เราสวนทางกันในวินาทีที่เราสบตากัน

1 03 2009

ปลิวไปตามรมณ์ โดย ปรัชญา พงษ์พานิช

เราสวนทางกันในวินาทีที่เราสบตากัน

.


.

เรา กอดก่ายกันอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาวหม่นผืนบาง เธอสัมผัสฝ่ามืออุ่นบนแผงหน้าอกของผม ผมก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากของเธอ เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมและส่งยิ้มละมุน

‘เหตุใด หญิงสาววัยสดใส น่ารัก จึงเลือกที่จะหันมาประกอบอาชีพนี้–หรือเธอไม่มีทางเลือก’ เป็นคำถามที่ผุดพรายขึ้นในใจเงียบ ๆ

เธอซุกหน้าและสัมผัสริมฝีปากที่ซอกคอของผมอย่างนุ่มนวล

ผมยิ้มและกุมมืออันอบอุ่นของเธอ

“ไปทำงานกับพี่ไหม”

ผมพยายามเสนอทางเลือกให้เธอ

.   .

******************

.

ถนนลาดยางมะตอยสายยาวพาผมผ่านทิวเขาสลับซับ ซ้อน บ่อยครั้งที่เส้นทางนี้พาผมหลบหนีจากความวุ่นวายสับสน เพื่อไปพบกับความเงียบสงบจากธรรมชาติ

เขามักจะยินดีเสมอเมื่อผมตัดสินใจย้ายตัวเองไปอยู่กับเขา แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เขาจะพาผมขึ้นรถปิคอัพขับพาชมความงดงามของภูมิประเทศ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอ เมื่อความมืดค่ำเดินทางมาเยี่ยมเยือน เขาจะพาผมไปหาความสำราญในแบบวิถีของผู้ชายทั่วไป (??)–

ยามใดที่เบียร์หมดไปแล้วสามสี่ขวด เขาจะตบที่บ่าของผมเบา ๆ แล้วบอกกับผมว่า “รอแป๊บเดี๋ยวมา”

เสียงเพลงของนักร้องสมัครเล่นขับกล่อมให้ผมละเมียดเบียร์ที่เหลือได้อย่างไม่ขัดเขิน

ผมประเมินเวลาหลังไฟระยิบระยับหลากสีสันดวงสุดท้ายดับลง ผู้คนมากมายหนีหายไปจนสิ้น คงราวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่งโมง เขาถึงจะกลับออกมา โดยปกติผมจะนั่งรออยู่ที่ท้ายกระบะสูบบุหรี่เงียบ ๆ ในความสลัวและความเงียบสงัดเพียงคนเดียว

แต่แล้วในวันหนึ่ง…

เธอก็มาปรากฏกายอยู่ข้าง ๆ ผม เธอยิ้มและพูดกระท่อนกระแท่นในภาษาของผมว่า “ขอบุหรี่ตัวนึงได้ไหม”

ผมควักซองบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ เคาะบุหรี่ออกมามวนนึง แล้วยื่นให้เธอ เธอรับบุหรี่และนั่งลงข้าง ๆ ผมที่ท้ายกระบะรถ

“ขอไฟแช็กด้วยได้ไหม”

ผม ยื่นไฟแช็กให้เธอ เธอจุดบุหรี่สูบและระบายควันออกมาทางจมูก ผมจ้องมองเธอจากทางด้านข้าง ในความสลัวรางผมเห็นผู้หญิงสะสวยคนหนึ่ง ผิวขาวสะอาด ผมดำขลับยาวสลวยเหยียดตรง จมูกเชิดเล็กน้อย กำลังเหม่อลอย และเฝ้าคำนึงถึงบางสิ่งบางอย่าง

“นอนไม่หลับ” เธอเอ่ยหลังจากที่เงียบไปชั่วครู่

ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสนทนากับเธอด้วยประโยคอะไรก่อนดี ผมได้แต่ยิ้มให้เธอ และเคาะบุหรี่ออกมาจุดสูบ

“รอเพื่อนเหรอ”

ผมพยักหน้าบอกเธอ เธอปิดปากหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกผมว่า “สงสัยจะอีกนาน เมื่อกี้เข้าไปในห้องนั้น เขายังไม่ได้ทำอะไรกันเลย” ผมรู้สึกว่า เธอคนนี้ทำไมถึงได้แสดงกิริยาอาการได้น่ารักและสดใสเช่นนี้ ยามยิ้ม ยามหัวเราะ หรือแม้กระทั่งยามเหม่อลอย ผมอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้

“ทำงานที่นี่เหรอ” เป็นคำถามประโยคแรกที่ทำให้ผมอยากตบปากตัวเอง

เธอพยักหน้า

“ชื่ออะไรเหรอ” เธอตอบผมด้วยภาษาของเธอ ผมทำสีหน้าสงสัย เธอยิ้มและบอกผมว่า “แปลว่า ส้ม”

“อย่างนั้นเรียก ส้ม ได้ไหม” เธอยิ้มและพยักหน้ารับ

.

******************

.

ถนนสายเก่าในเวลานี้ มิใช่เพียงนำผมหลบหนีความวุ่นวายสับสน เพื่อไปพบกับเขา หากยังนำผมไปพบกับเธอ ‘ส้ม’ ผู้ร่าเริงและสดใส

ใน ทุกครั้งที่เขาไปหาความสำราญยามค่ำคืนในแบบของเขา ผมก็จะได้พบเธอ และในระหว่างที่เขาเข้าไปหาความสำราญหลังไฟระยิบระยับหลากสีสันดวงสุดท้าย ดับลง ผมจะมีเธอนั่งคอยพูดคุยเป็นเพื่อนที่ท้ายกระบะรถ

อาจจะเรียกได้ว่า ผมชอบเธอ และแน่นอนที่สุด เธอเองก็ชอบผม เรามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน

ครั้ง หนึ่งผมเคยหยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทยื่นให้เธอสี่ใบ เพราะผมมีความรู้สึกละอายใจที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องทิ้งงานเพื่อมานั่งคุย เป็นเพื่อนกับผม เธอมองหน้าผม ในแววตานั้นมีความรู้สึกหลากหลายปะปนเต็มไปหมด

ผมบอกกับเธอว่า “พี่ให้ พี่ทำให้ส้มเสียรายได้”

ผมไม่มีเจตนาดูถูกหัวจิตหัวใจของเธอเลยแม้แต่น้อย เพียงต้องการให้ความสัมพันธ์ของเราไม่ส่งผลกระทบต่อการงานของเธอ

เธอส่ายหน้าปฏิเสธ และบอกกับผมว่า

“พี่จะเที่ยวก็ได้นะ ส้มไม่คิดเงินพี่หรอก”

ผมยัดธนบัตรเหล่านั้นเข้ากระเป๋ากางเกง และรู้ดีว่า เธอเจ็บปวดเพราะความไม่รู้จักคิดให้ดีก่อนที่จะพูด

.

******************

.

ผมไม่ได้ต้องการเรียกสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ว่าเป็น ‘งานของเธอ’ และเธอไม่ปรารถนาจะให้ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็น ‘งานของเธอ’ ด้วยเช่นกัน

เรากอดก่ายกันอยู่ใต้ผ้าห่ม สีขาวหม่นผืนบาง เธอสัมผัสฝ่ามืออุ่นบนแผงหน้าอกของผม ผมก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากของเธอ เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมและส่งยิ้มละมุน

‘เหตุใด หญิงสาววัยสดใส น่ารัก จึงเลือกที่จะหันมาประกอบอาชีพนี้–หรือเธอไม่มีทางเลือก’ เป็นคำถามที่ผุดพรายขึ้นในใจเงียบ ๆ

เธอซุกหน้าและสัมผัสริมฝีปากที่ซอกคอของผมอย่างนุ่มนวล

ผมยิ้มและกุมมืออันอบอุ่นของเธอ

“ไปทำงานกับพี่ไหม” ผมหมายถึงงานแม่บ้าน งานทำความสะอาด หรือลูกจ้างในโรงงาน อะไรก็ได้ หากเธอตกลง ผมสามารถขอให้คนที่ผมรู้จักฝากเธอเข้าทำงานได้

ผมปรารถนาให้เธอตอบตกลง

เธอส่ายหน้าปฏิเสธ และเอ่ยว่า “ให้ส้มไปอยู่ที่บ้านพี่ได้ไหม ให้เป็นคนรับใช้ก็ได้”

ผมไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่ถามย้ำถึงคำถามก่อนหน้า

เธอยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ “ส้มอยู่ที่นี่ได้ ไม่เป็นอะไรหรอก สบายดีด้วย…”

เธอกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แล้วถามผม “จะเริ่มเลยไหม”

“เริ่มอะไร” ทั้งที่รู้ว่าเธอหมายถึงเรื่องใด แต่ผมกลับแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา

ผม ไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการได้นอนโดยมีเธออยู่ในอ้อมกอดอย่างนี้ แต่เธอคงคิดว่าผมต้องการสิ่งใดอื่นที่มากกว่านี้ อาจเป็นเพราะผมขอให้เธอพาผมไปที่ห้องของเธอ ผมไม่รังเกียจเธอหรืออาชีพของเธอ ผมเพียงอยากจะใช้โอกาสกล่าวลากับเธอ โอบกอดเธอ และจุมพิตเธอ อาจจะนานเป็นปีหรือหลายปี ที่ผมจะไม่มีโอกาสได้มาหาเธอ

ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นประโยคร่ำลาแบบไหนดี–

ผมรู้ว่าเธอมีความต้องการ และเป็นความต้องการที่แตกต่างจากผม ผมขอให้เธอหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างสงสัย

“พี่มีอะไรจะบอก พี่คงไม่ได้มาที่นี่อีก อาจจะนานเป็นปี หรือหลาย ๆ ปี”

ใน แววตาของเธอมีความรู้สึกหลากหลายปะปนเต็มไปหมด เธอลุกขึ้นนั่ง ขอบุหรี่จากผมมวนนึง เธอจุดสูบแล้วขยับไปนั่งห้อยขาที่ปลายเตียง ตลอดเวลาเธอไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

“พี่มาวันนี้ ก็เพื่อมาลาส้มเท่านั้น ไม่ได้ต้องการอะไรอื่น ส้มเข้าใจใช่ไหม”

เธอพยักหน้า…

.

******************

.

เป็นเวลานานกว่าที่ผมจะได้กลับไปหาเขา ไปนั่งรถปิคอัพของเขา เพื่อชมความงดงามของภูมิประเทศ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน

ไม่ มีสิ่งใดเปลี่ยนนับจากวันแรกของการมาเยือนที่นี่ จนถึงวันนี้ที่ผมได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ผมไม่สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่า ที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยน และผมไม่ใช่นักสังเกตการณ์ที่มีคุณภาพ ที่นี่อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่สำหรับผมไม่มีอะไรเปลี่ยนที่นี่ได้

รถ ปิคอัพของเราแล่นไปบนถนนลูกรังขนาดไม่กว้างนัก ฝุ่นสีแดงฟุ้งตลบ แล้วเธอก็สวนทางมา เธอนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์สีน้ำเงินเข้ม เราสบตากัน และสวนทางกัน ในวินาทีถัดมา

“นั่นใช่ ส้ม หรือเปล่า” ผมหันไปถามเขา

เขาพยักหน้า

ผมรู้สึกดีใจ “อย่างนั้นคืนนี้ เราไปเที่ยวกันไหม”

เขาพยักหน้า

“ไปก็ได้ แต่คืนนี้คงไม่ได้เจอส้มหรอกนะ” เขาบอก

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“ส้มมันแต่งงานไปแล้ว มีผู้ชายแก่ ก็ไม่แก่มากหรอก เขามาขอส้มแต่งงาน ส้มมันก็ตกลง ตอนนี้ก็ไปอยู่กินที่บ้านผู้ชายนั่นแหละ”

“แล้วผู้ชายที่ว่านั่น เค้ารักส้มจริงหรือเปล่า” ผมตั้งข้อสงสัย

“ก็คงจะจริงนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเค้าคงไม่กล้าแต่งงานกับผู้หญิงอย่างส้มให้เป็นขี้ปากชาวบ้านหรอก”

ผมรู้สึกดีใจ ดีใจกับเธออย่างบอกไม่ถูก มันทั้งปลาบปลื้ม และอิ่มเอิบ ชีวิตของเธอควรจะไปได้ดี ได้ดีกว่าชีวิตที่ผ่านมา…

เมื่อ สักครู่ตอนที่สวนทางกัน ผมน่าจะส่งยิ้มให้เธอ รอยยิ้มแบบที่ผมมีให้เธอเสมอ และผมอาจจะได้เห็นรอยยิ้มสดใสของเธอ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เราจะไม่ได้พบกันอีกเลยนับจากวินาทีที่เราสบตาและสวนทางกัน

รถปิคอัพของเขาเพิ่มความเร็วขึ้น เมื่อรถแล่นอยู่บนพื้นถนนลาดยางมะตอย

เขาหันมาถามผมว่า

“ว่าไง ตกลงคืนนี้ จะไปเที่ยวด้วยกันไหม…” ·

.

.

.

 



[สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๖]

Advertisements

คำสั่งกระทำ

Information

2 responses

1 03 2009
สิญจน์ สวรรค์เสก

-เราสวนทางกันในวินาทีที่เราสบตากัน-

บ๊ะ! แร่วกัลล์ล์ล์

ว่าท่านยางฯ นำอาร์ตแนวอินดี้หลอนๆ มาเล่นแล้วนา มาเจอะป๋าไอซ์โปรยย่อหน้าแรกด้วยตัวหนังสือแนวอีโรติคเยี่ยงนี้ ทำเอาเลือดลมของผมเดือดพล่านแล้วไหมล่ะ

อืม น่าติดตามๆๆ

มันเป็นความสำราญแบบวิถีของผู้ชายทั่วไป…จิงอ่ะ? สำราญจิงอ่ะ? อืมมม เห็นทีต้องลองมั่งแล้ว

บ่ะเฮ้ย ตอนจบไหงเป็นงั้น…

เอาเทอะๆ ขอให้ส้มมีชีวิตที่ดีกับชายแก่ก็แล้วกันนะขอรับ

ว่าแต่ว่า…ผมชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ของท่านนะท่านป๋า เขียนได้ดี อารมณ์ต่อเนื่องดีครับ

4 03 2009

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: