เราล้วนป่วยเสมอกัน

15 04 2009

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

เราล้วนป่วยเสมอกัน

.

.

เคยได้ชมการให้สัมภาษณ์ของหญิงพิการขาเดินไม่ได้คนหนึ่ง เธอถูกสังคมภายนอกกีดกันและรังเกียจ โชคดีที่เธอมีสามีที่ยอมเป็นกำลังให้เสมอมา เธอบอกกับสังคมว่า คนเราทุกคนป่วย แต่ป่วยต่างกัน เธอเจ็บป่วยที่ขา และสำหรับบางคนมีเชื้อโรคในจิตใจ มาถึงตอนนี้ ก็กลับมามองสังคมในปัจจุบันว่า เรายังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในลักษณะเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

เมื่อมาจับเข่าคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาทำงานคลุกคลีกับบุคคลมาหน้าหลายตา ทั้งในนามของชาวบ้านในพื้นที่และลูกความของเขา เขามีมุมมองในเรื่องของความเสมอเท่าเทียม หรือแตกต่างอย่างไรเรามาอ่านความคิดของเขาผ่านสัมภาษณ์ในครั้งนี้ คนมีชื่อว่า พนม บุตะเขียว  เขาขอให้เรียกว่า ออด ก็ได้ ทำงานเป็นนักกฎหมาย ศูนย์กฎหมายและสิทธิชุมชนพื้นที่อันดามัน

สารากร : มาทำงานที่ภาคใต้ ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

พนม : ประมาณปี ๒๕๔๙ วันที่ไม่แน่นะแต่น่าจะประมาณนั้น

 

สารากร : แปลว่าไม่ใช่คนพื้นที่ แล้วพื้นเพเป็นคนที่ไหน

พนม : เป็นคนจังหวัดชัยภูมิครับ

 

สารากร : เจอน้ำเค็มนี่ชอบหรือเปล่า

พนม : ตั้งแต่มาได้ลงเล่นน้ำทะเลไม่กี่ครั้งเอง มันเหนียว ๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

 

สารากร : แต่มีคนเคยบอกว่า น้ำเกลือในทะเลจะทำให้คนที่เป็นโรคผิวหนัง อาการดีขึ้นนะ

พนม : อันนี้ไม่รู้แฮะ แต่ถ้าให้เชื่อคงยัง

 

สารากร : ไม่ลองดู

พนม : ลองอะไร

 

สารากร : ลองลงทะเลรักษาผิวหนังไง

พนม : เคยลงแล้ว คัน ๆ ๆ เป็นโรคผิวหนังเลย

 

สารากร : แปลว่าแพ้น้ำเค็ม แบบนี้ทฤษฎีนั้นคงใช้กับออดไม่ได้

พนม : ป่าวหรอก ลงแล้ว ไม่ได้อาบน้ำจืด วันนั้นไปลงชุมชนที่เกาะมุกด์ ไปหาหอยชักตีนกับชาวบ้าน ขึ้นมาน้ำไม่มี ต้องเดินไปไกลจะได้อาบบวกกับขี้เกียจ เลยไม่อาบ (หัวเราะ)

 

สารากร : อยู่กับชาวบ้าน รู้สึกยังไงกับพวกเขาบ้าง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในพื้นที่ใช่ไหม

พนม : ก็เราไปทำงานช่วยเหลือด้านกฎหมาย ทีแรกมันก็ได้ไมตรีจากเขามาก่อนแล้วพอเข้าไปเราไม่ได้ทำตัวเหนือเขา คุยแบบเป็นเพื่อนเป็นลูกเป็นหลาน ความสัมพันธ์มันก็เลยไปด้วยดี

 

สารากร : ชาวบ้านส่วนมากยากจนใช่ไหม

พนม : ก็มีหลากหลายนะ มีทั้งชุมชนชาวประมง มีพ่อค้า ผู้รับเหมาก็มี

ส่วนมากเป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำนะ

 

สารากร : เคยเจอใครที่เป็นโรคเรื้อนบ้างหรือเปล่า

พนม : เคย ๆ

 

สารากร : เป็นลูกความหรือเปล่า

พนม : เปล่า

 

สารากร : แล้วเขาเป็นใครกัน

พนม : พี่ ๆ ที่รู้จักกัน

 

สารากร : อาการของเขาหนักมากไหม ช่วยอธิบายสิ่งที่พบสักหน่อย

พนม : อาการคัน ๆ ก็ไม่เห็นมี แต่สังเกตว่านิ้วเขาผิดปกติ เลยไม่แน่ใจ

 

สารากร : คิดยังไงกับโรคเรื้อน ที่เป็นโรคติดต่อ  กลัวไหมถ้าไปคลุกคลีกับคนป่วย

พนม : ก็ไม่เห็นเป็นไรนะ เขาเป็นโรคก็ทุกข์พออยู่แล้ว ถ้าเราทำท่ารังเกียจมันก็จะทำร้ายจิตใจเขาจะทุกข์ยิ่งกว่า

 

สารากร : เคยดูสารคดีเรื่องหนึ่ง ที่มีผู้หญิงเป็นโรคเรื้อน ตั้งแต่แรกสาวเธอเก็บตัวเองในบ้านจนแก่ ไม่มีใครดูแล คิดยังไงถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง จะเก็บตัวในบ้านแบบนั้นไหม

พนม : ตอบยากนะ ถ้าเราตกอยู่ภาวะนั้นจริง ๆ อาจทำเหมือนเขาก็ได้ แต่ให้ตอบตอนนี้ก็คงไม่ทำแบบนั้น ต้องอยู่ให้ได้ในสังคม

 

สารากร : สังคม..น้อยมากที่จะยอมรับคนพิการ หรือติดเชื้อโรคร้าย เห็นได้จากการกีดกันทั้งทางกิริยาและอื่น ๆ ในฐานะนักกฎหมายตรงนี้พอจะมีแนวทางอะไรบ้างไหมที่ช่วยปลุกจิตใจคนให้รู้สึกถึงค่าของคนที่มีเท่า ๆ กัน

พนม : ที่ทำและคิดตลอดคือ เชื่อว่าคนเรามีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง แก่ เด็ก ชาติใด  เราก็จะพยายามทำความเข้าใจและผลักดันแนวคิดนี้ให้ออกสู่คนหมู่มาก ถ้าเขาเข้าใจเรื่องสิทธิของแต่ละคนแล้วเขาก็จะเห็นคนติดเชื้อเป็นคนคนหนึ่งที่มีสิทธิที่จะดำรงและใช้ชีวิตในสังคม

 

สารากร : คิดว่า ในสังคมเราจะลดช่องว่าง ระหว่างความต่างไม่ว่าเรื่องใดได้บ้างไหม

พนม : เชื่อว่าเป็นไปได้ แต่มันอาจจะยากและต้องใช้เวลา เพราะคนเรามักเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองเป็นทุนเดิมอยู่  จะไปให้ถึงตรงนั้นคงต้องทำงานทางความคิดกันมาก

 

สารากร : ถ้ามีคนบอกว่า คนเป็นโรคเรื้อน ก็ไม่ต่างจากสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่งล่ะ คิดยังไงกับคำคำนี้

พนม : มันดูจะเป็นการไม่เคารพความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยนะ คนพูดคงมีทรรศนะคติที่แย่มาก ๆ

 

สารากร : อยากฝากความคิดเห็นอะไรถึงเพื่อนร่วมสังคมบ้าง

พนม : ก็อยากจะบอกว่าคนเราอยู่กันเป็นสังคม จะอยู่คนเดียวไม่สนใจใครคงลำบาก คืออยากให้นอกจากทำเพื่อตัวเองแล้ว ก็คิดถึงและทำเพื่อคนอื่นบ้าง ไม่ต้องเรื่องใหญ่โตหรอกแค่เข้าใจ และแสดงความมีน้ำใจต่อกันก็พอแล้ว เราอยู่ที่ไหนก็ทำดีได้

 

เราอาจต้องใช้เวลากันทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้จิตใจของตนเองและทำความเข้าใจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามสภาพการณ์ต่าง ๆ วันหนึ่งเราอาจใจหายก็ได้ที่ค้นพบว่า หากเราพิการ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย คนที่เคยพูดภาษาเช่นเดียวกันนั้น อาจมองเห็นเราเป็นสัตว์ประเภทอื่นที่ต่างออกไป ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้เกิดเช่นนั้นเลย เพราะนี่คือความโหดร้ายหนึ่งเดียวที่ทำให้เราได้คำตอบว่า ทำไมสงครามจึงเกิดขึ้น และนั่นคือหายนะของโลก 

.

.

สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๙

 


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: