทำร้ายจิตใจ  เช้านี้ก็เช่นกันกับไอ้เสียงเพลงบ้าๆ นั่นของแม่  เพราะแม่เป็นอย่างนี้ไงเล่า ชอบทำร้ายจิตใจคนใกล้ตัว แม่ไม่เหมือนพ่อ  พ่อเข้าอกเข้าใจ  ไม่มีสักครั้งของพ่อที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนแม่  ไม่มีคำสั่ง  ไม่เคยห้าม  มีแต่บอกด้วยเหตุผลให้ฉันเข้าใจ  หลายครั้งแล้วที่ฉันรู้สึกว่าไม่อาจจะทนอยู่กับแม่ได้อีกต่อไป ถ้าไม่ติดว่าพ่อเคยขอให้อยู่กับแม่เพราะแม่ไม่ใคร   ป่านนี้ฉันคงออกไปอยู่ไหนต่อไหนตามใจตัวเองแล้ว

สายลมอ่อนๆ พลิ้วผ่านประตูระเบียงห้องนอนเข้ามาหยอกเย้าม่านโปร่งสวยให้เริงระบำไปตามจังหวะแห่งสายลม  ท่วงทำนองเนิบช้าวนกลับมาซ้ำอีกครั้ง  ตามด้วยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเสียงสูงสวย  ฉันสลัดความเศร้าทิ้งและใช้สัญชาตญาณความอยากรู้ถอดความหมายของเพลงที่ได้ยิน

มันเป็นเพียงเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่งบอกเล่าความจริงในความงามของความรักและความฝันซึ่งต้องการเห็นความรักนั้นเป็นรักสมบูรณ์แบบของหญิงสาว  ไม่มีประโยคไหนบ่งบอกถึงความเจ็บช้ำ  หากฉันก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าในความงามของเนื้อเพลงมันมีความเศร้าอันลึกล้ำเจือปนอยู่ทุกอณู  บางทีฉันคงใช้ความรู้สึกต่อเนื้อเสียงของนักร้องสาว มากกว่าใช้ความรู้ที่มีในการแปลความหมายออกมากระมัง

ฉันรวบรวมพลังเฮือกใหญ่ขับไล่ความเศร้าซึ่งคุกคามให้ออกไป พาตัวเองลุกจากเตียงนอนไปยังห้องน้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชีวิตก็ต้องเดินต่อไปฉันปลอบประโลมจิตใจที่เจ็บป่วยของตนด้วยประโยคดังกล่าวขณะยืนแต่งตัวหน้ากระจก

เสียงเพลงเงียบไปแล้ว  แม่คงออกจากบ้านไปสอนหนังสือแล้วเช่นกัน  แม่ไปถึงมหาวิทยาลัยเช้าเสมอแม้วันนั้นจะมีสอนบ่าย หรือไม่มีสอนเลยก็ตาม  ส่วนฉัน  ตั้งแต่ประกาศตนเป็นอิสระต่อการปกครองของแม่จะไปมหาวิทยาลัยก็ต่อเมื่อถึงเวลาเรียน แม้กระทั่งถึงวัยทำงาน  ฉันก็เลือกงานที่รับผิดชอบต่อตัวงานโดยไม่จำเป็นต้องสแกนนิ้วมือลงเวลาเข้า-ออก  มันเป็นอาการกบฏอันโง่เขลาของเด็กสาวที่ต้องการเอาชนะมนุษย์ซึ่งเรียก แม่เท่านั้นเอง

รถสปอร์ตสีดำเฉี่ยวจอดสนิทแบบไม่มีฝุ่นเกาะในโรงรถหน้าบ้าน  ของขวัญที่ได้จากการเอ็นทรานซ์ติดคณะแพทย์ศาสตร์อันเป็นความฝันของแม่ที่อยากเห็นลูกสาวเป็นหมอ ถัดจากนั้นหนึ่งปีหลังจากพ่อกับแม่แยกกันอยู่ ฉันขอโอนย้ายมาเรียนสื่อสารมวลชน จากชิ้นส่วนทรงจำ อุปกรณ์ประกอบความรักมันกลายสภาพเป็นเครื่องประดับแห่งสงครามเย็นระหว่างเราแม่ลูก

หลังสวมรองเท้าผ้าใบหนังนิ่มสีขาว ฉันลุกขึ้นยืนดึงปลายเสื้อยืดสีขาวสะอาดตาซึ่งรั้งขึ้นระหว่างนั่งใส่รองเท้าให้ลงมาคลุมขอบกางเกงยีนส์เอวต่ำสีซีดเนื้อนิ่ม  เป็นครั้งที่สองตั้งแต่ทำงานที่ทำให้ฉันจำใจวางย่ามสีแดงสดขนาดกะทัดรัดซึ่งได้มาครั้งไปทำงานกับกะเหรี่ยงปะกากะญอ  มาสะพายกระเป๋ากล้องใบใหญ่เพียงใบเดียวไปทำงาน

หนแรกซึ่งจำใจวางย่ามใบโปรดไว้บ้าน เป็นวันที่ฉันต้องไปทำงานถ่ายภาพไกลถึงเมืองเลย  ก่อนเดินทางเพื่อนร่วมงานรุ่นที่หาข้อมูลบอกกับฉันห้ามนำสีแดงติดตัวไป  เพราะสีแดงคือสัญลักษณ์ของสงครามซึ่งห้ามนำเข้าไปในเขตพระธาตุศรีสองรัก  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายการทำงานในทริปนั้น

ฉันเดินเรื่อยๆ จากบ้านซึ่งห่างปากซอยเพียงสามร้อยเมตรมาขึ้นรถเมล์สายที่จะพาฉันไปส่งใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์มากที่สุด  บนรถเมล์สีแดงคันแรกอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสารเสื้อเหลือง  มันเป็นภาพที่น่ารัก  ฉันรีบเปิดกระเป๋าจับกล้องขึ้นมาเก็บภาพ  ขณะผู้คนซึ่งสวมเสื้อสีเดียวกับคนบนรถทยอยขึ้นรถ  ฉันไม่รีบและฉันอยากนั่งมองข้างทางมากกว่ายืนเบียดไปกับผู้คนจึงรอรถเมล์คันถัดไป

 

เสียงสายฝนโปรยเม็ดบางเบาคล้ายหญิงสาวร่ำไรกับชายคนรักด้วยไม่อยากพรากจากเมื่อฤดูหนาวมาเยือน  แข่งกับเสียงมือตบ อุปกรณ์ประกอบการร่วมชุมนุมที่จะช่วยให้ฝ่ามือของผู้ร่วมชุมนุมไม่ด้านเร็วเกินไปเพราะใช้งานหนัก

พี่บ.ก. ฝ่ายภาพของนิตยสารซื้อเจ้าของเด็กเล่นขนาดพอเหมาะมือชนิดนี้ให้หนึ่งอัน  เขาเลือกอันที่มีด้ามจับสีน้ำเงิน  เพราะรู้ว่าฉันชอบสีน้ำเงินส่วนอันของเขาเป็นด้ามจับสีขาว ด้ามจับนั่นกระชับมือส่วนมือพลาสติกที่ต่อขึ้นไปเป็นแกนกลางมั่นคงรูปมือสีน้ำเงิน  โดยมีรูปมือสีเหลืองและสีแดงประกบหน้าหลัง สองสีนี่เองที่ขยับได้ก่อให้เกิดเสียง  ฉันทดสอบพลังเสียงของเล่นชิ้นใหม่แล้วพบว่าการจับมีส่วนสำคัญให้ความดังของพลาสติกรูปมือซึ่งซ้อนกันอยู่มีระดับเสียงไม่เท่ากัน  ยิ่งเว้นช่องห่างระหว่างมือฉันกับส่วนมือหลากสีนั่นมากเท่าไหร่  เสียงก็จะยิ่งดังเพิ่มขึ้น 

ฉันทดสอบใหม่อีกครั้ง  คราวนี้เป็นการวัดพลังกับเสียงปรบมือของฉันเอง  เสียงปรบมือของฉันไม่ดังเท่าเสียงมือตบที่ผู้ร่วมชุมนุมขนานนาม มือตบมาร  แถมระหว่างที่มือสองมือสัมผัสกันด้วยความแรงเพื่อสร้างเสียงดังมากเท่าไหร่  ฉันก็ยิ่งเจ็บมือทั้งสองข้างของตนมากขึ้นเท่านั้น  แม้จะเจ็บแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าฉันว่าชนะเจ้าของเล่นชิ้นนี้ได้อย่างขาดลอยก็คือความไพเราะอันอ่อนโยนและหนักแน่นของเสียง  ไม่ใช่เสียงกร้าวเปาะแปะจากพิมพ์เดียวกัน

แต่ถ้าสมมุติมือตบนั่นมีความรู้สึกเช่นเดียวกับฉันล่ะ  มือสีน้ำเงินคงเจ็บกว่าสีเหลืองและสีแดงใช่ไหม  เพราะไม่ว่าสีไหนเป็นฝ่ายขยับ  เป็นต้องโดนสีน้ำเงินที่คั่นกลางเสมอ  คิดเช่นนั้นแล้วฉันก็เก็บของเล่นที่เพิ่งได้มาใหม่ลงกระเป๋ากล้อง  ไม่มีอะไร…แค่ไม่สนุกถ้าจะเล่นต่อเท่านั้นเอง

เสียงเพลงจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงบอกให้รู้ว่าพ่อโทรมา  ฉันรับโทรศัพท์ด้วยความดีใจ  เดือนหนึ่งๆ จะมีเพียงสองวันเท่านั้นที่ฉันมีความสุข  นั่นคือวันที่ได้อยู่กับพ่อ เราคุยกันไม่ถึงนาที  เพราะเมื่อพ่อรู้ว่าฉันมาทำงานถ่ายภาพจึงบอกว่าจะมาหาและถือโอกาสเดินดูบรรยากาศจริงยังที่เกิดเหตุ

ฉันกอดพ่อด้วยความคิดถึง  พ่อลูบหัวแล้วหัวเราะเบาๆ เช่นเคยแล้วถาม แม่เป็นยังไงบ้าง

เหมือนเดิมนั่นล่ะค่ะพ่อ  วัตรปฏิบัติของหนูและแม่ยังคงดำเนินอยู่ในสงครามเย็น  พ่อรู้มั้ยเมื่อเช้าแม่เปิดเพลงที่ทำเอาหนูน้ำตาตกใน  เพลงอะไรไม่รู้ค่ะน้ำเสียงช่างกรีดหัวใจเหลือเกิน  ฉันเล่าให้พ่อฟังเจื้อยแจ้วเหมือนความเจ็บปวดเมื่อเช้าคือเรื่องธรรมดาที่แม่ก่อ

พ่อดุด้วยน้ำเสียงเรียบๆ หากดวงตาที่มองฉันเต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน หนูไม่ควรพูดถึงแม่แบบนั้นว่าแม่ทำร้ายหนู  หนูไม่ได้เล่าให้แม่ฟังนี่ลูกว่าเพิ่งเลิกกับคนรัก  ถ้าแม่รู้แม่คงไม่เปิดเพลงสั่นสะเทือนความรู้สึกหนูอย่างที่หนูคิด  ไม่มีคนเป็นพ่อเป็นแม่คนไหนหรอกนะลูกอยากทำให้ลูกเจ็บปวด

อาจเพราะรู้จักนิสัยช่างโวยวายไม่ยอมฟังอะไรง่ายๆ ของฉันดี  พ่อจึงเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงปัญหาการเมืองครั้งนี้ว่าซับซ้อนนัก  ความรู้สึกของนักต่อสู้ขณะนี้เหมือนขัดกับความตั้งใจเดิม  จริงลวงสลับไปมา  สร้างความสับสนจนไม่รู้จะยืนตรงไหน จนคล้ายไม่มีจุดยืนมากขึ้นไปทุกที

พี่บ.ก. ฟังพ่อพูดแล้วโดดเข้าร่วมด้วยการบอกว่าคนที่มาร่วมชุมนุมเป็นพวกซ้ายไร้เดียงสากับขวาจัดตั้ง  ฉันปรามเขา คนที่มาร่วมชุมนุมคือคนที่มาด้วยใจบริสุทธิ์  ไม่ควรมองเหมือนเขาคือคนโง่ไม่รู้อะไร  เขามาเพื่อร่วมใจเรียกร้องบางสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงตามบริบทต่างๆ ก็เท่านั้น  เพียงแต่ว่าเสียงมือตบมารมันคงดังกลบเสียงอื่นเสียหมด  เขาจึงแยกเสียงความลวงออกจากความจริงไม่ออก  และที่สุดจึงตกเป็นฝ่ายถูกล่อลวงให้ติดกับดักความคิดเสียเอง

หนูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากนะลูก  พ่อพูดอย่างชื่นชมพลางโอบไหล่ฉัน 

ก็หนูลูกพ่อไงคะ  คำพูดของฉันทำให้พ่อยิ้มกว้าง

หลังเก็บภาพที่พี่บ.ก. ต้องการได้ครบหมดแล้ว  ฉันขอตัวกลับบ้านโดยไม่เข้าออฟฟิศ  เขาอนุญาตและเย้า เจอกันอีกทีวันจันทร์ก่อนสิบโมงเช้านะครับคุณลูกน้อง

ทำไมพ่อกับแม่ถึงเลิกกันล่ะค่ะ  ฉันถามเมื่อพ่อขับรถออกจากลานจอดรถวัดเบญจมบพิตร  มันเป็นคำถามที่ติดค้างความรู้สึกฉันมาเนิ่นนาน  คำถามที่ไม่เคยกล้าถามเพราะกลัวคำตอบ 

พ่อไม่ตอบกลับย้อนถาม  แล้วหนูทำไมถึงเลิกกับช่างภาพหนุ่มซึ่งเคยพามาให้พ่อรู้จักล่ะคะ

 ฉันหัวเราะแหะๆ  ยังไม่ทันตอบอะไรพ่อรุกต่อด้วยคำถาม  เขาเจ้าชู้หรือหนูมีคนใหม่  เขาไม่ช่างเอาใจหรือหนูไม่เคยเข้าใจ  หนูไม่พอใจนิสัยบางอย่างของเขาหรือหนูไม่ได้รักเขาอย่างที่เขาเป็น

ฉันหัวเราะไม่หยุดกับคำถามของพ่อ  พ่อหยุดครู่หนึ่งแล้วถาม  ตอบพ่อได้ไหมหนูเลิกกับเขาทำไมทั้งๆ ที่ยังรักเขา

เมื่อเห็นฉันนิ่งเงียบ  พ่อจึงบอก  ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน  ตอนหนูรักกัน  หนูก็ไม่ได้ป่าวประกาศบอกใครว่าทำไมหนูถึงรักกัน เพราะงั้นตอนเลิกกันมันก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องบอกใครถึงสาเหตุเช่นกัน  คนเราเลิกกันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเกลียดกันเสมอไป  เพราะงั้นจึงไม่ควรทำลายใครอีกฝ่ายด้วยการตีฆ้องร้องป่าวว่าตนเป็นฝ่ายถูกทำร้าย  เพราะหากทำเช่นนั้นความรักซึ่งเคยงดงามก็จะกลายเป็นความแค้นอันน่าชิงชัง  คอยจับจ้องดูแต่อีกฝ่ายว่าทำอะไรผิดพลาดตรงไหน  เพื่อนำมาบอกเล่าสร้างความสะและสาแก่ใจตน  แล้วชีวิตแบบนั้นมันจะหาความสุขจริงแท้ได้จากตรงไหนกันล่ะลูก

มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะพ่อ  ในเมื่อฝ่ายที่คิดว่าตัวเองถูกทำร้ายจะไม่มีความรู้สึกโกรธเกลียด  ฉันถามพ่อหลังนั่งเงียบมานาน

นั่นมันขึ้นอยู่กับว่าเขารักตัวเองหรือเปล่า  คนเราถ้ารักตัวเองคงไม่ปล่อยให้ความอาฆาตมาดร้ายเข้าครอบงำหรอกลูก  มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการทำลายตัวเองมากกว่าคนที่ตนแค้นเคือง

เมื่อเห็นฉันนิ่งเงียบไปอีกครั้ง  พ่อจึงเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยการอบรมเรื่องแม่  แม่หนูน่ะถูกคุณยายเลี้ยงมาให้เป็นผู้หญิงเข้มแข็งเพราะเป็นลูกคนเดียว การไปเรียนเมืองนอกคนเดียวนั่นก็ยิ่งทำให้เค้าต้องรู้จักอยู่ด้วยตัวเองตามลำพังให้ได้  แม่เค้าเลยไม่ถนัดในการแสดงออกด้านความรัก  ไอ้เรื่องที่จะให้แม่มากอดมาหอมน่ะ  แม่หนูเค้าทำไม่เป็นหรอก  แต่การไม่แสดงออกก็ไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่รักหนูนี่ลูก หนูเองก็เป็นลูกคนเดียวเหมือนที่เค้าเป็น  เค้าจึงอยากชดเชยสิ่งที่เคยขาดให้กับหนู

ฉันถามเบาๆ  งั้นรักของแม่เป็นแบบไหนกันล่ะคะพ่อ  ถึงไม่เคยเข้าใจความรู้สึกหนูเลย

พ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วอธิบาย  แม่กอดหนูด้วยดวงตาคู่สวยของแม่  แม่บอกรักหนูด้วยการดุเมื่อหนูทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างการดื่มเหล้าหรือกลับบ้านดึก  ความรักของแม่อยู่ในเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่แม่เลือกอย่างดีมาให้ไงล่ะลูก

ฉันเริ่มคิดตาม  ขณะที่พ่อยังคงพูดต่อ  ตอนที่แม่ท้องหนูนะ  แม่ดีใจมากๆ  ขนาดหมอบอกว่ามันอันตรายเกินไปกับสุขภาพของแม่ที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก  วันที่พ่อพาแม่ไปเดินซื้อของเตรียมไว้ให้หนู  กับแค่ผ้าอ้อมยังเป็นปัญหาแล้วสำหรับแม่เลยลูก  ก็ผ้าอ้อมที่มีขายน่ะถ้าไม่บางเกินไปก็เนื้อหยาบเกินไป  แม่หนูเค้าว่าไม่เหมาะกับผิวแรกเกิดของทารก

พ่อเล่ามาถึงตรงนี้ก็หยุดหัวเราะพร้อมกันกับฉัน ใช่…แม่เป็นแบบนี้เสมอข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของแม่ต้องสมบูณณ์แบบที่แม่ต้องการ  แม่จะไม่ยอมเห็นความบกพร่องไหนในสิ่งที่แม่สามารถควบคุมได้  แต่บางทีแม่คงลืมไป  ฉันมีชีวิตจิตใจหาใช่สิ่งของที่แม่สามารถกำหนดได้ดั่งใจ  ความรักของแม่อยู่ในอาหารทุกจาน  ไม่เคยมีมื้อไหนบนโต๊ะอาหารไม่มีของโปรดหนูไม่ใช่หรือลูก  ไม่เชื่อเย็นนี้เรามาพิสูจน์ด้วยกันดีมั้ยลูก  พ่อยังคงหัวเราะต่ออย่างอารมณ์ดี  ขณะที่ฉันเริ่มคิดให้มากขึ้นแทนการคิดมากว่าแม่ชอบทำร้ายความรู้สึก

บางครั้งความรักของแม่ซึ่งดูเหมือนมากเกินไปจนคล้ายไม่ใส่ใจความรู้สึกฉันด้วยการวางอนาคตให้เรียนหมอ  คิดดูอีกทีมันก็เป็นความรักอันอยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดี  อยากเห็นฉันมีชีวิตอันสุขสบาย

ฉันเริ่มรู้สึกผิดกับความเขลาอันอวดเก่งของตนซึ่งมีต่อแม่ 

พ่อคงเห็นว่าเงียบไปนานจึงตั้งคำถาม หนูได้อะไรนอกเหนือจากการไปถ่ายภาพเก็บความรู้สึกของผู้ร่วมชุมนุมวันนี้บ้างลูก

มิตรภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์  ความเจ็บปวดที่พวกเขามีเหมือนกันช่วยบ่มเพาะความอ่อนโยนเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  ฉันตอบโดยไม่จำเป็นต้องคิดซับซ้อน

การทำอะไรด้วยใจนี่มันดีนะลูก  เหมือนคนที่มารวมชุมนุมไง  ไม่ว่าจะไปชุมนุมกับเสื้อสีไหน  อยู่ข้างฝ่ายใด ถ้าไปด้วยใจนี่มันดีทั้งนั้น  เพียงแต่เราต้องระวังไม่ให้ใจใหญ่มากไปกว่าความรู้  ถ้าหนูจัดสมดุลระหว่างความรักและความรู้ได้  หนูจะไม่เจ็บปวดกับความรัก  เชื่อพ่อสิ  พ่อยื่นมือข้างซ้ายมาลูบหัวและปัดผมม้าซึ่งยาวปรกตาขึ้นให้ฉัน

 

พ่อจอดรถสนิทที่หน้าบ้าน  แม่กลับถึงแล้ว  พ่อลงจากรถชวนฉันให้ทายว่าแม่จะทำกับข้าวเผื่อพ่อไหม  ฉันไม่ตอบแต่อยู่ชวนพ่อกินข้าวเย็นด้วยกัน

แม่ออกมายืนรอเราทั้งคู่เหมือนตอนที่พ่อกับแม่ยังไม่แยกทางกัน  เป็นครั้งแรกที่ฉันมองแม่อย่างตั้งใจ  อาจเพราะตลอดเวลาตั้งแต่เกิดและเติบโต  พ่อคือคนที่เลี้ยงและอยู่กับฉันตลอดเวลาไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า  ดวงใจของฉันจึงมีไว้มองพ่อเพียงคนเดียว  ฉันสังเกตเห็นรอยยิ้มของแม่ที่ส่งให้พ่อมันดูเหนื่อยอ่อนแต่เหมือนสุขใจในคราวเดียว

ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน  พ่อจะเดินตรวจดูรอบบ้านว่ามีอะไรชำรุดเสียหายไหม  ฉันหอมแก้มพ่อฟอดใหญ่แยกตัวเดินขึ้นห้องนอนเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

เรากินข้าวเงียบๆ เหมือนต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว  บนโต๊ะมีมัสมั่นไก่ของโปรดพ่อ  และปลากะพงนึ่งมะนาวของโปรดฉัน  แม่บอกรักเราทั้งคู่อย่างพ่อพูดไว้จริงๆ  ฉันยิ้มให้แม่เป็นครั้งแรกหลังก่อสงครามความรู้สึกกับแม่มาหลายปี

กินข้าวเสร็จพ่อขอตัวกลับไปนอนบ้านอา   บอกว่าพรุ่งนี้จะมารับไปบ้านพ่อที่ต่างจังหวัดแต่เช้าพร้อมกับหอมเบาๆ ที่หน้าผากฉัน  ฉันเดินกอดเอวพ่อออกไปส่งที่รถ        รถพ่อแล่นไปจนลับสายตาแล้ว แต่ฉันนึกถึงคำพูดของพ่อเมื่อครู่  ถ้ามีความเข้าใจต่อกัน  ก็จะไม่มีใครรู้สึกว่าถูกทำร้าย

แม่นั่งตรวจงานอยู่บนโซฟาตัวยาวหน้าโทรทัศน์ หลังซึ่งเคยตั้งตรงของแม่เหมือนงองุ้มลงเล็กน้อย ฉันนึกสงสัยเพราะสงครามเย็นที่ฉันก่อนั่นหรือเปล่าทำให้แม่ที่เคยสง่างามทุกอิริยาบถเปลี่ยนไปแบบนี้  ฉันยืนอ้อยอิ่งอยู่ที่ประตูพลางมองด้านหลังแม่อย่าพินิจแล้วตัดสินใจถามประโยคอันเป็นเสมือนการโยนธงยกเลิกสงคราม กุญแจรถลินอยู่ไหนแม่ ไม่ได้สตาร์ทนานแล้วเดี๋ยวแบตฯเสื่อม 

มันก็อยู่ที่เดิมที่มันเคยอยู่นั่นแหละลูก”  ·

 

 

 

 สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๒


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: