หัวใคร… ภายใต้ หัวโขน…

1 01 2010

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

หัวใคร…  ภายใต้  หัวโขน…

.

  .

เขียนใต้แสงโคมไฟบนโต๊ะหนังสือ

.

ผึ้งเพื่อนรัก…

หยิบโปสการ์ดใบนี้ขึ้นมาเพราะคิดถึงผึ้งมากจ้ะ  โปสการ์ดใบนี้ช่างเข้ากับความเป็นไทยในตัวผึ้งเหลือเกิน  ความจริงถ้าใครมองผึ้งผิวเผิน  ก็จะนึกว่าผึ้งเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ดูออกจะห้าวหรือเป็นทอมบอยนิดหน่อย  ถ้าหากว่าใครไม่ได้ใกล้ชิดกับผึ้ง  ก็คงไม่รู้ว่า…เมื่อมองอย่างลึกซึ้งลงไปแล้ว  ผึ้งเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและมีความงดงามแบบไทย ๆ อยู่ภายในจิตใจ  คงจะเป็นเพราะเชื้อสายไทยเดิมแท้ ๆ ในกายของผึ้ง  ฉันเชื่ออย่างนั้น…

เมื่อวันก่อน…  ฉันได้ข่าวจากลักษณ์ว่า  ผึ้งพาคุณแม่ไปดูโขนกับลักษณ์  ในวันที่ฉันกำลังจะชวนเธอทั้งสองไปดูคอนเสิร์ตในสวน  เป็นไปได้ว่า…หากวันนั้นไม่มีการแสดงโขน  ผึ้งก็อาจจะไม่ยอมไปดูคอนเสิร์ตตามคำชวนของฉัน  แต่สำหรับโขน…หญิงไทยแท้อย่างผึ้งคงไม่พลาดอย่างแน่นอน

ว่าไปแล้ว…ผู้หญิงสมัยนี้  จะหาที่เนื้อแท้เรียบร้อยและงดงามอย่างไทย ๆ แบบผึ้งนั้นหาได้ยากเต็มที (ที่ไม่นับยัยลักษณ์อีกคน  เป็นเพราะว่ายัยลักษณ์นั้นเป็นพวกรวมมิตรคล้าย ๆ กับฉัน)

การแสดงโขนนั้นแสดงออกซึ่งอะไรหรือในสายตาเธอ?

เมื่อก่อนนั้นฉันก็เคยชมการแสดงโขนสมัยที่โรงเรียนมัธยมพาไปชมที่โรงละครแห่งชาติ  แต่ฉันรู้สึกว่าเนื้อเรื่องของโขนเป็นมหากาพย์ระดับสูง  ที่หากใครไม่เคยศึกษาหรืออ่านมาก่อน  ก็ยากที่จะเข้าใจ  ฉันจึงรู้สึกไม่สนุกเท่าไรนักเวลาที่ได้ดู

แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้  ฉันได้ชมการสัมภาษณ์ของผู้จัดการแสดงโขน  เขากล่าวว่าเขาจัดการแสดงโขนเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม  ในการสะท้อนสังคมจากเนื้อเรื่อง

ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่า  “ หัวโขน ”  นอกจากจะเป็นคำพูดที่เรากล่าวกัน  เพื่อที่จะแสดงถึงการสวมบทบาทบางอย่างนอกเหนือจากความเป็นตัวเรา  “ หัวโขน ” ยังสะท้อนความเป็นไปของเรื่องราวในสังคมรอบตัวเราอีกด้วย 

จากนี้ไป…  ฉันจะต้องเข้าใจเสียใหม่แล้วว่า  การสวมหัวโขน  มิใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความเป็นตัวของตัวเอง  เพื่อที่จะสวมใส่บทบาทการแสดงเข้าหากัน  ทว่าการสวมหัวโขน  คือการที่เราต้องรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม  มีส่วนร่วมต่อสังคม  ต้องกล้าหาญที่จะเดินหน้าเพื่อเผชิญกับกระแสต่าง ๆ ในสังคมด้วยความองอาจ

.

มิใช่เพราะเรากำลังสวม “ หัวโขน ”  หากเป็นเพราะเรากำลังเชิดชูหน้าที่แห่ง  “ ความรับผิดชอบ ”  ที่วางอยู่บนบ่าทั้งสองต่างหาก

.

.

ดังนั้นแล้ว… ไม่ว่าหัวใครในหัวโขน  หรือว่า… หัวโขนบนหัวใคร  ก็มีความสำคัญและมีคุณค่าที่เท่า ๆ กันทั้งสิ้น…

.

.

.

แล้วโอกาสหน้าเราไปดูการแสดงโขนด้วยกันนะจ๊ะ…

.

.

.

.

แด่… ผึ้งเพื่อนรักและความเป็นไทย

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

โปสการ์ดภาพโขนกลางแปลงใบนี้  ฉันได้มาเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งมีโอกาสได้ไปเยือน  อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ที่อำเภออัมพวา  จ.สมุทรสงคราม  เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  อยู่ใกล้ตลาดน้ำอัมพวา  เป็นพื้นที่ซึ่งมีการจัดแสดงทางด้านศิลปะ  วัฒนธรรม  เอกลักษณ์ไทยไว้อย่างชัดเจน  ได้แก่  การสร้างเรือนไทยที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามล้ำค่า  มีอาณาบริเวณที่กว้างขวางโอบล้อมด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด  คูคลอง  เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้มาเยือน  บรรยากาศเย็นสบายเสมือนอยู่บ้านที่สงบเงียบ  ก่อให้เกิดความสุขยิ่ง 

บริเวณสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญและควรแก่การจดจำ  เนื่องจากเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)  ภายในจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์  อาคารทรงไทย  ภายในประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 2  ศิลปโบราณวัตถุ  เช่น  เครื่องเบญจรงค์  หัวโขน  เพื่อสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่  รวมถึงพระพุทธรูปสำหรับบูชา  นอกจากนี้ยังมีโรงละครกลางแจ้งและมีการจัดการแสดงโขนกลางแปลงทุก ๆ ปี  อีกทั้งมีสวนพฤกษชาติที่ได้รวบรวมหมู่แมกไม้ในวรรณคดีไว้ด้วยกัน  

สำหรับโขนกลางแปลง จัดเป็นศิลปะการแสดงอันยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ณ อุทยาน ร.2 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาเป็นประธานเปิดงาน และทอดพระเนตรการแสดงโขนเป็นประจำทุกปี อันเป็นมรดกแก่ประเทศชาติสืบต่อไป

ศิลปะการแสดงโขน เป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฟื้นฟูทั้งบทและท่ารำ จนถือเป็นนาฏศิลป์สูงสุดของไทย

.

ทุกปีจะมีผู้คนหลั่งไหลกันมาชมศิลปะการแสดงโขนกลางแปลงที่หาดูได้ยากนี้อย่างล้นหลาม ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยจะจัดขึ้นบริเวณโรงละครกลางแจ้ง หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ร.2

.

นอกจากความสวยงามของเครื่องแต่งกายของตัวละคร  หรือท่าทางในการแสดง  และเนื้อเรื่องที่น่าติดตามแล้ว  โขน  อาจมีความหมายที่น้อยลงไปกว่านั้น  หากเราไม่รู้ประวัติและที่มาของโขน 

.

โขน เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของไทย มีประวัติที่เก่าแก่ยาวนานมาก เชื่อว่ามีความเก่าแก่อย่างน้อยย้อนไปถึงสมัยอยุธยา มีการสันนิษฐานว่าเป็นการแสดงที่พัฒนามาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง และการแสดงหนังใหญ่ ดังนั้นการแสดงโขนจึงเป็นการรวมศิลปะการแสดงหลายชนิดเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงที่อาศัยท่าเต้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์เป็นสำคัญ ตัวละครมีทั้งแบบสวมมงกุฎบนศีรษะ และสวมหน้ากาก โดยการแสดงเป็นเรื่องราว มีทั้งบทเจรจา และบทร้อง สำหรับเนื้อเรื่องที่นำมาแสดงโขนนั้นเดิมมีทั้งเรื่องอุณรุท และรามเกียรติ์ แต่ในปัจจุบันนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า "การแสดงโขนเชื่อว่ามีมาแต่โบราณ ประมาณกันว่าไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 16" ทั้งนี้ได้อาศัยหลักฐานจากการสันนิษฐานลายแกะสลักเรื่อง "รามายณะ" จากแหล่งโบราณคดีหลายแหล่ง และจากตำนานการแสดงโขนในกฎมณเฑียรบาล โขนแต่เดิมจึงมีเฉพาะโขนหลวงประจำราชสำนัก ผู้ที่จะฝึกหัดโขนต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ คนธรรมดาสามัญจะฝึกหัดโขนไม่ได้ จึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่พวกที่ฝึกหัดโขนมักเป็นมหาดเล็กหรือบุตรหลานข้าราชการ ต่อมามีความนิยมที่ว่าการฝึกหัดโขนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดมีความคล่องแคล่วว่องไวในการรบหรือต่อสู้กับข้าศึก จึงมีการพระราชทานอนุญาตให้เจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองฝึกหัดโขนได้ โดยคงโปรดให้หัดไว้แต่โขนผู้ชายตามประเพณีเดิม เพราะโขน และละครของเจ้านายผู้สูงศักดิ์หรือข้าราชการก็ต้องเป็นผู้ชายทั้งนั้น ส่วนละครผู้หญิงจะมีได้แต่ของพระมหากษัตริย์ ด้วยเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาภายหลังความนิยมโขนก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากระยะหลังเจ้าของโขนมักเอาคนพวกลูกหมู่ (หมายเหตุ : คนที่ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมต่างๆ ตามวิธีควบคุมทหารแบบโบราณ ซึ่งจัดแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็นมณฑล คนในมณฑลไหนก็สังกัดเข้ามณฑลนั้น เมื่อมีลูกก็ต้องให้เข้ารับราชการในหมวดหมู่ของกรมเมื่อโตขึ้น เรียกว่า “ลูกหมู่”) และลูกทาสมาหัดโขน ทำให้ผู้คนเริ่มมองว่าผู้แสดงเหล่านั้นต่ำเกียรติ อีกเหตุผลหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระราชทานอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีละครผู้หญิงได้ โดยทรงมีพระราชปรารภว่า “มีละครด้วยกันหลายรายดี บ้านเมืองจะได้ครึกครื้น จะได้เป็นเกียรติแก่แผ่นดิน” พระราชดำรินี้มีเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการละคร และประเทศชาติ แต่ก็ทำให้เจ้าสำนักต่างๆ พากันเปลี่ยนผู้แสดงจากชายเป็นหญิงจำนวนมาก ยกเว้นบางสำนักที่นิยมศิลปะแบบโขน ทั้งยังมีครูบาอาจารย์ และศิลปินโขนอยู่ก็รักษาไว้สืบต่อมา โขนในสำนักของเจ้านาย ขุนนาง และเอกชนจึงค่อยๆ สูญหายไป คงอยู่แต่โขนของหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 บรรดาโขนหลวงที่มีอยู่ก็มิได้ทำงานประจำ ใครเล่นเป็นตัวอะไรทางราชการก็จ่ายหัวโขนที่เรียกกันว่า "ศีรษะครู" ให้ประจำตัวไปบูชา และเก็บรักษาไว้ที่บ้านเรือนของตน เวลาเรียกตัวมาเล่นโขนก็ให้เชิญหัวโขนประจำตัวนั้นมาด้วย

.

.

หัวโขน  เป็นสิ่งเชิดชูและเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะแบบไทย ๆ ที่มีมาเป็นระยะเวลายาวนาน  สิ่งนี้จะสามารถสืบทอดให้ยั่งยืนต่อไปตราบนานเท่านาน  หากเรารู้คุณค่าในความหมายที่แท้จริงของ  “ หัวโขน ”  และร่วมกันอนุรักษ์และเชิดชูไว้ตลอดไป…

.

  

.

ขอขอบคุณ
http://th.wikipedia.org
http://www.anurakthai.com/thaidances/khone/history.asp
http://www.maeklongcenter.com/maeklong/Khon.php

.

a





Unplugged

1 12 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Unplugged

postcard

เขียนภายใต้แสงนวลจากโคมไฟที่โต๊ะหนังสือ

.

แคทเพื่อนรัก…

ไม่แน่ใจว่าเธอเห็นโปสการ์ดใบนี้มาก่อนหรือยัง  เพราะวันที่ฉันได้มานั้นเธอก็อยู่ด้วยกัน  ยังจำวันนั้นได้ไหม…  วันที่เราได้มีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง  วันที่เราไปนั่งชมคอนเสิร์ตในสวนกันที่เสถียรธรรมสถาน

โปสการ์ดใบนี้ฉันเขียนมาเพื่อขอบคุณเธอ  ที่อยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น  สำหรับฉันแล้ว… ความสุขจะไม่เป็นคำที่สมบูรณ์เลย  หากไม่ได้มีการถ่ายทอดหรือแบ่งปันในระหว่างกันและกัน

สาเหตุที่ฉันชวนเธอไปชมคอนเสิร์ตในวันนั้น  เนื่องจากต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการงานตลอดช่วงเวลาทำงานที่ผ่านมา  กับคอนเสิร์ตเบา ๆ ฟังสบายแบบ  Acoustic Jazz  และมีความสนใจในธีมของคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นพิเศษ  ว่าคอนเสิร์ตกับธรรมะจะผสมผสานกันออกมาในรูปแบบใด

.

หลังจากคอนเสิร์ตสิ้นสุดลง  และได้รับฟังการเทศนาของท่านแม่ชีศันสนีย์แล้ว  เธอรู้ไหมว่าปลั๊กในสมองและหัวใจของฉันที่เชื่อมต่อกับสิ่งวุ่นวายจากโลกภายนอก  ซึ่งได้ผ่อนคลายไปมากแล้ว  แต่ในเวลาต่อจากนั้น…  มันได้หลุดออกจากขั้ว… ฉันรู้สึกเป็นอิสระ  อิสระจากอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งจากคอนเสิร์ต  ราวกับว่าใจเราได้มองเห็นมันโลดแล่นอยู่เพียงตรงหน้าเวทีที่เดิมตรงนั้น  มิได้เกาะกุมแน่นอยู่ในใจ  ชั่วขณะนั้นฉันเป็นอิสระจากการงานและการกระทำในช่วงวันเวลาที่ผันผ่าน  ฉันมีโอกาสได้อยู่ตรงนั้นแล้วมองย้อนกลับไป  เพื่อที่จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันก่อน  ว่าสิ่งเหล่านั้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางอย่างไร  สมควรหรืองดงามแล้วหรือไม่

.

.

การถอดปลั๊กตัวเราเองจากสิ่งแวดล้อมรอบกาย  เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตและจิตใจของเราได้หยุดพัก  จากการดำเนินไปตามแรงขับเคลื่อนของความอยากได้  อยากมี  อยากเป็น  ชีวิตและจิตใจจะสงบนิ่ง  แล้วพื้นที่ว่างก็จะเกิดขึ้นโดยรอบภายในใจและบนหนทางชีวิต  ให้เราได้มองเห็นและเลือกสรรความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่จะผ่านมาให้เราประสบด้วยใจสงบ  ไม่เป็นเหยื่อของความคิดหรืออารมณ์จากโลกภายนอกเหล่านั้น  หรือหากเราต้องเผชิญหน้ากับมัน  ก็จะสามารถพ้นผ่านไปได้ด้วย…ปัญญา

.

.

หลังคอนเสิร์ตวันนั้น…  เธอรู้สึกอย่างเดียวกันหรือไร?

.

.

.

.

แด่…แคทเพื่อนรัก  และเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีโอกาสได้ไปชมคอนเสิร์ต “ ตั้งใจดี ”

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ในท่ามกลางกระแสความวุ่นวายสับสนและเสียงเสียดสีอันดีร้ายภายในใจของผู้คนในสังคม  ยังมีมุมสงบเงียบมุมหนึ่งที่แทรกตัวอยู่  สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า  เสถียรธรรมสถาน  ที่เมื่อย่างก้าวพ้นเขตประตูเข้าไปแล้ว  จิตใจซึ่งเคยร้อนรุ่มกลับผ่อนคลาย  ตั้งแต่แรกยินเสียงทักทาย “ ธรรมะสวัสดีค่ะ ”  เป็นการทักทายกันด้วยธรรมะ  เพราะ  “ สวัสดี ”  แปลว่า  ความดี  ความงาม  ความรุ่งเรืองและปลอดภัย  ให้เรารู้สึกว่า…เราจะปลอดภัยด้วยธรรมะ  ห้องนี้สอนเราว่า  คนข้างหน้าเรานั้นเป็นคนพิเศษสำหรับเรา  โดยเราจะเรียนรู้กับคนข้างหน้า  ให้เขามีชีวิตที่ไม่ทุกข์เพราะเรา  แต่หากว่าเขากำลังทุกข์  เราก็จะช่วยเป็นเพื่อนร่วมทุกข์  และทำให้ความทุกข์นั้นสงบระงับลง

ก้าวต่อไปตามทางเดินที่ร่มครึ้มจากเงาไม้ที่ทอดลงมาจากมวลพฤกษชาติอันเขียวขจี  ตรงนี้จะเป็นทางเดินสู่การสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  ที่นี่จะมีคนจำนวนมากมานั่งพับดอกบัวเพื่อใช้ในการสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  โดยอาศัยหลัก  “ คนจัดดอกไม้  ดอกไม้จัดใจคน ”  คนจัดดอกไม้  บางครั้งจัดไปตามกิเลส  แต่ดอกไม้จัดคนโดยไม่มีกิเลส  ดอกไม้จัดใจเราให้อยู่ในปัจจุบันขณะ  ที่นี่ทำให้เราพิจารณาว่า…ความตายเป็นสุดรอบของชีวิต  เราจึงต้องทำปัจจุบันขณะให้ดี 

เดินลึกเข้าไปอีกสักนิด  จะพบกับ  “ ธรรมศาลา ”  เป็นศาลาดินทรงกลมหลังคาสูง  ทุกเช้าวันเสาร์ – อาทิตย์  เวลา ๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น.  จะมีการจัดรายการวิทยุสาวิกา  สื่อเพื่อชีวิตที่ดีงามและเป็นอิสระสด ๆ กันที่นี่  โดยผู้ฟังสามารถฟังผ่าน  http://radio.ku.ac.th

มุมหนึ่งของเสถียรธรรมเป็นห้องสมุดครอบครัว  ซึ่งมีหนังสือธรรมะและสื่อสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวจัดวางให้สามารถเลือกอ่านกันได้  เดินต่อไปอีกนิดเป็นซุ้มกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่  ที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ลูกทำร่วมกัน  เช่น  ทำลูกชุบ  เพนท์ผ้าบาติก

.

นอกจากจะมาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถานแบบวันเดียวแล้ว  ที่นี่ยังเป็นมุมหนึ่งในการพักสงบใจจากโลกภายนอก  โดยการพัฒนาชีวิตด้วยอาณาปานสติภาวนา  เป็นวิธีการภาวนาที่อบรมใจให้เป็นอิสระในการภาวนา  ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใด  เพราะลมหายใจนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ  เพียงแต่ให้รู้จักใช้ลมหายใจให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุด  คือ  เป็นเครื่องมือภาวนาให้เกิดความสงบภายในใจ  จนสามารถใคร่ครวญธรรมและเข้าถึงสภาวะของธรรมได้  ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมหรือพัฒนาชีวิตด้วยอาณาปานสติภาวนานั้นต้องถือศีล 8 ในช่วงเวลาที่ปฏิบัติธรรมนั้นด้วย

.

นอกจากนี้เสถียรธรรมสถานยังมีกิจกรรม “ ธรรมชาติบำบัด ”  คือ ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ  พร้อมกับสร้างสมดุลให้กับชีวิต  โดยแก่นของธรรมชาติบำบัดนั้น  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริโภคเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ของผู้คน  ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน  ซึ่งต้องเริ่มจากภายในจิตใจก่อน  แล้วจึงขยายออกไปสู่ภายนอก  กิจกรรมธรรมชาติบำบัด  อาทิ  การเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด  การฝึกโยคะและการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสม  การพอกโคลน  เป็นต้น

.

เมื่อวนกลับมายังด้านซ้ายของประตูทางเข้าเสถียรธรรมสถาน  ที่นั่นมีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่  ของที่ระลึกที่จัดจำหน่ายมีหลากหลาย  เช่น  เสื้อยืดเพนท์ข้อความธรรมะเตือนใจในแบบต่าง ๆ  หนังสือหรือซีดีธรรมะ  ธูปเทียน  หรือเครื่องสำอาง เช่น สบู่เหลว  ที่ทำจากธรรมชาติ  และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้พบเจอก็คือโปสการ์ดที่เสถียรธรรมสถานจัดทำขึ้นเอง  มี 4 ชุด  ในราคาเพียง 50 บาทต่อ 4 ชุด

.

โปสการ์ดแต่ละใบนอกจากมีภาพที่งดงามแล้วยังมีข้อความสอนใจ  เช่น  ใบนี้ที่เขียนเอาไว้ว่า  “ ถ้าเราแก้ปัญหาอย่างมีสติ   งานก็ได้  ใจก็รอด ”

ภาพในโปสการ์ดใบนี้เป็นภาพการบำบัดด้วยธรรมชาติอย่างหนึ่ง  คือการพอกโคลน  โดยหลักการแล้วผู้ที่เข้ามาในเสถียรธรรมสถานจะเกิดความสงบขึ้นภายในจิตใจ   และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมชาติบำบัด  แล้วการพอกโคลนคือการบำบัดทางร่างกาย  อันมีผลต่อผิวพรรณซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตใจข้างใน

แต่เมื่อได้เห็นโปสการ์ดใบนี้  ทำให้ฉันรู้สึกว่า  ในช่วงขณะเวลาที่เราอยู่ภายใต้ธรรมชาติเช่นดินโคลน  หากเราทำตัวผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติ  ให้เราได้หยุดนิ่ง  ให้ใจเราเงียบสงบจากโลกภายนอก  เหมือนเราปิดสวิตซ์ข้างในใจ  ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้ธรรมชาติ  ซึ่งอาจรวมถึง “ ธรรม ”  อันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

.

การปิดสวิตช์ในใจนั้น   ไม่จำเป็นที่เราจะต้องปฏิบัติธรรมเจริญอาณาปานสติเท่านั้น  เราสามารถทำง่าย ๆ ที่ใจของเราเอง  เพราะหากเราไม่เรียนรู้หรือฝึกที่จะมีสติควบคุมใจเราเองในแวดล้อมของสังคมที่วุ่นวายบ้าง  ก็ยากที่เราจะปิดมันลง  หรือทำใจให้ว่างให้เงียบได้แม้เราจะอยู่ในที่เงียบสงบเพียงใด

.

และเมื่อเราสามารถปิดสวิตช์ของใจที่สับสน  ปิดเปลือกใจจากความฟุ้งซ่าน  ปล่อยวางอคติ  ในวันนั้นจะเป็นวันที่เราสามารถเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาในทุกดินแดนได้ด้วยสติและสันติ…

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณ

เสถียรธรรมสถาน
เวบไซต์ http://www.sdsweb.org/th/index.php

 

สารบัญ ก้าวฯที่๔๔





Hand Made – Heart Made

15 11 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Hand Made – Heart Made

.

.

เขียนที่โต๊ะหนังสือข้างหน้าต่าง…

.

สวัสดียัยลักษณ์

เป็นคำถามเชย ๆ  แต่ก็อยากจะถามเธอว่า…  เธอสบายดีไหมเอ่ย?  พบเจอเธอทีไร  ฉันจะรู้สึกเหมือนเธอสบายดีในทุก ๆ ครั้ง  เพราะว่าเธอไม่เคยบ่นหรือรำพึงรำพันถึงความทุกข์ยากอะไรออกมาให้ฟังแม้แต่สักครั้งเดียว  แต่เมื่อฉันมองหน้าเธอ  ก็จะได้พบใบหน้างอ ๆ เหมือนแบกทุกข์ของโลกทั้งใบไว้อย่างนั้น  ฉันจึงสรุปว่า…เธอเป็นคนอมทุกข์อมสุข  ซึ่งปากแข็ง!

ความจริง…เพื่อน คือ คนที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน 

แต่สำหรับเรา… ทุกข์สุขนั้นแผ่ออกมาจากหัวใจสู่รอบตัว  แล้ววนเวียนอยู่ในพื้นที่ว่างระหว่างเรา  ไม่ต้องพูด ไม่ต้องบอกอะไรหรอก  ในความเงียบงันนั้น  ฉันรับรู้ถึงข้างในใจเธอได้เสมอ…

.

.

เห็นโปสการ์ดใบนี้แล้วก็อยากจะส่งมาให้กับเธอ  เธอได้ยินเสียงลอยออกมาจากผู้หญิงในภาพโปสการ์ดนั้นไหม?  ผู้หญิงคนนั้นเพียงต้องการถามเธอสักนิดว่า…  เธอเหนื่อยไหมกับการวิ่งตามเทคโนโลยี  ในวันที่โลกมาไกลถึงตรงนี้  เธอก็ต้องวิ่งวุ่นหาความไกลออกไปอีก…

.

ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย…  ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ชอบชวนฉันไปหาที่สงบ ๆ หยุดพักใจ  ชวนไปปฏิบัติธรรม  ฉันเห็นด้วยกับเธอนะ  บางครั้งโลกทำให้หัวใจและย่างก้าวของเราต้องเดินทางอย่างรวดเร็ว  หากเรามีสติรู้ตัว  รู้จักหยุดนิ่ง  ให้เวลากับการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา  พินิจกับปัจจุบันที่เป็นอยู่  ว่าสิ่งใดที่เราทำแล้วไม่ดี  หรือทำให้สิ่งอื่นใดต้องเดือดร้อน  หรือกับบางสิ่งที่ทำพลั้งพลาดไป  ก็น่าจะทำให้เราสามารถคิดและทำสิ่งที่อยู่ในอนาคตได้ดีขึ้น

ทุกวันนี้… ในแต่ละวันที่เราก้าวเท้าออกจากบ้าน  แม้วันนั้นจะเป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่งใส ลมพัดเย็นสบาย นกน้อยขับขานบทเพลงไพเราะ  แต่อันตรายกลับซุกซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศทั่วไป  ก็คนเรานั้นมากมี  และความหลากหลายของคนเราก็มากมาย  ผู้คนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตอยู่กับความตึงเครียดของการงานหรือปัญหาเศรษฐกิจ  บางคนปล่อยให้ใจวิ่งวุ่นหมุนวน  ค้นหาทางออกไม่ได้  หรือระบายความรุ่มร้อนภายในใจออกมาด้วยวิถีทางที่เลวร้าย  สุดท้ายความเดือดร้อนก็บังเกิด

บางที…การที่เขาจะได้หยุดพักใจอย่างเธอบ้าง  หรือหาวิธีชะลอความเร็วของใจด้วยกิจกรรมบางอย่าง  เช่น  การทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดลออ ใช้สมาธิ  สังคมของเราคงมีพื้นที่สำหรับความไว้ใจกัน ความสบายใจ และความสุขมากขึ้นกว่านี้…

.

.

.

.

.

สักวันหนึ่ง… เราจะได้ไปปฏิบัติธรรมกัน  เพื่อที่ว่า…เราจะเป็นคนหนึ่ง  ที่หัวใจหมุนด้วยความเร็วคงที่อย่างพอดี  และเป็นคนที่จะช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น…

.

.

.

.

.

แด่… ลักษณ์เพื่อนรัก  และจิตใจที่เร็วร้อนของผู้คน

.

Read the rest of this entry »





บ้านที่มีรูปร่าง แต่ไร้ตัวตน

1 09 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

บ้านที่มีรูปร่าง แต่ไร้ตัวตน

.

.

dog2

เขียนที่บ้าน…

.

สวัสดีค่ะลุงทันต์

ลุงสบายดีหรือเปล่าคะ?   วิทยุที่แม่กับป๊าซื้อให้นั้นยังใช้ได้ไหมคะ?  ไม่น่าเชื่อเลยว่าลุงกับป้าอยู่ด้วยกันมานานโดยไม่มีวิทยุสักเครื่องไว้ฟังเพลงหรือฟังข่าวนะคะ  นั่นอาจเพราะว่า  การได้ฟังเสียงกันและกัน  ก็อิ่มสุขพอแล้ว…

เมื่อวันก่อนแม่ยังเล่าเรื่องของลุงเมื่อสมัยก่อนให้ฟังอยู่เลยค่ะ  หรือว่าแม่กับพ่อเริ่มแก่มากขึ้นก็ไม่รู้นะคะ  ท่านผลัดกันเล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟัง  แล้วยังมีการคุยทับกันอีกค่ะ  ว่าเมื่อสมัยตอนเด็กถึงวัยรุ่นนั้น  ใครยากลำบากกว่ากัน…

แม่เล่าให้ฟังว่า…  เมื่อก่อนลุงชอบออกไปหาปลาตามคลองแถว ๆ บ้าน  ได้ปลากระดี่มาก็มาทอดให้น้อง ๆ กิน  นกนั่งฟังพลางนึกไปว่า  ปลากระดี่ตัวแบน ๆ เล็ก ๆ นี่นะ  เอามาทอดแล้วจะเหลืออะไรให้กิน  ท่าทางจะต้องกินกันทั้งกระดูก  พวกแม่กับลุง ๆ คงมีกระดูกที่แข็งแรงกันน่าดู  แต่แม่บอกว่า  ปลากระดี่สมัยก่อนนั้นตัวใหญ่นะ คงเป็นเพราะคลองสมัยก่อนนั้นใสสะอาดกว่าเดี๋ยวนี้มากเลยนะคะ  แล้วแม่ยังเล่าให้ฟังอีกว่า…  ลุงไปจับปลาช่อนมาขังไว้จนหัวของมันโต  และตัวผอมลีบด้วยใช่ไหมคะ  นกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องขังมันไว้  จะฆ่าแกงมันไปเลยหรือปล่อยไปก็ไม่ทำ  นกว่าปลามันทรมานนะคะลุง  เพราะแม่บอกว่าลุงไม่ยอมให้มันกินอะไรเลยน่ะ  จะว่าลุงอยากเลี้ยงมันไว้ก็คงไม่ใช่แล้วมั้งคะ…

แล้วแม่ยังบอกอีกว่า…  ปลาที่ลุงจับได้  ส่วนใหญ่ลุงเอาไปให้แฟนเก่าของลุงที่ท้ายสวน  ใช่มั้ยล่ะ?  แฮ่ม แฮ่ม…  อย่าให้ป้าเห็นโปสการ์ดใบนี้นะคะ ^_^

คิดถึงอาโผ (ยาย) จังค่ะลุง  ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่บ้านของลูก ๆ ยายหลายคนนั้นมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว  แต่ยายก็ยังคงชอบอยู่ของยายง่าย ๆ นะจ๊ะ  ยายชอบนอนข้างล่าง  เพราะยายขึ้นข้างบนไม่ค่อยไหว  ที่นอนของยายก็เล็ก ๆ  ตอนยายมาอยู่ที่บ้านนก  ยายก็ชอบอยู่แต่ในห้อง  จนนกต้องออกปากเสนอว่าจะพายายไปเดินเล่นหรือนั่งรถเข็นเข็นไปเที่ยว เมื่อตอนที่ยายป่วย  ยายถึงจะยอมออกไปข้างนอก  และเวลายายออกไปเจอยายคนอื่น ๆ  เหล่าคุณยายก็พูดคุยกันอย่างมีความสุข  ยายคงจะกลัวลูกหลานจะลำบากมั้งคะลุง  เลยชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว  …คิดถึงยายเหลือเกินจ้ะ…

แล้วนกยังคิดถึงลุงพันธ์ด้วยนะคะ  จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนแม่เคยไปเยี่ยมลุงพันธ์  นกไปกับแม่ด้วย  และได้เห็นว่าลุงพันธ์นั้นมีบ้านอยู่ใต้สะพานข้ามคลอง  บ้านของลุงทำจากสังกะสี  ตอนนั้นลูกของลุงก็ยังอยู่กับลุงเลยค่ะ  แต่ภายหลังเมื่อลูกของลุงโตแล้ว  แม่บอกว่าเขาก็ไปหากินด้วยตัวเอง

ตอนที่ยายเสีย  พ่อขับรถพาแม่ไปที่ใต้สะพานข้ามคลองตรงนั้นเพื่อจะพบลุงพันธ์  แต่ที่ตรงนั้นกลายเป็นที่กลับรถไปแล้ว  ไม่เหลือร่องรอยของบ้านสังกะสีของลุงพันธ์อีกเลย  จนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าลุงพันธ์ย้ายไปไหน  มีชีวิตอยู่อย่างไร  ลุงพันธ์ไม่ได้ติดต่อกับลุงทันต์และลุงคนอื่นเลยใช่ไหมคะ?

ชีวิตของแม่เมื่อก่อนนกว่าลำบากแล้ว  แม่ต้องรำละครตั้งแต่เด็ก  ต้องทำโรงงานทำหมวกจนถึงดึกดื่น  แอบดูเจมส์บอนด์ 007 ในทีวีตามร้านกาแฟ  แม่กับป๊าเล่าถึงความหลังทีไร  น้ำตาของนกก็ซึมเอ่อออกมาได้ทุกครั้ง…

แต่ชีวิตของลุงพันธ์นั้น  น่าจะเรียกได้ว่ายากลำบากกว่า  แม้ลุงจะมีบ้าน…  แต่บ้านของลุงก็เสมือนไร้ตัวตน…  มันไม่มีความมั่นคงจีรังใด ๆ เลย…

.

จริงอยู่…ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนหรอกนะคะ  แต่การสามารถข้ามผ่านกาลเวลาไปได้  จากเดือน  เป็นปี เป็นทศวรรษ  เป็นศตวรรษ  มันท้าทายความหนักแน่นมั่นคงในจิตใจของคนเราได้ไม่น้อยเลย…

.

นั่นเป็นสิ่งที่นกคิดว่ายายอยากเห็นลุงพันธ์มีความหนักแน่นในใจมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม…

.

.

.

เพราะอย่างน้อย…  ในงานศพของยายที่แล้วมา  เราอาจได้พบกับลุงพันธ์กันอีกสักครั้ง…

.

.

.

.

.

.

.

แด่…ลุง  และผู้อยู่ในบ้านที่มีรูปร่าง  แต่ไร้ตัวตน…

. Read the rest of this entry »





Dark & Light

15 08 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Dark & Light

.

.

.

ดึกสงัดแห่งความเดียวดายค่ำคืนหนึ่ง…

ความมืดมิดห่มคลุมทุกอณูของระยะทางภายในซอยเล็ก ๆ แห่งนี้ ฉันเดินเข้าซอยด้วยความยากลำบาก อาศัยไฟรถที่ผ่านไปมาตรงถนนใหญ่ให้ความสว่างแค่พอให้อุ่นภายในใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันค่อย ๆ ยื่นมือและขาออกไปควานและแตะ ระวังสิ่งกีดขวางในระยะใกล้ ๆ จนถึงบ้าน…

เปิดประตูเข้ามาในความมืดมิด และ…อ้างว้าง วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากฉันเพียงคนเดียว

ฉันก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน มือคลำไปตามสิ่งของรายทาง…

เสียงลมพัดหวีดหวิวมาวูบหนึ่ง…

ขวับ! ฉันหันไปไม่เห็นใคร สายตาปะทะกับความมืดมิดเข้าเต็มแรง ในความมืดมิดที่แสนว่างเปล่า… ความหนาววูบ…เข้าจับขั้วหัวใจของฉัน

.

.

หันกลับมาอีกครั้ง ขาก็ก้าวมาตรงเงาทะมึนทึบใหญ่ที่ขวางหน้า

ฟืด…ด ฉันหายใจเข้าเต็มที่ แล้วกลั้นหายใจทันที

แย่แล้ว…

จะทำยังไงดี…

เธออยู่ไหนช่วยฉันที…

.

.

ฉันก้าวเท้าไม่ออกแล้ว…

.

.

อย่านะ!

อย่าทำอะไรฉันนะ!

ใครก็ได้ช่วยด้วย…ยยยยยย!

ฉันได้แต่ตะโกนก้องอยู่ภายในใจ…

.

.

ฉันจะขยับปากเท่าไรก็ทำไม่ได้!

.

ได้โปรด…

ได้โปรด…

.

.

.

.

.

อย่าทำอะไรฉันนะ คุณผี!!!!

.

.

.

.

พรึบ! ความสว่างเผยตัวแผ่กว้างขึ้นจากทุกสารทิศ

.

.

.

“ กลับดึกจัง! พ่อกับแม่ให้ป้ามานอนเป็นเพื่อนน่ะ ได้ยินเสียงประตูเลยลงมาดู ไฟก็ดับอยู่ตั้งนาน เทียน ไฟฉายก็หาไม่เจอเล้ย… ”

ฉันยิ้มให้ป้าน้ำตาเอ่อซึมออกมาเล็กน้อย

.

นึกขอบคุณความสว่างที่เผยความอบอุ่น ชั่วผลิกผันความมืดมิดในคืนเดียวดายค่ำคืนนี้…

.

.

.

.

.

.

แด่…ความกลัวและทุกผู้คนซึ่งอยู่ในห้วงมนต์ความมืดมิด

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

โปสการ์ดใบนี้เป็นหนึ่งในโปสการ์ดชุดที่ฉันได้มาจากอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อครั้งที่ไปดูดาวกับสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย…

เสาเฉลียง เป็นสถานที่หนึ่งที่ทางคณะพาพวกเราไปเยือน เมื่อไปถึง ฉันได้เห็นเสาหินคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่มหึมายืนเรียงรายอยู่บนลานโล่ง ที่รายล้อมด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ มองคล้ายเป็นสวนหินในปกคลุมของแมกไม้ตามธรรมชาติ

เสาเฉลียง เป็นคำที่ชาวบ้านเรียกแผลงมาจากภาษาส่วยหรือกูย ซึ่งเป็นภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร คือคำว่า “ สะเลียง ” หมายถึง เสาหิน

เสาเฉลียง เป็นประติมากรรมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ ในสองยุคด้วยกัน คือ ช่วงต้นเสาเป็นการสะสมของหินทรายในยุคไดโนเสาร์ (Jurassic Period) เมื่อประมาณ 180 ล้านปีก่อน ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศในยุคนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการแข็งและเกาะยึดตัวของหินทราย หินทรายในยุคนั้นจึงถูกกัดเซาะด้วยน้ำ ลม และแสงแดดต่อเนื่องกันยาวนานนับหลายล้านปี

ส่วนยุคถัดมาคือหินทรายยุคครีเทเชียส เมื่อประมาณ 135 ล้านปี คือหินส่วนบน ซึ่งเป็นหินที่แข็งแรงกว่า ทนต่อการสึกร่อนได้ดีกว่า ด้วยเงื่อนไขของสภาพดินฟ้าอากาศภายในโลกที่แปรปรวนน้อยลงในยุคนั้น

.

.

.

ในวันที่ฉันได้ไปยืนแหงนหน้ามองเสาเฉลียง ฉันรู้สึกทึ่งในผลงานของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เราได้เห็นประติมากรรมธรรมชาติ ที่มองแล้วเป็นธรรมชาติไร้การปรุงแต่งจากสมองหรือหัวใจหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ จึงมีเอกลักษณ์ของธรรมชาติโดยแก่นแท้เช่นที่เห็นอยู่นั้น…

.

แต่ในวันนี้ เมื่อฉันได้หยิบโปสการ์ดใบนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง ได้มองดวงอาทิตย์ยอแสงที่มีอานุภาพทำให้แผ่นฟ้าเบื้องบนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงสุดท้าย ก่อนที่จะอำลาด้านที่เคยสว่างนั้นไป ภาพในโปสการ์ดทำให้ฉันนึกต่อไปถึงช่วงเวลาหลังจากนั้น ที่ดวงอาทิตย์กลมโตต้องลับหาย บริเวณนั้นคงแทบมืดมิด เพราะความห่างไกลจากตัวเมืองและบ้านเรือนของผู้คน เมื่อไฟธรรมชาติดวงโตได้เสมือนดับไปในยามค่ำคืน หากเป็นทุกวันนี้ อาจจะมีแสงจากกองไฟหรือไฟฉายของนักท่องเที่ยวที่มากางเต็นท์พักแรม ถูกจุดหรือเปิดขึ้นมาทดแทนได้

แต่เมื่อครั้งยุคหินนั่นล่ะ เมื่อไฟอาทิตย์ดับไป มนุษย์ในยุคหินจะดำเนินชีวิตกันได้อย่างไร?

เป็นสิ่งที่ฉันสงสัยจากโปสการ์ด ในวันที่ไฟฟ้าให้ความสว่างไสวจนแลเห็นสีสันความสวยงามของภาพในโปสการ์ดได้อย่างชัดเจน…

.

.

เมื่อนึกทบทวนดูฉันก็รู้แต่เพียงว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ถือกำเนิดขึ้นมาในมหายุคซีโนโซอิก สมัยไมโอซีน (Miocene epoch) ช่วงประมาณ 23-5 ล้านปีที่ผ่านมา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้เรารู้จักกันว่า “ ไพรเมต (primate) ” ซึ่งชีวิตส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บนต้นไม้ มีนิ้วมือนิ้วเท้าเพื่อใช้ห้อยโหน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชนิด คือ พวกเอป (ape) ได้แก่ กลุ่มลิงไม่มีหาง ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นบรรพบุรุษของสกุลมนุษย์หรือสกุลโฮโม (Homo) ในช่วงปลายสมัยไพลโอซีน (Pliocene epoch)

พวกโฮโมหรือมนุษย์ นั้นวิวัฒนาการมาตั้งแต่ 2 ล้านปีที่แล้ว คือ Homo habilis หรือ คนใช้มือ (Handy man) Homo erectus เมื่อ 1.6 ล้านปีที่แล้ว มนุษย์ยุคนี้รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้อย่างง่าย ๆ เช่น ขวานจากสะเก็ดหิน รู้จักสร้างวัฒนธรรมขึ้นในสังคมกลุ่มเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีมนุษย์ในยุคต่าง ๆ ในหลาย ๆ พื้นที่ของโลก เช่น ยุโรป มีมนุษย์พวก Homo heidelbergensis ที่บางพวกวิวัฒนาการไปเป็น Homo Neanderthalensis ที่พบในประเทศเยอรมัน จนในที่สุดก็วิวัฒนาการมาถึง Homo sapiens มนุษย์ซึ่งมีสมองใหญ่ประมาณ 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสติปัญญาก้าวไกลจนได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาด (wise man)

จากประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกสืบต่อกันมา ทำให้คิดว่าเมื่อดวงอาทิตย์ห่มคลุมความมืดให้โดยรอบด้าน สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ในยุคโบราณรุ่นหลัง ๆ อาจกระทำเมื่อช่วงเวลานั้นมาเยี่ยมเยือน คือการคิดบางสิ่งบางอย่าง คิดในสิ่งมากมายที่ยังคงขาดหายไปจากการดำรงชีวิต และนั่นคือที่มาของการคิดค้นประดิษฐ์ หรือแม้แต่การคิดที่จะสื่อสารกัน เพื่อไม่ให้รู้สึกเดียวดายและไม่ปลอดภัยจนเกินไป อีกทั้งมากมายที่จะมาเติมเต็มวิถีชีวิตของพวกเขา

.

แม้ว่ามนุษย์จะเข้าสู่ยุคที่วิถีชีวิตนั้นถูกเติมเต็มเสียจนดูเหมือนว่าล้นปรี่ และบางคนถึงกับหมดสิ้นหนทางสำหรับความคิดอ่าน แต่บางที…ถ้าเพียงเราลองหลับตาหลับใจ ดับไฟแรงร้อนที่ลุกโชนอยู่ในสมองและหัวใจ ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในชั่วขณะของความมืด…เสียบ้าง ปิดตัวเองจากโลกภายนอกทั้งมวล …แล้วเมื่อไฟสว่างแห่งดวงตาและดวงใจเปิดจ้าขึ้นมาอีกครา เราอาจมีกำลังสติและกำลังใจที่แรงกล้าขึ้นจนเพียงพอที่จะมองเห็นอะไรใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นผันแปรไปจากเดิม หรืออย่างน้อยก็น่าจะมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะก้าวเดินต่อไป…

.

.

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก

- http://guideubon.com/news/view.php?t=40&s_id=7&d_id=4

- หนังสือธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี และคณะ

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





Life Sauce

15 06 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Life Sauce

.

เขียนที่เก้าอี้ม้าหินภายใต้ร่มเงาต้นมะม่วงใหญ่…

.

สวัสดีจ้ะน้องหนู

น้องหนูชอบภาพในโปสการ์ดที่พี่ส่งมาให้ไหมจ๊ะ ภาพนี้เป็นภาพปราสาทที่มีชื่อว่า “ นอยชวานชไตน์ ” (Schloß Neuschwanstein) ซึ่งอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันจ้ะ ปราสาทนี้มีความสวยงามราวเทพนิยาย เนื่องจากผู้ออกแบบตกแต่งเป็นนักสร้างฉากละครผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งมีชื่อว่า “ คริสเตียน แยงค์ (Christian Jank) ” แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทคือ “ กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ” แห่งแคว้นบาวาเรีย (ในช่วง ค.ศ. 1845-86 ) ทรงมิได้เห็นปราสาทหลังงามหลังนี้เมื่อเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตเนื่องจากจมน้ำ พร้อมกับแพทย์ประจำพระองค์ ในวันหนึ่งภายหลังจากทรงเสด็จพระราชดำเนินตรวจดูการก่อสร้าง

.

น้องหนูคิดเหมือนกับพี่ไหมจ๊ะว่า ความฝันนั้นกว่าที่จะก่อร่างสร้างตัวให้เป็นรูปเป็นร่างที่จับต้องได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก และชั่วชีวิตหนึ่งของคนเราก็แสนสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับอายุของจักรวาล ดังนั้นในระหว่างเส้นทางไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความฝัน จึงไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่ว่างเปล่า ที่เพียงแต่ปล่อยให้จินตนาการความฝันระเหยฟุ้งไปในอากาศ หากแต่เราควรเก็บเกี่ยวความหอมหวานและความสุขในจินตภาพฟุ้งฝันเหล่านั้น ให้เป็นพลังแก่หัวใจ ให้เป็นกำลังแก่ร่างกาย เพื่อถ่ายทอดมันลงไปได้อย่างเต็มที่ในขณะที่ลงมือก่อร่างสร้างฝัน…

น้องหนูเห็นปราสาทนอยชวานชไตน์แล้ว พอจะมีภาพฝันของสิ่งที่เรียกว่า “ เคหาสน์ในฝัน ” ของน้องหนูบ้างไหมจ๊ะ พี่เชื่อว่าทุกคนอยากมีบ้านไว้อาศัยอยู่ น้องหนูพอจะจินตนาการบ้านในฝันออกไหมจ๊ะ ถ้านึกไม่ออกนอกเหนือไปจากบ้านที่น้องหนูวาดลงในกระดาษสมุด พี่จะบอกให้ว่า บ้านหลังหนึ่งต้องมีคนออกแบบสร้างนะจ๊ะ บ้านของน้องหนูน่าจะเป็นบ้านที่มีบริเวณ มีสนามหญ้าให้น้องหนูได้วิ่งเล่นกับเจ้าด่าง ตัวบ้านก่อด้วยอิฐปูนให้แข็งแรงมั่นคงและทนแดดทนฝน มีห้องนอนขนาดปานกลางตกแต่งสีลูกกวาด มีภาพวาดสีสวยสดใสประดับประดา เตียงนอนหนานุ่มมีผ้าห่มอุ่น มีห้องนั่งเล่นไว้ให้น้องหนูดูทีวี ดูการ์ตูน หรือว่าฟังดนตรีที่ไพเราะ แล้วก็มีห้องหนังสือสำหรับให้น้องหนูเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตามใจต้องการ

.

.

แต่พี่อยากจะบอกว่า… สิ่งหนึ่งที่น้องหนูต้องรู้จักออกแบบเอง นั่นคือความสุขที่จะใส่ไว้ตามห้องต่าง ๆ ของบ้าน และสถานที่ที่น้องหนูจะนั่งทำการออกแบบความสุข ก็คือห้องหัวใจของน้องหนูเอง

แล้วน้องหนูก็ไม่ต้องกังวลอีกว่า บ้านในฝันของน้องหนูจะหน้าตาเป็นอย่างไร หากน้องหนูออกแบบความสุขในหัวใจเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน น้องหนูก็จะรู้สึกอบอุ่นใจและมีความสุขเหมือนอยู่ บ้านในฝัน…

.

.

.

.

แด่…เด็ก ๆ ในสลัมหรือชุมชนแออัดทุกคน

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

เส้นทางอัลไพน์-บาวาเรียสู่ดินแดนแห่งทะเลสาบใหญ่บอเดนซี สู่เกาะพฤกษชาติไมเนา (Mainau) ที่มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ได้ชื่อว่าเป็นเกาะแห่งพฤกษชาติ ที่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยไม้ดอกและไม้เมืองร้อนจำนวนมากตลอดฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อน เพื่อศึกษาและวิจัยพันธุ์ไม้ดอก-ไม้ใบจากทุกภูมิภาค จึงหลากหลายด้วยดอกไม้นานาพรรณ

ยอดเขา “ซุกสปิตเซ่” ที่สูงสุดในเยอรมนี สามารถเดินทางไปได้อย่างสบาย ๆ ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ ไต่เขาและกระเช้าไฟฟ้า เพื่อเดินทางเที่ยวชมทั้งศิลปะโบราณสถาน โบราณวัตถุ กับดอกไม้งามทั้งทิวลิป ฮายาซินต์ ฯลฯ

เมืองฟุสเซ่น (Fussen) เมืองสุดท้ายของเส้นทางสายโรแมนติกของเยอรมนี และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในการสร้างปราสาทของอาณาจักรบาวาเรีย และ “นอยชวานชไตน์” คือปราสาทซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่…สุดทางสายรัก

.

จากสุดทางสายรัก โปสการ์ดใบนี้บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ในมือของฉัน โดยผ่านมาทางมือของว่าที่สถาปนิกสาวอนาคตไกลลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง เห็นโปสการ์ดครั้งแรก ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือ “ ปราสาทนอยชวานชไตน์ ” อันเลื่องชื่อ ฉันนึกถึงภาพจิ๊กซอว์ขนาด 2,000 ชิ้น (1.25 ม. X 1.5 ม.) รูปปราสาทนอยชวานชไตน์ซึ่งแวดล้อมด้วยต้นไม้ใบไม้นานาในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แขวนไว้ที่ผนังด้านหนึ่งในห้องรับแขกของบ้าน ที่ด้านบนเหนือปราสาท จิ๊กซอว์ในส่วนท้องฟ้าชิ้นสุดท้ายได้ขาดหายไป…

ปลายทางแห่งความรักที่อาจเปรียบเสมือนภาพจิ๊กซอว์ ซึ่งรอส่วนเติมเต็มให้สมบูรณ์ของใครหลายต่อหลายคน แต่สำหรับฉัน… ฉันไม่เคยเฝ้ารอชิ้นส่วนสุดท้ายที่อาจตกหล่นหายไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง หากแต่ฉันได้ใช้สีฟ้าระบายส่วนท้องฟ้าที่ขาดหายไปนั้นด้วยตนเอง จนถึงวันนี้มานึกถึงวันที่ไม่เคยนั่งเพ้อฝัน ใฝ่หา ก็เป็นเวลานานมากแล้ว…

แต่…ความจริงโลกนั้นมีเหตุผลในตัวมันเอง เคยได้ยินไหมว่าสสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก มันอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปร่างและพลังงานไป บางที…จิ๊กซอว์ที่หายไปนั้น อาจยังคงมีความน่าจะเป็น ที่จะได้พบเจอกันในวันหนึ่ง…

ทางสายรักนำพาให้ฉันคิดถึง “ ความรัก ” จากหนังสือของนักประพันธ์เยอรมันท่านหนึ่ง Bernhard Schlink ผู้เขียนนวนิยายอันเลื่องชื่อ “ The Letter ” แต่ที่ฉันจะหยิบยกมากล่าวถึงนี้ เป็นอีกเล่มหนึ่งของเขา “ Liebesfluchten หรือ เมื่อรักเดินทาง ” ซึ่งภายในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรัก 7 เรื่อง ภายใต้บรรยากาศอันอึมครึม แตกร้าว และแตกต่างของเยอรมันตะวันออกและตะวันตก

เรื่องสั้นเรื่องแรกมีชื่อว่า “ เด็กหญิงกับกิ้งก่า ” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่มีความผูกพันกับภาพเขียนเด็กหญิงกับกิ้งก่าซึ่งเป็นศิลปะแนวดาดาอิสม์ (พื้นฐานของแนวเซอร์เรียลลิสม์) ซึ่งอยู่ในห้องทำงานของพ่อของเขา ความผูกพันลึกซึ้งมากขึ้นไปจนกลายเป็นความรัก เขาหลงรักเด็กหญิงในภาพเสียจนชีวิตรักในความเป็นจริงต้องลุ่ม ๆ ดอน ๆ ภาพเขียนนี้มีประวัติและความลับมากมายที่เขาได้รู้ในที่สุด และสุดท้ายเขาก็เป็นผู้ตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดกับภาพเขียน เพื่อให้ชีวิตได้ดำเนินต่อไป…

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “ สามีทรยศ ” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งย้ายไปอยู่เบอร์ลิน ผู้แต่งผูกร้อยเรื่องด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์ของคนเยอรมันตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางการเมือง ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ไม่เว้นกระทั่งเรื่องเพศสัมพันธ์

หรือในเรื่อง “ ชายคนหนึ่ง ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ซึ่งได้รับจดหมายรักจากชายแปลกหน้าที่ส่งตรงถึงภรรยาของเขาที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ด้วยความเจ็บปวด ผิดหวัง และเคืองแค้น เขาจึงตอบจดหมายและทำทุกอย่างเพื่อตามหาตัวผู้ชายคนนี้

เรื่องสั้นเรื่อง “ ขริบ ” เป็นเรื่องความหมกมุ่นครุ่นคิดของชายคนหนึ่งเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา เมื่อเขาตกหลุมรักกับสาวยิว การ “ ขริบ ” หรือ “ ไม่ขริบ ” จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ของชีวิตที่เขาต้องตัดสินใจ

.

เรื่อง “ แม่ถั่วหวาน ๆ ” ตัวละครนั้นประสบความสำเร็จในอาชีพในชีวิตอย่างน่าอิจฉา แต่เขาก็ยังไม่พึงพอใจกับชีวิตตัวเองเท่าไร จึงละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อจาริกแสวงหาคำตอบบางอย่าง แต่ยังไม่ทันได้ค้นพบเท่าไรนัก ก็บังเอิญประสบอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝันและไม่น่าเชื่อว่า นั่นเองที่ทำให้เขาตระหนักรู้ได้ในทันที ว่าความหมายของชีวิตทั้งมวลที่เขาต้องการอยากรู้อยากได้นั้นมันคืออะไร

.

.

.

อ่านจบแล้วสิ่งหนึ่งที่ฉันได้คิดจากเรื่องนี้ก็คือ บางที…คนเรานั้นต้องกล้าที่จะรัก โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่จะได้พบเจอ ณ ขณะรักนั้นจะเป็นเช่นไร จะสุข ทุกข์ เศร้า ผิดหวัง บอบช้ำ ฯลฯ สักเพียงไหน หากเรารู้จักอดทน และคิดวิเคราะห์ให้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว รอยทางและความหลังเหล่านั้น จะทำให้เราสามารถมุ่งไปให้รู้จักถึง…ความรักที่แท้ ได้ด้วยตนเอง…

.

และในท้ายที่สุดแล้วส่วนผสมของรสชาติความรักที่ได้ร่วมกันปรุงแต่งนั้น จะเป็นดังซอสความรักที่มีรสชาติเข้มข้น หรือว่าเจือจางไปด้วยวัตถุประกอบอื่น ๆ ก็คงขึ้นอยู่กับวิถีแห่งคนสองคน…

.

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- http://th.wikipedia.org

- http://www.marketatnation.com/country/germany.html

- หนังสือ “ เมื่อรักเดินทาง ” เขียนโดย… Bernhard Schlink แปลโดย… สมชัย วิพิศมากูล

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





กอก-นรอบ

1 06 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

กอก-นรอบ

.

.

เขียนบนนั่งร้านหลังคามุงจากซึ่งหันหน้าสู่ขอบฟ้าและท้องน้ำทะเลตรัง…

.

สวัสดีมิ่งมิตรของฉัน

.

ณ ที่ตรงนี้ เป็นมุมซึ่งงดงามจากการเสกสรรของธรรมชาติ เป็นที่พักกายคลายสมองอันเหนื่อยล้าจากการงาน ฉันต้องผ่านการทลายกำแพงกฎเกณฑ์ขององค์กรส่วนใหญ่ เพื่อให้องค์กรเล็ก ๆ ที่แตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ของฉัน ได้รับการยอมรับจากผู้ที่ตั้งกฎเกณฑ์ซึ่งใช้กันมานมนานนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนเหล่านั้นจะยอมรับสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นกับวงการ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักที่พวกเขาจะทำใจยอมรับได้เช่นกัน

ถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนกับโลกใบนี้ของเรา ซึ่งมีส่วนประกอบของอากาศเป็น ก๊าซไนโตรเจน 78.08% , ก๊าซออกซิเจน 20.95% , ก๊าซอาร์กอน 0.93% , ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% และ ก๊าซอื่น ๆ อีก 0.01% แต่หากวันใดวันหนึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีอัตราส่วนตีคู่ขึ้นมากับก๊าซออกซิเจนอย่างสูสี คุณคิดว่าพวกเรา , คุณหรือเขา หรือเด็ก ๆ รุ่นหลังจากเรา จะยังใช้วิธีดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ อยู่หรือเปล่า?

ณ ที่ตรงนี้ เป็นมุมซึ่งสงบสุขจากสายลมพัดเย็นสบายและเสียงคลื่นกระทบฝั่งในจังหวะทำนองสม่ำเสมอ เป็นที่พักใจอันว้าวุ่นจากการวิ่งหนีใจตนและใจใครบางคน น่าแปลกที่ในการพบเจอผู้คนแต่ละคนนั้น ทำให้เรามีความคิดและปฏิกิริยาต่าง ๆ กันไป ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องไปนั่งทานข้าว พูดคุย กับใครสักคนที่เราไม่คุ้นเคย ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ในใจต่อเขา เพื่อหวังว่าหลังจากนั้นเราจะได้เดินเคียงคู่กันไป หรือใช้ชีวิตร่วมกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน…

การแต่งงานหรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้น ฉันคิดว่ามันไม่ได้เป็นหลักประกันปริมาณความสุขหรือความรักว่าจะมากขึ้นตามกาลเวลาเสมอไป ดังนั้นฉันคงไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงกับชีวิตคู่ที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความรัก…

ณ ที่ตรงนี้ อาจจะเป็นมุมเหงา ๆ ของผู้หญิงประหลาด ๆ คนหนึ่ง ที่มองเห็นความดีสำคัญเหนือกว่าความรัก ที่อยากจะเห็นแก่ประโยชน์ของโลก มากกว่าประโยชน์ของตนเองหรือครอบครัว…

.

หัวใจซึ่งเป็นรูปธรรมอันถูกบรรจุอยู่ภายในร่างกายของคนเรานั้น อาจจะมีรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน…

แต่หัวใจซึ่งเป็นนามธรรมของคนแต่ละคนนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไม่เท่ากันหรอก…

.

และคงต้องอาศัยความกล้าหาญไม่ใช่น้อย ในการแผ่ขยายพื้นที่หัวใจออกมาจากกรอบกำแพงความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในสังคม เพื่อให้ได้ยืนหยัดอยู่นอกกรอบความคิดเหล่านั้นอย่างสง่างาม…

.

.

เห็นเด็ก ๆ ที่เล่นน้ำทะเลด้วยใบหน้าระบายยิ้ม ฉันรู้สึกว่า… ฉันอยากจะเห็นเด็ก ๆ ที่ฉันจะได้พบเจอทุกคน มีขนาดของความสุขที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจ ไม่แพ้เด็ก ๆ เหล่านี้…

.

.

.

แด่…เพื่อนบนความน่าจะเป็นของเส้นขนาน และทุกผู้คนที่ดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นกรอบพันธนาการ

.

Read the rest of this entry »








ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.