ส่งวิญญาณผ่านเวทีออสการ์ : Departures (okuribito)

15 05 2009

.

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

 

ส่งวิญญาณผ่านเวทีออสการ์

Departures (okuribito)

หนังรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศปีล่าสุด ถ้ามองว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวเอเชียก็เป็นได้  เพราะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์รางวัลนี้ตกเป็นของหนังจากฝั่งยุโรปแทบทั้งสิ้น  ล่าสุดที่หนังเอเชียไปคว้ารางวัลนี้ก็ต้องย้อนกลับไปในปี 2000  ที่  Crouching Tiger Hidden Dragon  ของ อังลี  ที่ทำได้สำเร็จ

Departures  เป็นผลงานของผู้กำกับ โยจิโร่  ทาคิตะ วัย  54  ปี  เป็นผลงานกำกับเรื่องที่ 41  เข้าไปแล้ว  ประสบการณ์ขนาดนี้ย่อมมั่นใจได้ในเรื่องของฝีไม้ลายมือ

หนังเล่าเรื่องของ  ไดจัง  หนุ่มวัย 30 กว่า ๆ  ไดจังเป็นนักเชลโล่ ที่เพิ่งได้งานไม่นานวงก็เจ๊ง  ถูกยุบเพราะไม่มีคนดู  ไดจังจึงตัดสินใจจูงเมียกลับบ้านนอก  มาอยู่บ้านแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่ปี  ไดจังเปิดหนังสือพิมพ์หางาน  เห็นประกาศรับสมัครงาน  ที่เกี่ยวกับคำว่า  “departures”  ไดจังเข้าใจว่าเป็นงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว  ไดจังสนใจรีบตรงไปสมัครงาน  ซาซากิ  ชายสูงวัยเจ้าของบริษัทรีบรับเขาทันทีที่เห็นโดยไม่มีการสัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นพร้อมกันเสนอเงินเดือนสูงถึง 500,000 เยน (ประมาณ 150,000บาท)   แล้วค่อยเฉลยว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจจัดการศพ  หรือ  หน้าที่สัปเหร่อนั่นเอง  

ไดจังเริ่มต้นในตำแหน่งผู้ช่วยของซาซากิ  วันแรก ๆ ของไดจังในหน้าที่เก็บศพ  ห่อศพ  บรรจุศพ  เต็มไปด้วยอารมณ์ตลก  ให้เราได้ดูไปยิ้มไปกับอาการกระอักกระอ่วนของไดจัง  ไม่มีภาพให้เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของศพเลย  เราจินตนาการเอาได้จากอาการคลื่นเหียนของไดจังเอง  เราได้เห็นพัฒนาการในการทำงานของไดจังที่สามารถออกไปทำงานเก็บศพคนเดียวได้  ได้เห็นความหินของงาน  ที่ต้องตื่นกลางดึกไปเก็บศพ  

ตลอดเวลาไดจังไม่กล้าบอกความจริงกับ มิกะ  เพียงแต่บอกว่าได้งานบริษัทรับจัดงานพิธี แล้ววันหนึ่งความลับก็แตกด้วยความบังเอิญ  หนังเริ่มพาเราสู่อารมณ์เครียด  เมียยื่นคำขาดให้ออกจากงาน  เพื่อนเก่าสมัยเด็กก็แสดงอาการรังเกียจและบอกให้เขาหางานใหม่ซะ  ไดจังยืนกรานทำงานไปได้อีกสักระยะแล้วก็ตัดสินใจขอลาออกจากงาน  แต่แล้วไดจังก็แพ้กับความใจอ่อนของตัวเองให้กับแง่คิดเชิงบวก, สัจธรรมที่ซาซากิมอบให้  

ไดจังตัดสินใจทำหน้าที่ต่อไป  ซึ่งเขาได้มีโอกาสพิสูจน์คุณค่าของงานสัปเหร่อ  และความตั้งใจในการทำงานของตัวเองให้เพื่อนและภรรยาได้เห็น

Departures  ไม่เพียงแต่คว้ารางวัลบนเวทีออสการ์  แต่ก่อนหน้านั้นก็กวาด 10 รางวัลตุ๊กตาทองจากในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว  ซึ่งรวมถึง 3 รางวัลใหญ่ในด้านการแสดงอีกด้วย

ผมไม่ใช่แฟนภาพยนตร์และละครซีรี่ย์ญี่ปุ่น  เลยไม่รู้จักกับดาราแสดงนำเท่าใดนัก  บท ไดจัง ได้  มาซาฮิโร โมโตกิ  มารับบทนำ  โมโตกิ ได้มีโอกาสโชว์ความสามารถหลาย ๆ อย่างในบทนี้  ความงก ๆ เงิ่น ๆ กับการเก็บศพในครั้งแรก ๆ จนกลายเป็นความคล่องแคล่วชำนาญในภายหลัง  หรือการแสดงบทเศร้าที่ได้พบพ่อในช่วงท้าย  ผมไม่ทราบว่า โมโตกิเล่นเชลโล่เป็นจริง ๆ หรือไม่  แต่ฉากเล่นเชลโล่หลาย ๆ ฉากก็ทำให้เชื่อได้ว่าเขาเล่นเป็นจริง ๆ  ไม่แปลกที่จะทำให้เขาคว้ารางวัลตุ๊กตาทองดารานำชายจากเรื่องนี้

ซึโตมุ ยามาซากิ  ในบท ซาซากิ  ที่ได้รับตุ๊กตาทองสมทบชายจากบทนี้ด้วย  ผมเคยเห็น ยามาซากิผ่าน ๆ ตาในหนังที่สร้างจากซีรี่ย์ดังเรื่อง คุโรซากิ   ยามาซากิ ในบทสัปเหร่อรุ่นใหญ่ และเป็นเจ้าของบริษัทดูมีความประณีตและทะมัดทะแมงมากในการจัดการศพ  สามารถถ่ายทอดบุคลิกและความรู้สึกให้เราสัมผัสได้ว่าเป็นคนผ่านโลกมามาก  สามารถเชื่อมั่นในการมองคนไม่ผิดที่จะรับไดจังเข้าทำงานแค่เพียงแรกเห็น  เป็นชายที่มีอดีตเก็บงำมาพอสมควร

คิมิโกะ โย  ในบทหญิงสูงวัยเจ้าของโรงอาบน้ำที่รู้จักไดจังมาตั้งแต่เด็ก  เป็นอีกคนที่คว้าดาราสมทบหญิงจากเรื่องนี้  ความที่เล่นได้ดูเป็นธรรมชาติ  ได้โชว์ความสามารถหลาย ๆ อารมณ์บนจอแม้แค่ไม่กี่นาทีก็สามารถคว้ารางวัลไปได้สำเร็จ

เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ  เคยร่วมงานกับผู้กำกับทาคิตะ มาแล้วในเรื่อง  Himitsu (the secret)  หนังดราม่ารุนแรงอีกเรื่อง  มาถึงเรื่องนี้ฮิโรสุเอะความน่ารักสดใสดูหายไปพอสมควรกับวัยที่มากขึ้น  แต่เธอดูจะมีแฟนละครในบ้านเราติดตามมากเหมือนกัน  น่าจะเป็นดาราที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเรื่องนี้  บท มิกะ ไม่ได้ให้เธอแสดงความสามารถอะไรมากนัก

ลุงที่เป็นขาประจำที่โรงอาบน้ำก็เป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง  ที่ถือได้ว่าเป็นกระจกสะท้อนภาพชีวิตแบบบ้านนอกของญี่ปุ่นที่ใช้โรงอาบน้ำเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์สร้างความผูกพันขึ้นในสังคมเล็ก ๆ  แถมยังพูดถึงข้อดีของการใช้น้ำบาดาลมาต้มกับฟืนไม้เพื่อให้ได้น้ำสำหรับอาบที่ดีที่สุด  ทำให้คนเมืองอย่างเราฟังแล้วรู้สึกไกลตัวดีเหลือเกิน  เปรียบเทียบสังคมแบบนี้กับบ้านเราก็เหมือนเห็นภาพลุง ๆ นั่งจิบกาแฟเล่นหมากรุกกันตามร้านกาแฟ  หนังพยายามจะใช้ประโยชน์จากตัวละครของลุงนี้มาสร้างอารมณ์สะเทือนใจในการเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแม่เจ้าของโรงอาบน้ำกับลูกชาย  แต่นาทีที่อยู่บนจอของแม่ลูกยังไม่นานพอที่จะดึงคนดูให้เข้าไปมีอารมณ์ร่วมได้

เหตุใดที่ทำให้  Departures  ไปได้ถึงรางวัลออสการ์นี้  อย่างหนึ่งเพราะ ธีม  หรือความที่เป็นหนังจรรโลงโลก  หนังมองโลกในแง่ดีแบบนี้มักจะเข้าทางออสการ์เสมอ  ซึ่งความภาคภูมิใจอันนี้น่าจะถ่ายทอดไปถึง คุนโดะ โคยาม่า ในฐานะเจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีตุ๊กตาทองญี่ปุ่นด้วย  คุนโดะผสมผสานอารมณ์ขันและสาระในส่วนดราม่าได้อย่างลงตัว สามารถแสดงให้เห็นถึงศิลปะในการจัดการศพ  ให้ทั่วโลกได้เห็นได้รู้จักวัฒนธรรมที่ดูแตกต่างนี้  ในฐานะคนไทยดูก็รู้สึกแปลกตาดีครับ  เป็นงานที่เกร็ง  กดดันมาก  ทั้ง ซาซากิ และ ไดจัง ต้องไปจัดการศพถึงบ้าน  ตามคำสั่งของบริษัทรับจัดพิธีศพที่เป็นนายจ้างซึ่งคอยป้อนงานให้พวกเขาอีกที ต้องเผชิญกับอารมณ์และแรงกดดันของญาติ ๆ ที่กำลังเสียใจ  ซึ่งในบางครั้งก็มาระเบิดอารมณ์ใส่กับสัปเหร่อ  หรือไม่ก็ทะเลาะตบตีกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง  

หน้าที่ของพวกเขาคือต้องเช็ดตัวศพ คล้ายบ้านเราแต่ยากกว่าตรงที่ต้องทำต่อหน้าญาติพี่น้องทุกคนที่นั่งคุกเข่าจ้องดูการเช็ดตัวศพ  ซึ่งสัปเหร่อต้องเปลื้องผ้าศพมาเช็ดตัว  เน้นย้ำว่าช่วงนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ประณีตบรรจงมาก  การเปลื้องผ้ามาเช็ดทั้งตัวได้โดยไม่โป๊เลย  และแต่งตัวให้ใหม่  แต่งหน้าให้ด้วย  จบด้วยการมัดตราสังข์และยกใส่โลงเดี๋ยวนั้น  ดูถึงตรงนี้จะพบว่าไม่แปลกใจเลยที่ซาซากิเสนอเงินเดือนให้ไดจังสูงขนาดนั้น  ด้วยความสามารถที่จัดว่าเป็นงานศิลปะที่ต้องใส่ใจนี้นี่เองที่ไดจังได้มีโอกาสทำศพให้กับคนใกล้ชิด  โดยมีทั้งภรรยาและเพื่อน  ทั้งสองคนที่ตั้งแง่รังเกียจอาชีพของไดจัง  ได้เห็นการทำงานของไดจังว่ามีความละเอียดตั้งใจอย่างไร  ไดจังสามารถชนะใจทั้งเพื่อนและภรรยาได้  จนเพื่อนต้องเอ่ยปากชมว่า  เขาไม่เคยเห็นแม่ของเขาสวยขนาดนี้มาก่อนเลย  ในเรื่องเราจะได้เห็นไดจังทำศพผู้คนหลากหลายประเภท คนแก่ เด็ก คนหนุ่มสาว  แต่ที่เป็นมุขได้ขำ ๆ ดี  ก็คือฉากทำศพกะเทย  ที่ทำไปแล้วก็ต้องสำรวมกิริยาเพื่อเป็นการเคารพผู้ตายและญาติ

ในช่วงท้าย  หนังแสดงให้เห็นข้อเปรียบเทียบในการทำงานของไดจังกับสัปเหร่อเมืองอื่น ๆ  อาชีพที่หลายคนรังเกียจ  แต่ก็เพราะอาชีพนี้ที่ทำให้ไดจังได้มีโอกาสเข้าใจพ่อเขามากขึ้น  ถึงแม้มันจะสายเกินไปที่จะทำความเข้าใจกับพ่อตัวเอง  ซึ่งไดจังฝังใจเรื่องราวของพ่อในแง่ร้ายมาโดยตลอดว่าพ่อทิ้งเขาไปหาผู้หญิงใหม่ตั้งแต่เขา 6 ขวบ  ไดจังจำไม่ได้แม้แต่หน้าพ่อ  จำได้แต่เรื่อง  ก้อนหิน  กับการอ่านใจคนที่พ่อเคยสอนเขาไว้  

โคยาม่า คนเขียนบทฉลาดในการผูกเรื่องหิน  แล้วโยงมาเล่นกับอารมณ์กับคนดูในฉากสุดท้ายของหนัง  ไม่ถึงกับทำให้บ่อน้ำตาแตก แต่ก็ทำได้ประทับใจดี  หนังเกี่ยวกับความตายแบบนี้จะหยอดข้อคิดไว้ตามทางอยู่หลายครั้ง  ให้เราไปเก็บเกี่ยวกันเอาเอง

เวลาร่วม 2 ชั่วโมง 9 นาที  จัดได้ว่าเป็นหนังที่น่าดูเรื่องหนึ่ง  แต่ความตราตรึง  ฝังใจยังทำไม่ได้เท่า  Always  Sunset  On  3rd  Street. ·

.

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๑

 

 


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: