มูซาชิ : ฉบับท่าพระจันทร์

1 03 2009

Book Review โดย (…)

มูซาชิ : ฉบับท่าพระจันทร์

.
.

อากาศร้อนลอยตัวขึ้นบน มวลลมไหลเนืองเข้าแทนที่ความว่างเปล่า ทดแทนเติมเต็มมิให้อันตรธานหาย สรรพสิ่งล้วนจุนเจือซึ่งกันและกัน

เก่าไปใหม่มา ชีวิตหรือ ก็มีเท่านั้น

ข้าพเจ้าหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้น มาอ่านฆ่าเวลา (แม้การฆ่านั้นจะไม่มีศพก็ตามที) ในระหว่างที่อายุค่อย ๆ มากขึ้นในเชิงจำนวน ทว่าลดลงในเชิงสัจธรรม  มันเป็นหนังสือเล่มหนาพอดู  คะเนจากน้ำหนักน่าจะตกอยู่ที่ ๖๐๐ หน้า เนื้อหาภายในเกี่ยวกับซามูไรญี่ปุ่นคนหนึ่ง เรื่องเล่าว่าเขาผ่านการต่อสู้ทั้งหมด ๖๐ ครั้ง ไม่เคยแพ้แม้เพียงครั้งเดียว ทว่าสิ่งที่เขาใช้เวลาฝึกฝนขัดเกลาตัวตนอยู่ช้านานกลับเป็นตัวตนของเขาเอง

เรื่อง ราวนั้นบอกเล่าชีวิตของคนผู้หนึ่งนับตั้งแต่วัยหนุ่ม ที่เดินทางไปตามสัญชาตญาณของวัย จนพบกับจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต จุดสูงสุดของชีวิต และจุดสุดท้ายคือปล่อยวางสู่ความว่างเปล่า (สุญญตา)



มูซาชิ : ฉบับท่าพระจันทร์

จากอมตะนิยายเรื่อง มิยาโมโต้ มูซาชิ ของนักเขียนชาวญี่ปุ่น โยชิคาวา เอญิ  เรียบเรียงโดย : สุวินัย ภรณวลัย

เนื้อหาภายในแม้จะกล่าวถึงความเป็นนักสู้ผู้หนึ่ง นักฝึกฝนพัฒนาตัวเองผู้หนึ่งก็ตามที ทว่าบุคคลที่รายรอบนั้น จะมองข้ามไปเสียก็หาได้ ด้วยเพราะบุคคลเหล่านี้นับเป็นขบวนขับเคลื่อนสำคัญในการแปรเปลี่ยนวิถีดาบ ซามูไรของชายหนุ่มผู้หนึ่ง บุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ผู้สูงอายุทั้งสิ้น

มูซาชิ เดิมนั้นเป็นบุตรชายของซามูไรในสังกัดของ อิชิดะ มิสุนาริ ฝ่ายตะวันตก ชื่อ มูนิไซ ซึ่งได้ทำสงครามแย่งชิงอำนาจการปกครองกับฝ่ายตะวันออก เด็กชาย ทาเกโช (ชื่อเดิมของ มูซาชิ) มีความใฝ่ฝันในภาพของชื่อเสียงและฝีมือซามูไร จึงเข้าร่วมสงครามด้วยตั้งแต่อายุ สิบเจ็ดปี

สงครามเสร็จสิ้น ฝ่ายตะวันตกพ่ายแพ้เพราะเกิดการหักหลัง ทาเกโชรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ตกเป็นเชลยสังคม เขาต่อสู้แบบหมาจนตรอก และรอดชีวิตเสมอ ไม่ต่างจาก ‘นักล่า’

บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการนำพามูซาชิให้เดินเข้าหาวิถีที่ถูกต้องท่านแรกคือ พระเซ็นรูปหนึ่งมีนามว่า ทากุอัน

เพราะได้ช่วยเหลือ โอซือ หญิงคนรักของมูซาชิจากความหัวงูของซามูไรผู้หนึ่ง ทากุอันรับปากว่าจะอาสาจับตัวมูซาชิด้วยตัวเอง หากแต่ว่า เมื่อจับตัวได้แล้ว วิธีการลงโทษนั้น ทากุอันขอเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งภายหลังมูซาชิก็ยินยอมให้ท่านทากุอันจับตัวโดยง่าย

“พวกอาตมาปีนเขาขึ้นมานี่เพื่อจับเธอน่ะ ทาเกโช!!!”

ผมไม่รู้สึกตกใจเลยกับคำตอบเช่นนี้ของทากุอัน แต่ผมแปลกใจเท่านั้น ทากุอันพูดตะล่อมผมต่อไปว่า

“ไหน ๆ เธอก็ไม่มีวันรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้หรอกนะ ทาเกโช เพราะฉะนั้น ถ้าต้องถูกจับแล้ว เธอควรยอมให้ ’เชือกแห่งธรรมะ’ ของอาตมาเป็นผู้มัดตัวเธอไปดีกว่ามิใช่หรือ เพราะอย่างน้อยวิธีการของอาตมาก็ยัง ’มีความเป็น’ มากกว่าวิธีการจับของพวกทหารเหล่านั้นมากนัก จริงมั้ย”

“แต่ผมไม่อยากถูกจับนี่ครับ?”

“ฟังให้ดี ทาเกโช อาตมาเข้าใจความรู้สึกของเธอดีว่า เธอคิดจะสู้จนตัวตาย แต่คิดดูให้ดีนะ เธอแน่ใจแล้วหรือว่าเธอจะชนะ?”

“ชนะใครหรือครับ?”

“ก็ชนะพวกมนุษย์ที่เธอเกลียด ชนะกฎหมายบ้านเมือง และชนะตัวเธอเองน่ะซิ!!”

เหมือนฟ้าเปรี้ยงผ่าเข้ามาที่ใจกลางกระหม่อมของผม ใบหน้าของผมบิดเบี้ยวราวกับจะร้องไห้

“ผมคงแพ้แน่นอนครับ แต่ถึงจะแพ้ ผมก็จะใช้ดาบของผมฆ่าฟันไอ้พวกคนที่ผมเกลียดนี้ให้มากที่สุดให้จงได้ ผมจะฟันพวกมัน ฟัน!! ฟัน!! ฟัน!! พวกมัน”

“แล้วพี่สาวของเธอล่ะ ทาเกโช? โอกินพี่สาวเธอที่ตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในคุกด่านฮินางูระอยู่ล่ะ เธอจะทำยังไง?”

“…” ผมถึงกับนิ่งอึ้งเมื่อเจอไม้นี้ของทากุอัน เขารีบกล่าวสำทับอีกว่า

“พี่สาวที่แสนจะอ่อนโยนและรักน้องอย่างโอกิน กับชื่อเสียงของพ่อเธอของตระกลูเธอ ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลอาคามัทสุที่ โด่งดังนี่เล่า เธอจะทำอย่างไรหือ ทาเกโช?”

ผมยกมือปิดหน้าพร้อมร้องไห้ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“ผมไม่ทราบครับ ฮือ.. ฮือ.. จะเป็นอย่างไรก็ช่างครับ ฮือ.. ฮือ..”

“เจ้าโง่!!”

ทากุอันตวาดใส่ผม พร้อมทั้งต่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้าผมอย่างเต็มแรงหนึ่งหมัด โดยที่ผมไม่ได้ต่อต้านเลย

“เจ้าเด็กอกตัญญู!! ทากุอันคนนี้จะลงโทษเจ้าแทนพ่อแทนแม่แทนบรรพบุรุษของเจ้าให้ นี่แน่!! เจ็บมั้ย นี่แน่ะ!!”

“เจ็บครับ”

“ถ้าเจ็บแสดงว่าเธอยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่… โอซือ หนูไปหยิบเชือกนั้นมามัดทาเกโชที เร็วเข้าสิ มัวหวาดกลัวอยู่ทำไม ทาเกโชเขายอมให้พวกเรามัดตัวแล้ว เพราะเชื่อที่จะมัดตัวเขาเส้นนี้มิใช่ ’เชือกแห่งอำนาจรัฐ’ แต่เป็นเชือกแห่ง ’เมตตาธรรม’!!”


จากตอน : ถูกจับด้วยเสียงขลุ่ย

หลังจากถูกจับได้ ทาเกโชถูกทากุอันทำโทษโดยให้ไปนั่งอ่านหนังสือใน ’ห้องแสงธรรม’ เป็นเวลาสามปีที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น มีเพียงหนังสือธรรมะและตัวเอง

ทาเกโชออกจากห้องแสงธรรมพร้อมกับชีวิตใหม่ จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น มูซาชิ นั่นเป็นเพียงตอนจบของการเป็นนักล่า มูซาชิจ้องผ่านการฝึกฝนในการเป็นนักรบ และในท้ายสุด สิ่งที่เขาต้องเอาชนะหาใช่คู่ต่อสู้ หากแต่เป็นตัวของเขาเอง

จากผู้อ่าน : ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อรวมครั้งนี้ก็นับว่าเป็นครั้งที่สามแล้ว ทว่าในการอ่านแต่ละครั้ง ในวันเวลาที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ค้นหาและเก็บเกี่ยวได้ก็แตกต่างกันไปเช่นกัน ครั้งแรกนั้นอ่านเพราะเป็นหนังสือของนักต่อสู้ ดาบซามูไรและฉากต่อสู้อันดุเดือด ครั้งต่อมาข้าพเจ้าอ่านลึกลงไปในวิถีฝึกฝน ข้าพเจ้าหาได้มองเห็นเลือดและคมดาบ หากแต่เห็นถึงการฝึกตนอย่างแท้จริง

และครั้งนี้ ข้าพเจ้ามองย้อนกลับออกมาภายนอก มองถึงสิ่งแวดล้อมที่กอปรให้เกิดวิถีของมูซาชิ สิ่งต่างล้วนหนุนนำให้เขาเดินทางเข้าสู้ครรลองอันควรจะเป็น

มูซาชิหาได้เป็น หมาป่าเดียวดาย แต่มีอะไรและใครอีกมากมายรอบข้างเขา เพื่อเสริมส่งขัดเกลาให้งดงาม

หินกรวดไม่สามารถกลมกลึงเกลี้ยงเกลาด้วยตัวมันเองฉันใด

ชีวิตคนก็เป็นเช่นนั้น ดุจเดียวกัน ·

.

.



[สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๖]

Advertisements

คำสั่งกระทำ

Information

One response

1 03 2009
สิญจน์ สวรรค์เสก

-มูซาชิ : ฉบับท่าพระจันทร์-

เคยอ่านมานานแล้วล่ะขอรับท่านพี่ เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านสนุกดีครับ

ตามความคิดของผม ผมว่าวิถีของซามูไรนี่ก็คงจะเหมือนวิถีกระบี่ของจีนและวิถีดาบของไทยนั่นแหละครับ คือต้องเข้าถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดาบให้ได้ ข้ามพ้นความกลัวทั้งหลายทั้งมวล แม้ตายก็บ่ยั่น เมื่อนั้นถึงจะสำแดงเพลงดาบได้สุดยอด

ทว่าการฝึกตนให้ไม่กลัวความตายได้นี่

ใช่ว่าจะเป็นการก้าวพ้นความตาย

วิถีที่จะข้ามพ้นความตาย

ต้องตายก่อนตาย

ตายก่อนตาย

จึงจะตาย

เพื่อตาย

ตาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: