เทพนิยายนายกระดุม

1 03 2009

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

เทพนิยายนายกระดุม

.

.

ปี 1979 ภาพยนตร์เรื่อง Alien เปิดตัว ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญแนวใหม่ที่รวมเอาสัตว์ประหลาดเข้ากับหนัง sci-fi กลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จ แล้วขึ้นแท่นหนังอมตะไปตลอดกาล เป็นมาสเตอร์พีซเรื่องหนึ่งของผู้กำกับ Ridley Scott ที่กลับมาโด่งดังอีกครั้งจาก Gladiator และ Alien ยังสร้าง ซูเปอร์สตาร์ฝ่ายหญิงขึ้นมาอีกคนคือ Sigourney Weaver จากความสำเร็จมหาศาลของ Alien จึงเกิดภาคต่อในอีก 7 ปีต่อมา

ปี 1986 ในชื่อเรื่องว่า Aliens ไม่มีคำว่าภาค 2 แต่ใช้ s เติมแทน เพราะว่าคราวนี้ Alien มีหลายตัวเลย ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก Ridley คือ ผู้กำกับฉายา King of the world : James Cameron นั่นเอง Aliens ของ Cameron ประสบความสำเร็จมากกว่าภาคแรกเสียอีก ด้วยความที่ทำหนังออกมาได้สนุกตื่นเต้นขึ้นแท่นหนังอมตะ ส่งผลให้ตัวประหลาด Alien กลายเป็นตัวละครทรงคุณค่าไปตลอดกาล ยังผลให้ความกดดันมาอยู่ที่ผู้กำกับที่จะมารับช่วงต่อจากผู้กำกับระดับพระ กาฬทั้งสอง

Alien 3 ถือกำเนิดในปี 1992 ผู้ที่มารับผิดชอบคือ David Fincher พลิกล็อคมากตรงที่ Fincher เป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ไม่เคยมีผลงานกำกับหนังสักเรื่องเดียวเลย เคยทำแต่มิวสิควีดีโอ แต่ถูกคัดเลือกให้มารับผิดชอบโปรเจ็คต์ใหญ่มูลค่า 63 ล้านเหรียญ ที่ตอนนั้นทุนระดับนี้ถือว่าสูงพอสมควร ภาคนี้ Sigourney Weaver ยอมโกนผมเพื่อรับบทนำใน Alien 3 หนังเป็นที่คาดหวังสูงของทั้งสตูดิโอ ทีมงานและคนดู ผลออกมา Alien 3 ขาดทุน ได้เงินแค่ 55 ล้านเหรียญในอเมริกา คนที่รับเสียงด่าไปเต็ม ๆ คือผู้กำกับ Fincher ที่โดนด่าทับว่า “มือไม่ถึง” แทบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดครับ

เรื่อง ราวของ Fincher ที่ล้มตั้งแต่ก้าวแรกเนี่ย เป็นบทเรียนสอนใจสำหรับคนทำงานได้ดี เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะอีกหลาย ๆ คนคงกลับไปทำมิวสิควีดีโอเหมือนเดิมดีกว่า แต่ Fincher ไม่ยอมแพ้ครับ เขากลับไปตั้งหลักทำมิวสิควีดีโออีก 3 ปี แล้วกลับมาพิสูจน์ฝีมือให้โลกเห็นว่า เขาก็มีฝีมือนะโว้ย

ปี 1995 se7en ออกสู่สายตาผู้ชม กลายเป็นหนัง ทริลเลอร์ ที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง แต่ทว่าชื่อเสียงดูจะเน้นหนักไปทาง Andrew Kevin Walker คนเขียนเรื่องเสียมากกว่า Fincher จึงตอกย้ำความสำเร็จและความสามารถของตัวเองใน The game (1997), Fight Club (1999), Panic room (2002) ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครพูดถึง Fincher คนที่เคยพลาดพลั้งกับ Alien 3 อีกต่อไป ชื่อ David Fincher จึงกลายเป็นผู้กำกับคุณภาพที่มีคนคอยติดตามผลงานเรื่อยมา ถ้าเพียงแต่ เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เจ็บช้ำกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้วหันหลังให้กับวงการ ภาพยนตร์ในวันนั้นก็จะไม่มีวันนี้ที่เขาจะได้จับโปรเจ็คต์ใหญ่ใน The Curious Case of Benjamin Button ที่ได้ทุนสร้างถึง 150 ล้านเหรียญ เป็นหนังที่คาดหวังทั้งเงินและรางวัล ถึงแม้จะถูกบดบังจากรัศมีของ Slumdog Millionaire แต่ก็ถือว่าออสการ์ได้อ้าแขนต้อนรับให้เข้าชิงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 13 รางวัลในปีนี้ ทางด้านตลาด วันที่ผมเขียนอยู่ก็ได้เงินเฉพาะในอเมริกาไปแล้ว 122 ล้านเหรียญ ถ้ารวมกับรายได้นอกอเมริกาก็ถือว่าไม่เจ็บตัวแล้ว ในห้าเรื่องที่เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ นอกจาก Slumdog Millionaire แล้ว The Curious Case of Benjamin Button ก็จัดได้ว่าเป็นหนังดีที่ดูง่ายดูได้เพลินเรื่องหนึ่ง ผิดกับ The Reader, Frost/Nixon ที่ต้องใช้ความพยายามในการดูมากกว่าปรกติ เรียกว่าถ้าไม่รักในการดูอาจหลับเอาง่าย ๆ เลย

เมื่อดู The Curious Case of Benjamin Button แล้วก็อดจะเอาไปเปรียบเทียบกับ Forrest Gump หนังในดวงใจของหลาย ๆ คนไม่ได้ ด้วยเพราะการดำเนินเรื่องในเชิงชีวประวัติคล้าย ๆ กัน และคนเขียนบทคนเดียวกันคือ Eric Roth หนังเล่าชีวิตตัวละครตัวหนึ่งตั้งแต่เด็กจนโต แต่เมื่อดูจบแล้วความประทับใจยังห่างกันหลายขุม เหตุเพราะForrest Gump มีซีนที่โดดเด่นออกมาโดนใจทุก ๆ 20-30นาที  Gump ไปเดินเรือ ไปตีปิงปอง ไปวิ่ง  ในขณะที่ Benjamin เรื่องราวจะหนักไปทาง Love Story ถ้าตัดเรื่องการเติบโตที่ย้อนวัยจากแก่ไปเด็ก ชีวิตของ Benjamin แทบจะเรียบง่ายมาก

หนังเล่าเรื่องราวของ Benjamin Button ผ่านไดอารี่ของเขาเอง ที่ Caroline ลูกของเขาอ่านให้แม่ Daisy ในช่วงเวลาที่ใกล้สิ้นลมบนเตียงในโรงพยาบาล

เรื่อง เริ่มในปี 1918 ที่ Benjamin เกิดในวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 แม่ของ Benjamin เสียในวันที่เขาเกิด และด้วยสภาพแรกคลอดที่เหี่ยวเหมือนกันคนวัย 80

Robert พ่อของเขาจึงนำ Benjamin ไปวางทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงคนชรา พร้อมกับเงิน 18 เหรียญ Queenie ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงคนชราพบและอุปการะ Benjamin ไว้ในฐานะลูกชายของเธอเอง โดยไม่รังเกียจแต่อย่างใด ด้วยสภาพที่แก่แต่กำเนิด ทำให้ Benjamin เติบโตได้อย่างกลมกลืนกับคนแก่รอบข้างทั้งหลาย ในแต่ละวัน Benjamin ได้เรียนรู้ รับรู้ข้อคิดดี ๆ จากคนชราเหล่านี้ แล้วแต่ละคนก็ทยอยล้มตายไปในขณะที่ Benjamin กลับอ่อนวัยลง

และ ในสถาน ที่นี้ Benajmin ได้พบกับ Daisy เด็กสาววัย 5 ขวบ ที่มาหาย่าของเธอ เด็กสาววัย 5 ขวบ กับเด็กชายวัย 7 ขวบในร่างชายชรา เล่นกันไปตามประสาเด็ก ๆ แต่ละปีผ่านไปก็เริ่มผูกพันกัน เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น ชีวิตในโลกภายนอกของ Benjamin ก็เริ่มต้นขึ้น เขาสมัครเข้าเป็นกะลาสีเรือ ทำงานหนักแต่ก็สนุกที่ได้เผชิญโลกกว้าง Benjamin ตัดสินใจออกจากสถานรับเลี้ยงคนชราไปทำงานประจำบนเรือ กัปตันเรือ Mike Clark เป็นคนที่สอนอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตให้เขา พาเขาไปรู้จักสุรา นารี ช่วงหนึ่ง Benjamin ได้มาพักที่ท่าเรือรัสเซีย และได้รู้จักกับ Elizabeth รับบทโดย (Tilda Swinton ออสการ์สมทบหญิงปีที่แล้ว) ภรรยาท่านทูตที่มาพักโรงแรมเดียวกับเขา ทั้งคู่นัดพบกัน พูดคุยกันทุกหลังเที่ยงคืน Elizabeth เป็นชาวอังกฤษที่มีความใฝ่ฝันจะเป็นคนแรกที่ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษ Elizabeth เป็นหญิงคนแรกที่มอบจูบให้กับเขา ก่อนที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นเรื่องเซ็กส์ แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง Elizabeth ก็หายไปจากชีวิตของเขา

แต่ คนที่ Benjamin รักที่สุดคือ Daisy ในวัย 26 Benjamin กลับไปพบกับ Daisy ขณะที่เธอแสดงบัลเล่ต์อยู่ แล้วก็พบว่าเธอมีคนรักอยู่แล้ว

วัน หนึ่งที่ Benjamin กลับมาที่นิวออร์ลีน พ่อของเขาก็กลับมาในฐานะเพื่อนร่วมดื่ม ก่อนที่จะบอกความจริงกับ Benjamin ในบั้นปลายชีวิตของเขา เพื่อที่จะยกมอบสมบัติ กิจการผลิตกระดุมให้กับ Benjamin ในวัย 40 กว่า  แล้ววันหนึ่ง Daisy ก็กลับเข้ามาในชีวิตของ Benjamin อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่มีความสุขที่สุด Benjamin มีพร้อมทุกอย่าง เงินทอง สมบัติจากตระกูล

แล้ว Daisy ก็คลอดลูกสาว Benjamin เกิดความกังวล ว่าชีวิตครอบครัวจะต้องมีปัญหา ลูกจะต้องเติบโต แล้วตัวเขาจะต้องกลับเด็กลงกว่าลูกของเขาเอง

ไว้ไปดูต่อกันเองนะครับว่า Benjamin จะตัดสินใจอย่างไร ผมเล่าคร่าว ๆ ข้าม ๆ มาก เพราะหนังสองชั่วโมงสี่สิบนาทีมีรายละเอียดเยอะมาก

มี หลาย ๆ จุดในเรื่องนี้ ที่ผมอยากจะพูดถึง อย่างแรกเลย คือ สาระ ข้อคิด ที่เป็นความสามารถส่วนตัวของ Eric Roth คนเขียนบท ที่เคยหยอด วลี ติดปากคนทั้งโลกมาแล้ว "Life was like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get." มาเรื่องนี้ ในสังคมคนแก่ เลยมีข้อคิดจากคนชราที่คอยแนะนำสั่งสอน Benjamin มากเป็นพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ คำที่ Queenie พร่ำสอนลูกชายของเธอ “you never know what’s comin’ for ya” อีกประโยคหนึ่งที่ Mrs. Maple หญิงชราคนหนึ่งในบ้านพูดกับ Benjamin วัย 7 ขวบหลังจากที่ Benjamin บอกเธอว่า เขาไม่ได้แก่ลงแต่กลับหนุ่มขึ้น

“Benjamin, we’re meant to lose the people we love. How else would we know how important they are to us?”

“เราต้องเผชิญกับการสูญเสียคนที่เรารัก แต่ก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่า พวกเขามีค่าต่อเราขนาดไหน”

ยังมีอีกหลาย วลี ดี ๆ ที่ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาสได้ดูและจดจำไว้ได้ก็ถือว่าได้เก็บเกี่ยวส่วน ๆ ดีของหนังไว้ได้ครับ

ถึง แม้ Brad Pitt จะได้เข้าชิงออสการ์ดารานำชาย จากบทบาทของ Benjamin Button ซึ่งสุดท้ายก็ต้องยกรางวัลให้ Sean Penn ไป บทของ Benjamin Button ไม่มี scene ที่ Pitt จะได้แสดงอารมณ์แรง ๆ เหมือนตอนเข้าชิงจาก Babel ด้วยซ้ำ ถ้าจะเห็นข้อดีของบทหรือการแสดงของ Pitt กลับไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่เป็นการแสดงบุคลิกท่าทางเลียนแบบคนแก่ในวัย 80 ที่เดินโดยใช้ไม้เท้า ไม้ค้ำกระโผลกกระเผลกเสียมากกว่า  ส่วนที่ผมมองว่าเป็นพระเอกของเรื่องกลับเป็นงาน Make up ที่ดูโดดเด่นจนได้ ออสการ์ ปีนี้ไปครอง ฝีมือแต่งหน้าทำให้ดูแล้วเชื่อได้ว่า Pitt เป็นคนแก่วัย 80 จริง ๆ ถือว่าเป็นงานหนักหนามาก ๆ ในเรื่องนี้ เพราะต้องลดอายุของ Pitt ลงทุก ๆ ครั้งที่ปรากฏตัวบนจอ จากวัย 80–70-60-50 กว่าจะเป็นสภาพปัจจุบันที่ไม่ต้อง Make up ก็เข้าไปชั่วโมงสุดท้ายของหนังแล้ว  ไม่ใช่เก่งแค่แต่งให้แก่อย่างเดียว ฉากที่ Make up ให้ดูเด็กลงก็ดูสมจริงมาก Pitt ในวัยรุ่น ช่วงท้ายของหนังหล่อมาก ๆ เชื่อว่าสาว ๆ กรี๊ดเป็นแน่ แม้แต่ตัว Pitt เองก็น่าจะภูมิใจที่ได้เห็นตัวเองในวัยรุ่นอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ Pitt Cate Blanchett ในบท Daisy นางเอกของ Pitt เรื่องที่ 2 หลังจากเจอกันใน Babel

Cate ในเรื่องนี้ก็ปรากฏตัวในวัย 22 ปี ได้สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นเธอมาเลย

ส่วน งานแสดงที่โดดเด่นและได้เข้าชิงออสการ์สมทบหญิงปีนี้ คือ Taraji P. Henson ในบท Queenie แม่ของ Benjamin ที่ถ่ายทอดบทแม่เลี้ยงที่รัก Benjamin ได้อย่างกับลูกจริง ๆ ในฐานะคนดู ยังรู้สึกว่าเธอเป็นแม่ที่น่ารักจริง ๆ วันที่ Robert มาสารภาพว่าเป็นพ่อ เธอเองยังโกรธแค้นแทน Benjamin ที่โดนทอดทิ้งให้เธอเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ

อีก ส่วนที่ดูโดดเด่นจนกวาดออสการ์ไปอีกตัว คืองาน Visual Effect ที่สามารถย่อส่วน Brad Pitt ให้เป็นเด็ก 7 ขวบ เดินไปเดินมาบนจอได้อย่างกลมกลืน ผมว่าน่าจะเป็นเทคนิคเดียวกับตอนที่ทำกับเหล่า ฮอบบิทน้อย ใน The Lord of The Rings แน่ๆ

The Curious Case of Benjamin Button เป็นหนังดีมาตรฐานออสการ์เรื่องหนึ่ง ความสนุกพอประมาณ พูดได้ไม่เต็มปากว่า ต้อง ดู ยังไปไม่ถึงขั้นหนังอมตะ ที่จะประทับใจผู้ชมในวงกว้าง ผมเชื่อว่า David Fincher คงยังไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ปีต่อ ๆ ไปเชื่อว่าคงได้เห็น Fincher ขึ้นเวทีรับรางวัล ออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นแน่

เอาใจช่วยไกล ๆ ครับ…

.

THEJUI

 

 



[สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๖]

 

Advertisements

คำสั่งกระทำ

Information

2 responses

1 03 2009
สิญจน์ สวรรค์เสก

-เทพนิยายนายกระดุม-

อืมมม หนังเรื่องนี้มีส่วนคล้าย Forrest Gump หลายแง่เหมือนท่านว่าจริงๆ นะขอรับ แต่ก็นับว่าผู้เขียนบทเข้าใจผูกเรื่อง,สร้างพล็อตได้แปลกดี ที่ให้เด็กแรกเกิดเหมือนคนแก่แล้วค่อยๆ หนุ่มขึ้นเมื่อโตมา

อืมมม หากมีโอกาสคงได้ดูบ้างล่ะท่าน

ทว่า…แฮ่ม! ขอเชียร์หนังในดวงใจเสียหน่อย ไม่ทราบว่าท่านได้ดู Seven Pounds หรือยังขอรับ เป็นหนังที่ผมชอบมากกกกกกกก อยากให้ท่านได้ดูหนังเรื่องนี้บ้างน่ะพระคุณ

3 03 2009
gigga'G

แวะมาติดตามผลงานค่ะ พี่จุ๋ย

keep walking นะคะ

เก๋ค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: