ยาสะวินแย้งพงศาวดาร (๑)

15 04 2009



คอลัมน์พิเศษ

ยาสะวินแย้งพงศาวดาร (๑)

เรื่องโดย วนิดา (นามปากกา)

 

yasawin 

สงครามยุทธหัตถีครั้งสุดท้ายระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดี  เกิดขึ้นในสมัยพระนเรศวรมหาราชประกาศปลดแอก  หลังต้องตกเป็นประเทศราชนับแต่พระเจ้าบุเรงนองขึ้นเสวยราชย์  โดยให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายออกมาประจันหน้าในลักษณะ  ตัวต่อตัว  ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชาลงได้  ก่อนคืนอิสรภาพแก่กรุงศรีอยุธยาสืบไป

ความเข้าใจทั่วไปทางประวัติศาสตร์บทนี้คือ  พระนเรศวรมหาราชเอาชนะอริราชศัตรู ขณะทรงประทับบนหลังช้างด้วยกันทั้งคู่  พงศาวดารของไทยให้ภาพพระนเรศวรในทำนองนี้จนเรียกได้ว่า  เกิดเอกภาพขึ้นจากบรรดาพงศาวดารทั้งหลาย  ไพล่ถึงสื่อบันทึกอื่น ๆ ในรูป  หนังสือ  บทเรียน  ตลอดจนภาพยนตร์เป็นอาทิ  ล้วนคำนึงถึงพระองค์ท่านในเนื้อหาเดียวกันทั้งหมด

ยกเว้นยาสะวิน  หรือพงศาวดารของพม่า!

เปล่า…  หากจะกล่าวว่าพระมหาอุปราชานั้นไม่ได้แพ้พระนเรศวรนั้นคงมิอาจสรุปเช่นนั้นได้  แพ้นั่นแพ้แน่  ทว่าวิธีการพ่ายแพ้นั้น  ยาสะวินของพม่าบันทึกความปราชัยผิดแผกไป  ดังที่รับรู้โดยทั่วกัน  พระนเรศวรทรงใช้พระแสงของ้าวตวัดใส่ร่างพระมหาอุปราชาจนถึงแก่ชีวิต  สำหรับยาสะวิน พระมหาอุปราชากลับสิ้นชีพพิตักษัยด้วยพระแสงปืนของพระนเรศวร!

เกิดอะไรขึ้นกับพงศาวดาร?

ต่อประเด็นข้างต้น  บทความนี้ต้องการแสดงถึง

หนึ่ง  ข้อแตกต่างความพ่ายแพ้ที่มีต่อพระมหาอุปราชโดยสมเด็จพระนเรศวร  และคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

สอง  วิธีการบันทึกพงศาวดารในลักษณะหวังผลทางการเมือง

ยาสะวินของพม่ากล่าวถึงสงครามยุทธหัตถีครั้งนั้นว่า  การสวรรคตของพระมหาอุปราชาเกิดขึ้นในทันที  พลันพระองค์ต้องพระแสงปืนจากฝีพระหัตถ์ของพระนเรศวรบนหลังช้าง  ลูกกระสุนบันดาลจุดจบแก่พระองค์ ณ วินาทีนั้น  ในทางสัญลักษณ์  เมื่อผู้ปกครองสูงสุดต้องเสียชีวิตจากน้ำมือศัตรูในภาวะสงคราม  นั่นหมายความว่า  หงสาวดีได้พ่ายให้กับอยุธยา  ดุจเดียวกับผู้นำของตน

ทำไมปูมหลังของหงสาวดีกับอยุธยาถึงเป็นที่รับรู้ต่างกัน?

ครั้งหนึ่ง  ผู้เขียนเคยผลิตบทความ  พระเจ้าจักรพรรดิราช : ตอบคำถามทำไมพม่ารบไทย  เพื่อแสดงถึงต้นเหตุของสงครามในอดีตกาล  ไยศึกกว่ายี่สิบครั้งระหว่างอยุธยากับหงสาวดีถึงได้เกิดขึ้นถี่กว่าการทำสงครามกับรัฐอื่น 

สาเหตุคือแนวคิดแบบพระเจ้าจักรพรรดิราช  ในแว่นแคว้นหรืออาณาจักรต้องมีกษัตริย์ได้เพียงพระองค์เดียว  และมีขอบเขตการปกครองลดหลั่นตามลำดับความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชต่างกันไป  ลำดับเล็กสุดได้แก่  พระเจ้าจักรพรรดิเหล็ก  ปกครองเพียงหนึ่งทวีป  ดังนั้นทั้งหงสาวดีและอยุธยาต่างมีแนวคิดของพระเจ้าจักรพรรดิราชในลำดับสุดท้าย  เพราะสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้  ในขณะอยุธยายึดครองและนำมาซึ่งการล่มสลายของอาณาจักรขอม  หงสาวดีจึงมีอยุธยาขวางกั้นมิให้สถาปนาพระเจ้าจักรพรรดิราชสำเร็จลง 

คัมภีร์พระเจ้าจักรพรรดิราชระบุ  ถ้าไม่ได้มาด้วยบุญญาธิการ  ก็ต้องได้มาด้วยแรง หงสาวดีจึงแต่งกำลังเข้าตีอยุธยา  ควรอธิบายเพิ่มอีกด้วยว่า  เหตุผลของการก่อสงครามส่วนหนึ่งมาจากการแย่งชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจด้านชายฝั่ง  ครั้นสมัยพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ขึ้นเป็นใหญ่  ศึกรบพุ่งในความหมายคือการดำเนินตามรอยคติพระเจ้าจักพรรดิราชล้วน ๆ  ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะออกไปทางนามธรรม  เช่น  ความรู้สึก  เกียรติยศ  ชื่อเสียง (ดูศึกสงครามช้างเผือก  พระเจ้าบุเรงนองสั่งให้อยุธยานำช้างเผือกมาถวาย  เพราะตามคติ  ช้างเผือกเป็นหนึ่งในสิ่งประดับบารมีสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิราช  การปฏิเสธจากราชสำนักอยุธยาส่งให้เกิดการทำสงครามในเวลาต่อมา  หรืออีกตัวอย่าง  การบุกแมนจูเรียของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง  นายทหารต่างปวารนาตนเป็นลูกพระจักรพรรดิ  เมื่อยึดครองแมนจูเรียได้  ทางญี่ปุ่นยังคอยบงการจักรพรรดิปูยีให้ต่อสู้กันเอง  สังเกตแม่ทัพญี่ปุ่นขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อหน้ากษัตริย์ปูยี  จะมีข้อแตกต่างกับจักรพรรดิของตนอย่างสิ้นเชิง  เพราะถือคติจักรพรรดิต้องมีเพียงคนเดียว!  รูปแบบสงครามของพม่ากับญี่ปุ่นโดยคตินี้จึงออกมามีบุคลิก  ผู้รุกราน)

การสงครามของสองอาณาจักรจึงส่งผลยืดเยื้อ  และชุกชุมในสมัยอยุธยามากที่สุด  ส่วนรายละเอียดอื่นอันเป็นรูปธรรม  นอกเหนือสงครามแล้ว  ชื่อของพระมหากษัตริย์ยังคงคติพระเจ้าจักรพรรดิราชสองอาณาจักรด้วยกัน  อย่าง  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  เป็นต้น

กลับมายังข้อแตกต่างที่ค้างไว้  แม้พงศาวดารทั้งสองอาณาจักรจะถูกรจนาขึ้นภายใต้รัฐในชื่อใหม่  ทั้ง  พม่าและ สยาม  สองประเทศเพื่อนบ้านมีขอบเขตการปกครองของตนทางภูมิศาสตร์เป็นที่แน่ชัดแล้ว  พม่าคือตัวแทนหงสาวดีในรัฐเก่า  สยามพัฒนาสืบเนื่องจากอยุธยาเช่นเดียวกับพม่า  การบันทึก (รวมถึงชำระความ,ตีความ) ปูมพงศาวดารล้วนเกิดขึ้นในสมัยหลังทั้งสิ้น 

ฉะนั้น  ข้อขัดแย้งอันไม่ลงรอยของพงศาวดารทั้งสองประเทศสามารถสรุปได้ประการหนึ่ง  นั่นคือการบิดเบือนประวัติศาสตร์!!!  แต่เป็นฝ่ายใด  เป็นเรื่องเกินความสามารถของผู้เขียน (แม้เอกสารทางวิชาการที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงบทความนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้) 

กระนั้น  หากไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาขัดแย้งอันแหลมคมต่อกระบวนทัศน์ประวัติศาสตร์แบบจารีตนิยม  ผู้เขียนใคร่เสนอประเด็นนี้โดยวางกรอบ  การเขียนวาทกรรม  ทาบลงบนข้อแตกต่างเบื้องต้น  ดุจข้อสันนิษฐานหนึ่ง  ซึ่งจะได้เห็นต่อไป

 

 

อันว่า พงศาวดารนั้น  โดยทั่วไปเข้าใจกันในความหมายของบันทึกเชิงประวัติศาสตร์  ลักษณะเด่นอย่างยิ่งยวดของพงศาวดารย่อมไม่พ้นไปจาก  เรื่องราวภายในราชวงศ์ต่าง ๆ  ตั้งแต่  ด้านการเมือง  การสงคราม  การรับแขกบ้านแขกเมือง  ติดต่อค้าขาย  และขาดไม่ได้คือ  ชีวประวัติของกษัตริย์ของแต่ละพระองค์ (ยกเว้นชาวบ้านบางระจัน  สามัญชนกลุ่มเดียวที่สามารถเบียดขึ้นไปอวดตัวบนหน้าพงศาวดารด้วยกรณีพิเศษ)  ข้ามไปกรุงอังวะ  ยาสะวิน  ก็คือพงศาวดารของพม่า  ทั้งลักษณะและวิธีการหาได้แตกต่างกับพงศาวดารของไทย  คำ  ยาสะวิน  แปลว่า  ราชวงศ์  จึงเป็นเรื่องอยู่เองที่ยาสะวินจะเพียบพร้อมด้วยเรื่องราวของกษัตริย์  ราวแฝดคนละฝากับพงศาวดารไทย

และถ้าพระมหาอุปราชาไม่ได้สิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว  วาทกรรมใดคือจุดผันผวนต่อเหตุการณ์นี้?

…พระเจ้าจักรพรรดิราช!  อีกนั่นล่ะ

จริงอยู่  แม้พงศาวดารทั้งสองจะถูกบันทึกและใช้อ้างอิงในภายหลัง  แต่แนวคิดพระเจ้าจักรพรรดิราชซึ่งอาศัยเป็นแรงจูงใจในการก่อสงครามแล้ว  อิทธิพลของแนวคิดนี้ยังส่งผลต่อการบันทึกพงศาวดารอีกด้วย  และอาณาจักรทั้งสองต่างก็หาได้มีกษัตริย์ปกครอง  ทวีป  ตามคติพระเจ้าจักรพรรดิราชแต่อย่างใด  ฉะนั้น  พระเจ้าจักรพรรดิราชจึงถูกถ่ายเทจากตำนานสู่หน้าวรรณกรรมแทน

เพื่อให้เห็นภาพ  ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นพิจารณา  วาทกรรมของมหาราชองค์ดำนี้  ได้ถูกผลิตซ้ำเชิงอุดมการณ์มากกว่ากษัตริย์องค์อื่น  เนื่องจากชีวประวัติของพระองค์สามารถปลุกเร้าความรู้สึก  มากกว่านั้นยังสามารถใช้เป็น  พล็อต  ในการสร้างคุณค่าได้อย่างมากล้น  โดยเฉพาะด้านการสงคราม  กษัตริย์กว่าสามสิบพระองค์ในแผ่นดินอยุธยา  มีเพียงสมเด็จพระนเรศวรองค์เดียวที่ถูกกล่าวขานไม่รู้จบ  นั่นเพราะสงครามยุทธหัตถีประสบชัยชนะ  นำมาสู่เอกราชของอยุธยา  อย่างที่รู้กัน  ตลอดชีวิตของพระองค์  อันเริ่มต้นด้วยการได้รับการเลี้ยงดูจากทางหงสาวดีในฐานะตัวประกัน  เรื่องไก่ชนของพระองค์ในสมัยทรงพระเยาว์  กระทั่งประกาศแตกหักกับหงสาวดี  กวาดต้อนคนไทยอพยพกลับโดยสามารถล้มพระสุรกรรมาด้วยพระแสงปืนในเหตุการณ์ข้ามแม่น้ำสะโตง  ตลอดจนภาพนิมิตขณะบรรทมว่า  พระองค์สามารถปราบจระเข้ตัวหนึ่งลง  หรือแม้แต่ระหว่างการกรำศึก  คชสารตัวที่พระองค์ทรงประทับเกิดหลุดเข้าไปตกในวงล้อมฝ่ายตรงข้าม  ก่อนท้าให้พระมหาอุปราชาออกมาเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวเพื่อให้สมพระเกียรติ  ลงท้ายด้วยการลงพระแสงของ้าวพิฆาตพระมหาอุปราชาถึงกับแดดิ้น

กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  พระราชประวัติของพระองค์ไม่เคยหนีจากนี้สักเท่าใด  สมกับคติความเชื่อพระเจ้าจักรพรรดิราช  พระเจ้าจักรพรรดิราชตามหน้าตำนาน  ต้องสมบูรณ์พูนพร้อมทั้งบารมีและความเก่งกาจในการสงคราม  สมเด็จพระนเรศวรแม้ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิราช  อย่างไรก็ดี  การหยิบยกเรื่องราวของพระองค์มาร้อยต่อในหนังม้วนเดิม  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก็เพื่อจะแสดงถึงความเหมาะสมในการที่จะเป็นพระเจ้าจักพรรดิราชนั่นเอง  ต่อให้พงศาวดารไม่ได้ระบุโดยตรงก็ตามที  มิเพียงเท่านั้น  วาทกรรมของสมเด็จพระนเรศวรในสายตานักปราชญ์  ยังถูกใช้ตามวาระโอกาสต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดการยกยอพระเกียรติคุณ  เช่น  วันกองทัพไทย  อนุสาวรีย์  แบบเรียน  นวนิยาย  ลิลิตตะเลงพ่าย  เหรียญพระเครื่องรุ่นเราสู้  หรือกระทั่งสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์

ต้องไม่ลืมว่า  พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินอยุธยามีมากมาย  คุณประโยชน์ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งหลายส่งผลด้านดีไม่แพ้วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวร  แต่เนื่องด้วยคุณูปการเหล่านั้นมิอำนวยกับคติพระเจ้าจักรพรรดิราช  พระนเรศวรมหาราชจึงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา  เพราะอุดมการณ์ของพระองค์ได้รับการตอกย้ำอยู่สม่ำเสมอ

ดังนั้น  พงศาวดารหรือยาสะวินของพม่าจึงเขียนบันทึกด้วยคติพระเจ้าจักรพรรดิราช  ผิดเพียงใช้คุณลักษณะตรงกันข้าม  ซึ่งนั่นคือหลักฐานของพม่าที่ระบุว่า  พระนเรศวรมหาราชสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชด้วยพระแสงปืน 

…ทำไม?

ตามความเข้าใจ  สงครามรูปแบบยุทธหัตถี  ตัวผู้นำอาศัยช้างต่างพาหนะของตนเข้าประมือกับฝ่ายตรงข้าม  สำคัญคือการทำยุทธหัตถีนั้นมีไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูง  ไปจนถึงพระมหากษัตริย์  เงื่อนไขหนึ่งต่อการตัดสินผลแพ้-ชนะ  อยู่ที่การพิฆาตศัตรูลงตามแบบฉบับ (ดูกรณีสมเด็จพระสุริโยไท)  วิธีการรบพุ่งด้วยยุทธหัตถี  คือเกียรติยศอันสูงสุดของชาตินักรบ  การเผชิญหน้ากันของผู้นำคือกฎกติกาแกมบังคับ  กระนั้นก็ดี  ระหว่างพระมหาอุปราชากับพระนเรศวร  ต่างเข้าสู่สมรภูมิด้วยเกียรติภูมิตัวแทนสองอาณาจักร  ยาสะวินของพม่าจึงมีบันทึกขัดแย้งกับของไทยตรงที่…

พระนเรศวรเอาชนะพระมหาอุปราชด้วยการลั่นพระแสงปืนใส่บนหลังช้าง!

หนังสือ  พม่ารบไทย  ของ  ดร.สุเนตร  ชุตินธรานนท์  ได้ค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ทางพม่า  ต่างบรรยายถึงประเด็นนี้แตกต่างกันออกไป  รวมถึงบันทึกของชาติตะวันตกในสมัยนั้นด้วย    จะอย่างไร  ข้อสรุปนี้ยังมิได้เกิดขึ้นในวงวิชาการทั้งไทยเองและพม่า  ถึงกระนั้นก็ตาม  ผู้เขียนยังมิอาจผลักคติพระเจ้าจักรพรรดิราชออกห่างการขบไขวาทกรรม  ก็ละ ในเมื่อพงศาวดารสองชาติกระเดียดไปทางเดียวกัน  คือเรื่องราวภายในราชวงศ์  ความหมายที่ผู้เขียนใคร่เสนอนั้น  อยู่ตรงประเด็นพระเจ้าจักรพรรดิราช  เพราะยาสะวินกำลังบอกเป็นนัยว่า  การเอาชนะด้วยพระแสงปืนไม่ใช่เกียรติของชาตินักรบนั่นเอง!

ย้อนไปยังเหตุการณ์พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงอันลือลั่น  ถ้าใช้เหตุช่วงนี้เป็นเกณฑ์เทียบ แสดงว่าพระนเรศวรทรงชำนาญการใช้พระแสงปืนอย่างดียิ่ง  พอสันนิษฐานได้ไหมว่า  ยาสะวินของพม่ายึดเอาเหตุตรงนี้มาอ้างอิงกับกรณีพระมหาอุปราชา  ถึงประเด็นนี้ยังมิอาจหาข้อยุติได้  ผู้เขียนกลับมีข้อสันนิษฐานอีกข้อเพื่อเสนอต่อบทความ  นั่นคือ  การทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างหงสาวดีกับอยุธยาโดยพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา  ศึกนี้นับเป็นศึกสุดท้ายที่ใช้รูปแบบยุทธหัตถี  ด้วยการเข้ามาของนวัตกรรมตะวันตก  อาวุธปืนได้ทำลายธรรมเนียมการรบพุ่งแบบเก่าลงอย่างสิ้นเชิง  แม้ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรเองอาวุธชนิดนี้กษัตริย์หรือบุคคลชั้นสูงต่างมีไว้ครอบครองถ้วนหน้า (คล้ายกับว่าความทันสมัยสงวนไว้เฉพาะชนชั้นนำท่านั้น)  จากการถวายของบุคลากรฝากยุโรปที่เดินทางมาเอเชียอาคเนย์  เพราะปืนเป็นสิ่งทันสมัย  เลิศอานุภาพ  ซ้ำเห็นผลกว่าอาวุธในท้องถิ่นหลายเท่า  หรือพูดอีกอย่างว่า  การพัฒนาเทคโนโลยีนั้นส่งผลให้ธรรมเนียมเก่าพังทลายลง  ไม่เว้นแม้กระทั่งสงคราม

และใช่หรือไม่  ที่ยุทธหัตถีครั้งสุดท้ายนี้บ่งบอกอาณัติสัญญาณถึงการมาของอาวุธสมัยใหม่  โดยมีกรณีพระนเรศวรดุจดังปฐมบทแห่งสงครามแห่งอาวุธสมัยใหม่นับแต่นั้น  ทำให้ยาสะวินบันทึกภาพพระนเรศวรออกมาในลักษณะนี้

มิเพียงเท่านั้น  ยาสะวินของพม่าได้อ้างถึงการสร้างสถูปเพื่อเป็นการรำลึกในฐานะปัจจามิตร  โดยพระนเรศวรทรงสร้างแด่พระมหาอุปราชาหลังสิ้นสงครามยุทธหัตถี  แต่ในสำนึกประวัติศาสตร์ของไทยกลับไร้การบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ 

นี่หาใช่ข้อสรุป…

ครั้นสิ้นยุคพระนเรศวรมหาราช  ล่วงเลยถึงพุทธศักราช  2310  ปีซึ่งอยุธยาถึงแก่ปลาสนาการ  เมื่อพระเจ้ามังระแห่งกรุงอังวะสั่งแต่งทัพหมายตีอยุธยาให้แตกสิ้น  ก่อนสำเร็จลงในบั้นปลาย  พงศาวดารไทยบรรยายถึงการสิ้นกรุงศรีอยุธยาโดยให้ภาพถึงความอ่อนแอของกษัตริย์และศูนย์อำนาจ  กลับกัน  ยาสะวินกลับผ่าไปอรรถาธิบายตรงข้ามกัน  ทั้งยังกล่าวถึงความเข้มแข็งของอยุธยาในการตั้งรับศึกเป็นมั่นเหมาะ  มิได้อ่อนแอแต่อย่างใด  ผิดกับพงศาวดารของไทย  เกิดอะไรขึ้นอีกในความแตกต่างดังกล่าว?

ใช่คติพระเจ้าจักรพรรดิราชยังคงถูกใช้การหรือไม่?

โปรดติดตามตอนต่อไป ·

 

 

แทรกเสริม.

 

ยาสะวินฉบับหอแก้ว  คือเอกสารพงศาวดารที่ไทยใช้อย่างแพร่หลายในวงวิชาการ (คาดว่ามีการแปลเป็นภาษาไทย)  ส่วนฉบับอื่นประกอบด้วย  อูกาลามหายาสะวินจี  โยธยายาสะวิน  ยาสะวินเต๊ะ  คอง-บองเซะมหายาสะวินดอจี  ทั้งหมดเป็นข้อมูลจาก  ดร.สุเนตร  ชุตินธรานนท์  นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้สนใจค้นคว้าเรื่องราวของพม่ามากที่สุดคนหนึ่งของไทย

– ปืนที่พระนเรศวรใช้ยิงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  jignal  ปรากฏอยู่ในอูกาลามหายาสะวินจี  เป็นเพียงฉบับเดียวที่ระบุชื่อปืน

บาทหลวงเยซูอิด  เป็นบุคลากรจากชาติตะวันตกที่เข้ามารับใช้ราชสำนักหงสาวดีในช่วงระยะเวลาพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ครองราชย์  บาทหลวงท่านนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ในราชวงศ์  จนภายหลังบันทึกของท่านได้กลายเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์  ซ้ำยังถูกใช้อ้างอิงในงานวิชาการทางตะวันตกอีกด้วย   



สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๙


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: