กลับบ้าน

1 05 2009

หลังม่านลมและฝุ่นดิน

กลับบ้าน

ในคำเดียวกันนี้ หากเรากล่าวออกมาต่างวาระ ย่อมมีความหมายแตกต่างกัน อาจเป็นถ้อยความที่ใช้บอกกล่าวกันหลังเลิกลาการงานในหนึ่งวัน อาจหมายถึงการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่พลัดพรากจากมาแสนไกล ระยะทางหนึ่งอาจไกลกันถึงต้องข้ามขอบเขตเส้นแบ่งปันประเทศ หรืออาจเพียงใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงเพื่อข้ามเขตจังหวัดอำเภอหรือตำบลใดตำบลหนึ่งในบ้านเมืองเรา

คนบางคนอาจมีบ้านเพียงหลังเดียว นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจ คนบางคนมีหลายหลังจนจำแทบไม่ได้ว่าหลังไหนควรสำคัญดูแล และมีอีกหลายคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ยังคงต้องอาศัยเช่าจ่ายเป็นรายเดือน ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าหลายคนที่กล่าวถึงข้างต้นคือคนที่ไร้บ้าน อาศัยซุกหัวนอนตามข้างทางเดินเท้า ร่มเงาภายใต้สะพานลอยตามที่ต่าง ๆ ในมหานครที่เราอาศัยอยู่

Read the rest of this entry »





บ้านเมืองเรื่องของเรา

1 05 2009

เรื่องจากปก โดย กีรติ

บ้านเมืองเรื่องของเรา

.

.

หลายปีมานี้สองหูของข้าพเจ้ารับข่าวสารการเมืองเป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข่าวการเมืองที่ข้าพเจ้าสรรหาใส่หูนั้นเปลี่ยนแปลงไป ข่าวการบ้านการเมืองจากบุคคลที่ไม่คิดว่าจะทำความใส่ใจอย่างเด็กๆในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนบางคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย ก็สามารถพูดคุยได้อย่างออกรส

เกิดอะไรกันแน่ในบ้านเมืองของเรา

ข้าพเจ้าอยากเรียกสิ่งนี้ว่า อาการอาวรณ์บ้านเกิด ซึ่งแน่นอนว่านี่คือภาวะการรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในสังคมเรา เรามักพูดเสมอๆถึงศึกนอกบ้านในสมัยก่อน ที่ว่าให้ปกป้องบ้านเกิด หวงแหนแผ่นดินแม่ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว เราต่างตระหนักถึงคำว่าบ้านในทิศทางเดียวกันหรือไม่

ถ้าหากจะถามข้าพเจ้าว่ามีความใส่ใจในเรื่องนี้ในแง่มุมใด ข้าพเจ้าใส่ใจในประเด็นที่ว่า บ้านที่เราอาศัยในนามประเทศนี้ เรารักมันจริงหรือเปล่า บางครั้งข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราต่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตบนผืนดินเดียวกัน แม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์ไม่เท่ากัน แต่เราควรเป็นพืชที่ให้ร่มเงาแก่ดินที่เติบโตขึ้นมา มากกว่าการดูดดึงแร่ธาตุจนดินนั้นเสียสูญหมดค่าราคา

เราเลือกได้ที่จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ หรือมีค่าเพียงวัชพืช

คำว่าบ้านจะเรียกให้เล็กก็ทำได้ แต่เมื่อสะท้อนความหมายก็ใหญ่กว้างเท่าโลกของเรา ถ้าหากเราไม่คิดว่าเป็นเรื่องของเราแล้ว บ้านก็จะหดสั้นเพียงเรื่องของความเห็นแก่ตนเองเท่านั้น

เคยมีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องบ้าน ซึ่งมาจากบทประพันธ์เรื่องจนตรอกของ ชาติ กอบจิตติ เป็นภาพยนตร์ที่กินใจมาก สะท้อนความใฝ่ฝันและพยายามเพื่อให้มีบ้านของหัวหน้าครอบครัว และการไม่ถวิลหาความสุขในครอบครัวของคนอื่นๆ ในไม่ช้า บ้านก็ไม่มีความหมาย และที่สุดท้ายที่เรียกว่าบ้าน คือคุก

มันต่างอะไรกับบ้านเมืองของเราในเวลานี้ ที่มีคนเพียงบางคนหวังสันติ แต่หลายคนต้องการให้เกิดความขัดแย้ง

เราอาจฝันไกลเกินตัว หรือประเมินความปรองดองของคนในชาติคลาดเคลื่อน หรือแท้ที่จริงแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา สุดแต่จะพิจารณา ·

.

 สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๐

 





บ้านของเรา

1 05 2009

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

บ้านของเรา

.

.

เด็กๆ ทุกคนจำได้ไหมคะ ครูให้การบ้านอะไรไปทำ

 

วาดรูปบ้านของเราครับ/ค่ะ เด็กทุกคนในห้องส่งเสียงตอบเจื้อยแจ้วอย่างไม่ค่อยจะพร้อมเพรียงกันเท่าใดนัก

ดีมากค่ะ ไหนๆ ขอคุณครูดูหน่อยนะคะ

คุณครูเริ่มดูรูปวาดของเด็กหญิงส้มหวานเป็นคนแรก

Read the rest of this entry »





บ้านใคร…

1 05 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

 

 

เขียนภายในโอบล้อมของสิ่งก่อสร้างซึ่งยืนอยู่บนผืนโลกมานานกว่า 30 ปี…

สวัสดีจ้ะลุงมิ่ง

ฉันอยากรู้จังเลยจ้ะว่า… ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หากลุงยังอยู่แล้วไซร้ ลุงจะยังมีความรู้สึกไม่หวาดกลัว ไม่หวาดหวั่น และไม่สะทกสะท้านใด ๆ กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คนแถวบ้านเราต่างพูดคุยกันในทุก ๆ กลุ่มคนที่มักมารวมตัวกันในยามเย็น… เหมือนอย่างเช่นอารมณ์ของลุงที่ฉันเห็นในทุก ๆ วันหรือเปล่า…

ถึงแม้ว่าลุงจะดูเหมือนคนไม่มีบ้าน ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะมิดชิดคุ้มกันแดดฝนได้ดี ไม่มีสำเนาทะเบียนบ้าน ไม่มีเลขที่บ้าน มีเพียงเพิงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบในการทำมาหาเลี้ยงชีพที่ลุงหามาได้ วางตัวกระจัดกระจาย กับบริเวณพื้นที่ว่างที่เพียงพอแค่สำหรับลุงล้มตัวนอน

แต่ฉันคิดว่า…เรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยกันนั้น ก็เกี่ยวกับลุงเช่นกันนะจ้ะ เพราะเป็นเรื่องราวภายในบ้านหลังใหญ่ ที่เรียกว่าเมืองไทยของเรานั่นเอง หากแต่บางที…ลุงอาจจะไม่สะทกสะท้านอีกเช่นกัน เพราะบ้านหลังใหญ่ของเรานี้ ในสายตาของลุง อาจจะไม่เคยสวยงามหรือเจริญพัฒนาในด้านใด ๆ เลยแม้แต่วันเดียวก็เป็นได้…

พ่อบ่นถึงลุงให้ฉันฟังบ้างเหมือนกันจ้ะ เวลาที่พ่อปวดเมื่อย ตอนนี้ไม่มีใครเข้ามานวดให้พ่อเลย แก้วน้ำพลาสติกที่ฉันกับน้องเก็บ รวบรวมไว้ให้ลุงก็มีเต็มไปหมด อีกทั้งขวดน้ำพลาสติก เศษโลหะ ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เราคิดถึงลุง…

บางทีความสงสัยครั้งนี้ของฉัน อาจเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาเพื่อพบกับความว่างเปล่า แต่ลุงรู้ไหมจ้ะ ลุงทำให้ฉันรู้สึกดี ๆ กับคำถามนี้ที่หนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรงของคนไทยมากมาย…

ด้วยความคิดถึงลุงมากจ้ะ…

ฉันเอง

แด่…ลุงมิ่งและคนไร้บ้านทุกคน

ปล.ลุงมิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากคนใจร้ายคนหนึ่ง บุกเข้าไปชิงทรัพย์ที่ลุงออมไว้ได้เพียงเล็กน้อย แล้วทำร้ายร่างกายลุงจนกระทั่งเสียชีวิต

 

 

เบื้องหลังของด้านหลัง

หลังกลับจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันหนึ่งที่ไปรับน้องสาว หลาน และลูกพี่ลูกน้องอีกคน ซึ่งติดตามสามีของน้องสาวของฉัน ไปทำงานและท่องเที่ยวยังประเทศเกาหลีใต้ น้องสาวได้ทำการรื้อกระเป๋าเดินทางออกทั้งหมด จัดเก็บข้าวของ แล้วยื่นของที่ระลึกจากดินแดนเกาหลีใต้ให้แก่ฉัน

โปสการ์ดชุดกรุงโซลเป็นของที่ระลึกชิ้นหนึ่งซึ่งเธอซื้อมาฝาก…

ภาพโปสการ์ดนี้ เป็นภาพของ Seoul Tower ซึ่งเป็น 1 ใน 18 หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเขา Namsan ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองโซล Seoul Tower มีความสูง 480 เมตร และชมทัศนียภาพได้รอบทิศ 360 องศา

จากบนหอคอยแห่งกรุงโซลนี้ ลูกพี่ลูกน้องของฉันได้ถ่ายภาพมาให้ดู มีภาพหนึ่งซึ่งสะกดใจฉัน คือภาพจุดชี้ตำแหน่งบนกระจกของหอคอยโซล ในทิศทางหนึ่งบนมุม 360 ของศานั้น แสดงตำแหน่งของเมืองหลวงของบ้านเรา กรุงเทพมหานคร ซึ่งบ่งบอกไว้ว่า ห่างไกลจากหอคอยโซลเป็นระยะทาง 3,713.49 กม.

นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้จะต่างบ้านต่างเมืองกัน แต่เกาหลีใต้ก็ให้ความสำคัญกับบ้านเมืองอื่น ๆ ด้วย…

สิ่งนี้ก็ทำให้ฉันอดนึกถึงเกาหลีเหนือไม่ได้ ว่าบนกระจกของหอคอยโซลนั้น ที่ทิศเหนือ จะมีตำแหน่งบอกไปยังเกาหลีเหนือด้วยหรือไม่…

การที่ประเทศ “ Korea ” ด้วยกัน จะต้องถูกเขียนกำกับแบ่งไว้เป็น South Korea (Republic of Korea) และ North Korea (Democratic People’s Republic of Korea: DPRK) น่าจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเมื่อยามต้องจรดปากกายิ่งนัก เนื่องจากประชาชนชาวเกาหลี ก็คือชนชาติเดียวกัน ที่ต้องถูกแบ่งแยกเนื่องจากเหตุผลทางการเมืองจากประเทศมหาอำนาจในทางประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ระบอบการปกครองซึ่งแตกต่างทั้งสองระบอบนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกาหลีทั้งสองฝ่ายมาก ฉันดูภาพวิถีชีวิตที่เสรีในแทบทุก ๆ อย่าง เช่น เสรีทางความคิด อิสระในรสนิยม ฯลฯ ทำให้เกาหลีใต้ดูเป็นประเทศที่หลากหลาย

ในขณะที่เกาหลีเหนือซึ่งเคยได้ดูจากในสารคดีของ BBC กลับเป็นประเทศที่ประชาชนถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ มากมาย บ้านเมืองไร้สีสัน และเต็มไปด้วยกฎระเบียบ แต่ความเสมอภาคก็ใช่จะหาได้ในประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะประชาชนชั้นสูงอย่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้นำประเทศ หรือผู้นำทางการทหาร ก็จะได้สิทธิในการดำรงชีวิตมากกว่าประชาชนชั้นกสิกรรมหรือแรงงาน

เห็นความแตกต่างแล้ว ฉันก็จะไม่สรุปหรอกว่าระบอบการปกครองแบบใดที่ดีไปกว่ากัน เพราะการพยายามจะเอาชนะกันนั่นเอง ที่รังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกทางความคิด

ฉันมองภาพในโปสการ์ด และนึกถึงสารคดีที่เคยดู รวมทั้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเรา แล้วก็นึกถึงช่วงเวลาเดียวกันกับที่น้องของฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านของเรา ฉันเองก็จากบ้านไปไกลถึงภาคใต้ เพื่อไปใช้ชีวิต ณ เวลาหนึ่งในการมองลงไปยังโลกใต้ทะเล แต่ทุก ๆ เหตุการณ์จากหลาย ๆ เวลาก็สามารถมาสัมพันธ์กันได้ อาจเป็นเพราะด้วยความที่เราทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ในนิเวศน์วิทยาของโลกใบใหญ่ใบเดียวกัน บ้านหลังใหญ่หลังเดียวกัน… สรรพสิ่งเหล่านั้นก็ให้ล้วนสัมพันธ์กัน…

โลกในอุดมคติของใครหลายคน ซึ่งเต็มไปด้วย…ความสุข …สันติภาพ …ความเสมอภาค …ภราดรภาพ ฯลฯ ฉันไม่รู้หรอกว่าจะหาได้ในโลกนี้หรือในจักรวาลนี้หรือเปล่า

แต่โลกใต้ทะเลตรงหน้าในขณะนั้นก็ทำให้ฉันมองเห็นว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีหลากหลาย แต่ละชนิดก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน บ้างมีคุณ บ้างมีพิษ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงามของพวกเขาสอนให้ฉันเรียนรู้ว่า…

การอยู่ร่วมกันที่ดีน่าจะต้องมีพื้นที่ว่างระหว่างกันบ้างพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้ได้นำอคติต่าง ๆ ความขัดแย้งต่าง ๆ ความไม่ไว้วางใจกันต่าง ๆ วางลง ณ บริเวณพื้นที่ว่างเหล่านั้น เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ในการทิ่มแทง ห้ำหั่นกันเองเมื่อเราต้องดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน

เราจะได้มองเห็นกันและรู้จักกันในความสวยงามของกันและกัน…

และบางทีอาจเป็นด้วย…ความรัก… ที่จะทำให้เราทั้งมวลมีความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตที่สัมพันธ์กันไปได้ทั่วโลกและจักรวาล…

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๐





บ้านน้อยในฝันของ “ลิงใจดี”

1 05 2009

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

บ้านน้อยในฝันของ “ลิงใจดี”

.

.

รู้จักกันไหมคะ ลิงใจดี  ชื่อที่ทำให้ยิ้มได้ เพราะพยายามจินตนาการถึงความเอื้อเฟื้อของลิงตัวหนึ่ง แต่เปล่าค่ะ ลิงใจดีไม่ใช่ลิงที่มีพฤติกรรมใจดี แต่นี่คือนามแฝงของชายคนหนึ่งที่คนในวงการบลอคของ exteen คงได้คุ้นชื่อกันบ้าง

          บ้านของเขาที่เรียกว่า blog นั้นน่าสนใจมาก จนทำให้ต้องแวะเข้าไปทักทายและสนทนากันถึงเรื่องบ้านน้อยในฝัน และความคิดเห็นอันอบอุ่นเกี่ยวกับบ้าน บ้านนี่ล่ะ เขามีชื่อว่า เสนา  สุขขี  บ้านเลขที่ http://starbucks.exteen.com มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง คือ http://www.yimlamai.com และ http://www.sketchroom.com  เข้าไปทักทายเขาได้เสมอๆนะ แต่วันนี้เรามาคุยกับเขากันก่อนดีกว่า

Read the rest of this entry »








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.