หลังม่านลมและฝุ่นดิน

1 03 2009

หลังม่านลมและฝุ่นดิน

๑.

หนังสือพิมพ์แบบดั้งเดิมที่พิมพ์บนกระดาษจะล้มหายตายจาก เพราะมีสื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาแทนที่?

โจชัว คาร์พ ชาวอเมริกัน อดีตเจ้าของกิจการซอฟแวร์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เขามีความเชื่อว่า หนังสือพิมพ์จะไม่มีวันตาย จึงได้ทำในสิ่งที่คนในวงการหนังสือพิมพ์ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการนำ Blog มาพิมพ์เป็นหนังสือพิมพ์ออกขายหรือแจกจ่าย ทำให้สื่ออินเตอร์เน็ตในฐานะสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมไป ด้วยกันได้

เขาได้ประเดิมออกหนังสือพิมพ์ The Printed Blog เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แจกจ่ายในชิคาโก และนิวยอร์ก มีจำนวน ๓ แผ่น หรือ ๖ หน้า สี่สีเต็ม ขนาด ๑๑ คูณ ๑๗ นิ้ว พิมพ์ออกแจกจ่ายวันละ ๒ ครั้ง

The Printed Blog เป็นนวัตกรรมใหม่ เป็นการปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์ และถือเป็นฉบับแรกในโลกที่เอาเนื้อหาจาก Blog มาพิมพ์เป็นเล่ม

เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาเจาะจงที่ตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล ต่างจากหนังสือพิมพ์แบบดั้งเดิมที่สนองคนอ่านทุกกลุ่ม

เนื้อหาใน The Printed Blog ไม่ใช่ลักษณะท็อป-ดาวน์ คือไม่ใช่ผู้ทำหนังสือพิมพ์เป็นผู้กำหนดเนื้อหา แต่เปิดให้ผู้อ่านกำหนดเนื้อหาเอาเอง โดยสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของ The Printed Blog แล้วใส่ความเห็นลงไปว่าต้องการอ่านเนื้อหาด้านใดจาก Blog

ในแต่ละวันหนังสือพิมพ์ของ The Printed Blog จึงมีมากถึง ๕๐-๑๐๐ กรอบที่มีเนื้อหาต่างกัน ขึ้นอยู่กับชุมชนว่าต้องการอะไร

เทียบเป็นอาหารก็เรียกว่าเป็น อาหารตามสั่ง ตามใจผู้รับประทาน

เนื้อหาที่นำมาพิมพ์ ได้จากเนื้อหาที่เขียนโดยนักเขียนบล็อก (Blogger) ที่ลงทะเบียนแสดงความยินยอมให้นำมาพิมพ์ (มีกว่า ๓๐๐ รายแล้ว)

รายได้ของ The Printed Blogมา จากค่าโฆษณาที่เจ้าของสินค้าและบริการสนใจจะลงโฆษณาเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย เฉพาะ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเปะสะปะ อัตราค่าโฆษณาก็ต่ำกว่าหนังสือพิมพ์ทั่วไป แค่เพียงเศษเสี้ยวของหนังสือพิมพ์ใหญ่ เพียงมีเงินแค่ ๑๕-๒๕ ดอลลาร์ก็ซื้อโฆษณาได้แล้ว

ทั้งนี้เพราะโครงสร้างของ The Printed Blog ใช้ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนประจำเพื่อจ้างนักข่าว อาศัยข้อมูลจากบล็อกเกอร์ โดยบล็อกเกอร์จะได้ค่าส่วนแบ่งจากค่าโฆษณา

ค่าพิมพ์ก็แสนถูก เพราะใช้วิธีจ้างโรงพิมพ์ในท้องถิ่น หรือพื้นที่แจกจ่ายนั้นๆเป็นผู้พิมพ์ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งหรือจัดส่ง

โจชัว มีทัศนะต่อหนังสือพิมพ์แบบดั้งเดิมว่า เขาไม่เชื่อว่าจะมีวันตาย เพราะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาบนกระดาษนั้นให้ประสบการณ์ที่ต่างกันออกไปจากการอ่านบนอินเตอร์เน็ต เขาเองเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบความรู้สึกที่ว่ามีหมึกพิมพ์ของหนังสือพิมพ์เปื้อนมือเวลาอ่าน

“คุณหนีบมันขึ้นรถไฟไปด้วยแล้วก็รู้สึกว่าหมึกมันสัมผัสมือคุณ มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะหาได้จากจอคอมพิวเตอร์”

๒.

วัฒนธรรมการอ่านยังงอกงามได้ดีในสังคมที่คนคุยกันน้อย

สังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันยังอบอุ่นอยู่มากนั้น หนังสือเป็นสิ่งเริงใจหรือเป็นแหล่งความรู้ที่จำเป็นอันดับรองๆลงไป

เมื่อเรากลายเป็นคนสมัยใหม่อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีแล้วเราได้ก้าวกระโดดข้ามวัฒนธรรมการอ่านเข้าสู่วัฒนธรรมที่เป็น visual มีแสง สี เสียง ซึ่งมันตื่นเต้นกว่า เร้าใจกว่า สนุกกว่า ปัญหาคือ เราจะรวมเอาการอ่านเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ visual culture นี้หรือไม่ เช่น เราอาจจะเลิกอ่านหนังสือแต่ติดการอ่านบล็อกงอมแงม บางบล็อกอ่านไป มีเพลงเพราะๆให้ฟังอีก ดีกว่าหนังสือตั้งหลายเท่า

เมื่อรัฐอยากจะส่งเสริมการอ่านขึ้นมารัฐจะทำอะไร คนที่พูดประโยคนี้ออกไปรู้จักคำว่า “ห้องสมุด” หรือเปล่ายังไม่แน่ใจ… ·

ด้วยมิตรภาพ.
ก้าวรอก้าว
ก.พ. ๕๒

๑. รายงานพิเศษ The Printed Blog ปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์ เอา Blog มาพิมพ์เป็นเล่ม เขียนโดย นงนุช สิงหเดชะ, มติชนสุดสัปดาห์ ๑๓-๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑๔๘๗.

๒. หนังสือคือปัญญา เขียนโดย คำ ผกา, เล่มเดียวกัน

 

 



[สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๖]

Advertisements

คำสั่งกระทำ

Information

4 responses

1 03 2009
สิญจน์ สวรรค์เสก

-หลังม่านลมและฝุ่นดิน-

เรื่องหนังสือพิมพ์ The Printed Blog นั้น ผมได้อ่านจากมติชนสุดสัปดาห์เหมือนกันครับ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง “รูแห่งโอกาส” ที่มีผู้มองเห็น ทำให้ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านทั้งหลายที่อยากจะอ่านเฉพาะเรื่องที่ตนสนใจจริงๆ

คงต้องคอยดูกันต่อไปว่า นายโจซัว คาร์พ ที่เป็นผู้มองเห็น “รู” นี้ก่อน แล้วคิดพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบดังกล่าว จะนำพา The Printed Blog ไปเกยหัวหาดแห่งความสำเร็จที่งดงามได้เพียงไร

ความคิดของเจ๊ คำ ผกา ในคอลัมน์ดังกล่าวนั้น ผมก็ขอชูจั๊กแร้หอมๆ เห็นสวยด้วยอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะที่เจ๊แกว่า ก็ในเมื่อสังคมไทยเป็นสังคมที่รู้จักกันตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน เหตุนั้น เวลาเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา การเดินไปถามเพื่อนบ้าน หรือโทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนๆ (ผมแถมให้ว่าไปถามพระในวัดก็ยังได้ด้วยนะเอ๊า) จึงทำให้คนไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด) ไม่มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาหนังสือหนังหาตำรับตำราในการแก้ปัญหาต่างๆ หรือในการดำรงชีวิตเลย

ครั้นจะบอกว่า จะให้พึ่งหนังสือเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ที่จะได้จากการอ่านนิยายนั้น คนส่วนใหญ่ก็จะดูละครหลังข่าวกันอยู่แล้ว ฮากันได้ฮากันดีอยู่แล้ว ตบกันมันส์หยดติ๋งสะดิ้งสะดุ้งดีอยู่แล้ว ซ้ำได้เห็นทั้งภาพ ได้ยินทั้งเสียงแจ่มแจ้งแดงแจ๋เสียขนาดนั้น ซ้ำยังเป็นโอกาสที่จะร่วมวงเสวนากันในครอบครัว ในหมู่เพื่อน ได้ตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่บ้านดีอยู่แล้ว หนังสือซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะต้องทำคนเดียว อยู่คนเดียวในมุมเงียบๆ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในสังคมไทย ด้วยประการฉะนี้แล

กระผ๊มเห็นด้วยกับความคิดของ “เจ๊คำ” แกนะคร๊าบบบบบบบบบ

อ้อ อีกอย่าง การจะบอกว่าคนไม่รู้หนังสือเป็นคนโง่ ไม่ดีนั้น เห็นจะไม่ได้หรอกเน๊าะครับเน๊าะ เพราะว่าหากมองย้อนไปดู ก็คนไม่รู้หนังสือนี่ไม่ใช่หรือ ที่เป็นพ่อเป็นแม่ของบัณฑิตและมหาบัณฑิตทั้งหลายทุกวันนี้ ซ้ำเลี้ยงลูกให้เป็นบัณฑิตจบมหาลัยได้ตั้งหลายคน แต่ว่า…ว่าที่พ่อแม่ที่เป็นบัณฑิตที่รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้รุ่นใหม่ ซ้ำอ่านหนังสือปีละตั้งหลายพันบรรทัดนี่ซี จะเลี้ยงลูกของตนให้จบเป็นบัณฑิตที่ดีได้สักกี่คนหนอ เพราะลำพังตัวเองก็แทบจะเพี้ยนไปกับปัญหาต่างๆ ที่รุมล้อมอยู่แล้ว

1 03 2009
ขุนอรรถ

เกรงจะเสียพื้นที่ของพี่ทั่นจนเกินไป
ขอเชิญชม ก้าว…รอ…ก้าว ฉบับวางแผงได้
ที่นี่ … http://culturegap.wordpress.com/2009/03/01/kawrowkaw/

: )

5 03 2009
ประทีป จิตติ

สวัสดีท่านทั้งสอง

ท่านส.ส. ยังมีแก่ใจมาแสดงความเห็นที่กองบัญชาการ

ขอคารวะ ๆ

อ้อ ท่านพี่ขุนอีกท่านขอรับ

27 05 2009
ผมบาง

มารับความรู้ไปใช้ ถ้าไม่ได้ใช้จะเอามาคืน 555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: