|
เบื้องหลังของด้านหลัง
หลังกลับจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันหนึ่งที่ไปรับน้องสาว หลาน และลูกพี่ลูกน้องอีกคน ซึ่งติดตามสามีของน้องสาวของฉัน ไปทำงานและท่องเที่ยวยังประเทศเกาหลีใต้ น้องสาวได้ทำการรื้อกระเป๋าเดินทางออกทั้งหมด จัดเก็บข้าวของ แล้วยื่นของที่ระลึกจากดินแดนเกาหลีใต้ให้แก่ฉัน
โปสการ์ดชุดกรุงโซลเป็นของที่ระลึกชิ้นหนึ่งซึ่งเธอซื้อมาฝาก…
ภาพโปสการ์ดนี้ เป็นภาพของ Seoul Tower ซึ่งเป็น 1 ใน 18 หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเขา Namsan ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองโซล Seoul Tower มีความสูง 480 เมตร และชมทัศนียภาพได้รอบทิศ 360 องศา
จากบนหอคอยแห่งกรุงโซลนี้ ลูกพี่ลูกน้องของฉันได้ถ่ายภาพมาให้ดู มีภาพหนึ่งซึ่งสะกดใจฉัน คือภาพจุดชี้ตำแหน่งบนกระจกของหอคอยโซล ในทิศทางหนึ่งบนมุม 360 ของศานั้น แสดงตำแหน่งของเมืองหลวงของบ้านเรา กรุงเทพมหานคร ซึ่งบ่งบอกไว้ว่า ห่างไกลจากหอคอยโซลเป็นระยะทาง 3,713.49 กม.
นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้จะต่างบ้านต่างเมืองกัน แต่เกาหลีใต้ก็ให้ความสำคัญกับบ้านเมืองอื่น ๆ ด้วย…
สิ่งนี้ก็ทำให้ฉันอดนึกถึงเกาหลีเหนือไม่ได้ ว่าบนกระจกของหอคอยโซลนั้น ที่ทิศเหนือ จะมีตำแหน่งบอกไปยังเกาหลีเหนือด้วยหรือไม่…
การที่ประเทศ “ Korea ” ด้วยกัน จะต้องถูกเขียนกำกับแบ่งไว้เป็น South Korea (Republic of Korea) และ North Korea (Democratic People’s Republic of Korea: DPRK) น่าจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเมื่อยามต้องจรดปากกายิ่งนัก เนื่องจากประชาชนชาวเกาหลี ก็คือชนชาติเดียวกัน ที่ต้องถูกแบ่งแยกเนื่องจากเหตุผลทางการเมืองจากประเทศมหาอำนาจในทางประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ระบอบการปกครองซึ่งแตกต่างทั้งสองระบอบนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกาหลีทั้งสองฝ่ายมาก ฉันดูภาพวิถีชีวิตที่เสรีในแทบทุก ๆ อย่าง เช่น เสรีทางความคิด อิสระในรสนิยม ฯลฯ ทำให้เกาหลีใต้ดูเป็นประเทศที่หลากหลาย
ในขณะที่เกาหลีเหนือซึ่งเคยได้ดูจากในสารคดีของ BBC กลับเป็นประเทศที่ประชาชนถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ มากมาย บ้านเมืองไร้สีสัน และเต็มไปด้วยกฎระเบียบ แต่ความเสมอภาคก็ใช่จะหาได้ในประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะประชาชนชั้นสูงอย่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้นำประเทศ หรือผู้นำทางการทหาร ก็จะได้สิทธิในการดำรงชีวิตมากกว่าประชาชนชั้นกสิกรรมหรือแรงงาน
เห็นความแตกต่างแล้ว ฉันก็จะไม่สรุปหรอกว่าระบอบการปกครองแบบใดที่ดีไปกว่ากัน เพราะการพยายามจะเอาชนะกันนั่นเอง ที่รังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกทางความคิด
ฉันมองภาพในโปสการ์ด และนึกถึงสารคดีที่เคยดู รวมทั้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเรา แล้วก็นึกถึงช่วงเวลาเดียวกันกับที่น้องของฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านของเรา ฉันเองก็จากบ้านไปไกลถึงภาคใต้ เพื่อไปใช้ชีวิต ณ เวลาหนึ่งในการมองลงไปยังโลกใต้ทะเล แต่ทุก ๆ เหตุการณ์จากหลาย ๆ เวลาก็สามารถมาสัมพันธ์กันได้ อาจเป็นเพราะด้วยความที่เราทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ในนิเวศน์วิทยาของโลกใบใหญ่ใบเดียวกัน บ้านหลังใหญ่หลังเดียวกัน… สรรพสิ่งเหล่านั้นก็ให้ล้วนสัมพันธ์กัน…
โลกในอุดมคติของใครหลายคน ซึ่งเต็มไปด้วย…ความสุข …สันติภาพ …ความเสมอภาค …ภราดรภาพ ฯลฯ ฉันไม่รู้หรอกว่าจะหาได้ในโลกนี้หรือในจักรวาลนี้หรือเปล่า
แต่โลกใต้ทะเลตรงหน้าในขณะนั้นก็ทำให้ฉันมองเห็นว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีหลากหลาย แต่ละชนิดก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน บ้างมีคุณ บ้างมีพิษ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงามของพวกเขาสอนให้ฉันเรียนรู้ว่า…
การอยู่ร่วมกันที่ดีน่าจะต้องมีพื้นที่ว่างระหว่างกันบ้างพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้ได้นำอคติต่าง ๆ ความขัดแย้งต่าง ๆ ความไม่ไว้วางใจกันต่าง ๆ วางลง ณ บริเวณพื้นที่ว่างเหล่านั้น เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ในการทิ่มแทง ห้ำหั่นกันเองเมื่อเราต้องดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน
เราจะได้มองเห็นกันและรู้จักกันในความสวยงามของกันและกัน…
และบางทีอาจเป็นด้วย…ความรัก… ที่จะทำให้เราทั้งมวลมีความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตที่สัมพันธ์กันไปได้ทั่วโลกและจักรวาล…
|
ความเห็นล่าสุด