ก้าวฯที่ ๔๗

15 01 2010

.

ก้าวฯที่ ๔๗

      

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





เหงาเหง้าเงา

15 01 2010

เรื่องจากปก โดย กีรติ

เหงาเหง้าเงา

..

ครั้งยังเด็ก เงาเป็นสิ่งแปลกชวนให้เกิดคำถาม และสัญชาตญาณการเรียนรู้ได้หาคำตอบให้ในทันที  หลังจากนั้นฉันเริ่มเล่นเงา แม่จะเป็นคนบอกเสมอว่า อย่าเล่นเงาเดี๋ยวผีจับตัวไป ฉันคิด จริงเหรอ?

มีวิธีในการเล่นเงามากมาย ทั้งการทำมือให้เป็นรูปร่างต่างๆ หมา ผีเสื้อ งู ช้าง นอกจากนี้ ฉันยังทำท่าทางเล่นกับเงาเป็นอย่างอื่นอีก เช่น สิงโต โดยแค่ทำผมให้ยุ่งๆ มันก็คล้ายแล้ว มันช่วยให้คลายเหงาได้ดีเยี่ยม

ในเวลาที่แสงสลัวกระทบผ่าน ฉันค้นพบว่า นาทีนั้นฉันเหงาจับหัวใจ อาจมีใครบางคนที่รู้สึกคล้ายกัน และคงมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย สำหรับฉันกิจกรรมการละเล่นแบบเดิมๆ นั้นเปลี่ยนไปแล้ว ฉันกลับเพ่งมองมวลของเงาอย่างตั้งอกตั้งใจ และพบว่าในเงานั้นมีแสงและในแสงมีเงา

รูปร่างของเงาไม่ได้เป็นเพียงร่างเดียวที่แสงผ่านกระทบ ฉันเคยตกใจกับเงาที่ระบายบนพื้น มันช่างแปลก เป็นรูปร่างคล้ายบางอย่างที่น่ากลัว ฉับพลันที่มองหา อะไรกันหนาที่เงาสะท้อนมานั่น และฉันก็ต้องถอนหายใจโล่ง โธ่ ก็แค่กองผ้าและจิปาถะนานาเท่านั้น

สิ่งที่เงาเป็น อาจไม่ใช่สิ่งทั้งหมดที่มี เงาจึงไม่ใช่ความจริง เฉกเช่นทุกสิ่งในโลก แต่เงาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันสัมพันธ์ของสายตาและความสว่างกับมวลวัตถุ  เงาทำให้มีระยะ เงาทำให้มีปริมาตร และเงาทำให้ความเหงาเกาะกุม

เด็กคนหนึ่ง คนที่เคยเล่นเงาเพราะความเหงา เธอบอกกับฉันว่าต่อให้ความสว่างจ้าไล่เรียงมาสักเท่าไร หากยังมีความเหงาและมีเธอยืนท่ามกลางแสงนั้น เงาคือเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอ น่าแปลกที่ฉันก็คิดไม่ต่างกัน

เหงาอาจเป็นเหง้าของเงา เงาอาจเป็นเหง้าของเหงา ทั้งสองอาจเป็นสิ่งเดียวกันของความจริง หรืออาจไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากตัวเอง •

content





ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

15 01 2010

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

.

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

“ท่านคิดว่าคนเหล่านี้เมื่อก่อนนั้นเป็นเช่นไร”

นางยิ้มเล็กน้อย คำถามนั้นคล้ายเป็นการเย้ยหยันผู้คน “ผู้คนก่อนนี้ก็เหมือนกัน ปลายสุดก็เหมือนกัน”

บัณฑิตธนูทองฉงนสงสัยในคำตอบของนาง “อย่างไรกัน ท่านไฉนไม่คลี่คลายให้ความกระจ่าง”

“ผู้คนแรกเกิดมีเพียงร่างกายเปล่าเปลือย เมื่อหายใจเข้าไปย่อมสะสมพลังชีวิตจากธรรมชาติ ระหว่างทางนั้น ส่วนขาดส่วนเกินล้วนแล้วเกิดจากปัจจัยรายรอบหนุนนำ เกิดความมีและไม่มี  ทว่าในปลายสุดล้วนแล้วต้องปล่อยว่าสิ่งที่สะสมมานับแต่แรกเกิดกลับคืนสู่ธรรมชาติ กำเนิดย่อมเหมือนกัน สิ้นสุดก็มิได้แตกต่าง”

“โอ่ – นี่ถ้าข้าพเจ้าหลับตาสนทนากับท่าน คงหลงเข้าใจว่ากำลังวิสัชนากับนางชีผู้มีกลิ่นกายแห่งบุปผา” มันหยุดครู่หนึ่ง โปรยยิ้ม จากนั้นกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม

“ผู้คนเมื่อตายดับ กลับมีเพียงความดีงามที่สร้างไว้แต่หนหลัง นั่นเป็นสิ่งวัดความแตกต่างของการมีชีวิต คนพวกนี้ก่อนนั้นเคยเป็นเช่นผู้คนธรรมดาสามัญ เมื่อพบช่องทางของความรุ่งโรจน์ ต่างกระโจนเข้าใส่ กอบโกยไว้เป็นของตน”

นางยิ้มเล็กน้อย จากนั้นไม่กล่าวอันใดต่อจากนั้น สายตาจับจ้องไปที่คนกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้นย่อมมีใต้เท้าหม่ายืนอยู่เบื้องหน้า

ใต้เท้าหม่ายืนมองนางห่างออกไปไม่กี่ก้าว กลับมีสีหน้ากระวนกระวายใจยิ่งนัก ไม่นานนักจึงมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาใต้เท้าท่านนั้น คนผู้นี้มองไปคล้ายเป็นพ่อบ้านประจำเรือ ที่ติดตามมายังมีองครักษ์สามสี่คนในชุดสีน้ำเงินคราม ชายผู้มาถึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใต้เท้าหม่าพยักหน้าหนึ่งครา จากนั้นท่านคล้ายกำลังก้าวเท้าตามชายผู้นั้นออกจากห้องโถงรับรอง

ผู้คนมากมายในห้องมองตามใต้เท้าหม่า คล้ายต้องการล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของคนผู้นี้เป็นพิเศษ กระดังงาอัคคีก็เช่นกัน นางเชิดใบหน้าเล็กน้อย มองตามหลังใต้เท้าหม่า ใต้เท้าคล้ายกับสัมผัสรู้ว่านางกำลังเฝ้ามอง ท่านถึงกับหันมามองนางอีกครา

ในแววตาของนาง ในแววตาของใต้เท้า

ระหว่างนางกับใต้เท้าหม่าคล้ายมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น รอยยิ้มของนางสงบ ใต้เท้าหม่ามองผ่านมาในดวงตานาง ท่านพบเห็นรอยยิ้มนาง สีหน้าของท่านพลันแปรเปลี่ยน นั่นเป็นรอยยิ้มที่ท่านไม่มีวันลืมเลือนได้ตลอดชีวิต ดวงตาท่านพลันหดหู่ จากนั้นท่านหันหลังกลับและเดินตามชายผู้นั้นออกไปอย่างรีบเร่ง ส่วนนาง นางมิเคยลืมแววตาอันหวาดหวั่นคู่นั้นเช่นกัน

แววตานั่น ที่ทำให้นางต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้

เช่นกัน ใต้เท้าหม่าท่านเองก็มิเคยลืมเลือนประกายตาเยือกเย็นเช่นนั้น แววตาที่ไม่อาจไข่วขว้าอันใดภายในนั้นได้ ราวกับว่าสามารถกลืนกินทั้งสิ่งทั้งปวงในโลกหล้าให้หายลับไปกับตา

เป็นแววตาแบบเดียวกันกับมารเฒ่าตนนั้น มารเฒ่าอันได้ฉายาว่า ไร้ร่องรอย

‘เล่าอู๋เฟิง’ ใต้เท้าลอบกล่าวชื่อคนผู้นี้ในใจ พลันคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต

๐๐๐

Read the rest of this entry »





สิ่งที่เงาอยากจะเป็น?

15 01 2010

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

สิ่งที่เงาอยากจะเป็น?

.

.

คนเราอยากมีเงาเป็นของตัวเอง…

ในที่นี้หมายถึง  “สิ่งที่เราอยากจะเป็น”

.

.

ตั้งแต่เด็กเราเดินตามเงาของใครบางคนมาโดยตลอด

.

เงาของใครที่เรานับถือ เงาของใครที่เราหลงใหล เงาของใครหลายๆ คน

.

.

.

ใครต่อใครล้วนอยากจะมีเงาเป็นเหมือนคนที่เรายึด และถือเป็นแม่แบบ

.

01

.

.

.

เงาของสาวมั่น เป็น WORKING WOMEN
ที่ใครหลายๆ คนชื่นชม

.

.

.

.

.

 .02

.

เงาของนักธุรกิจหนุ่ม อนาคตไกล

.

.

.

.

.03 

.

เงาของศิลปิน ดารา นักแสดง ผู้กำกับมากฝีมือ

.

.

.

.

.

04

.

.

.

เงาของศิลปิน จิตรกรผู้มีลายเส้นเป็นของตนเอง

.

.

.

.

.

.05 

.

เงาของนางพยาบาลแสนสวย เป็นนางฟ้าแสนใจดี

.

.

.

.

.

.

และเป็นที่แน่ชัดยิ่ง เมื่อกาลเวลาผันผ่าน…

แสงเงาที่เคยส่องกระทบตัวเราอย่างแจ่มชัด ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย

.

06 07 08

.

ทีละน้อย…ทีละน้อย…ทีละน้อย…

.

.

เรากำลังหลงลืม!!

.

.

เงาที่เราเคยวิ่งตาม… เงาที่เราเคยฝันถึง…

.

.

09 10

.

และสุดท้าย…

เงาของเราก็เลือนหายไป

.

.

.

.

.

.

.

เราเคยถามเงาหรือเปล่าว่า…เงา…อยากเป็นอะไร

.

.

.

เงียบ…ไม่มีคำตอบ

แต่…ผมรู้คำตอบอยู่ในใจแล้ว

.

.

.

เราสามารถสร้างเงาเป็นของตัวเราเองได้

เราไม่จำเป็นต้องเดินตามเงาของใคร

เราไม่จำเป็นต้องใฝ่ฝันไปถึงเงาของใคร

.

.

เราเพียงแค่…ใส่ใจ และดูแลเงาของเราให้ดีที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

.

.

ผมถามเงาตัวเองว่า… “นายจะพอใจไหม ถ้านายจะเป็นเงาของฉัน…”

.

.

.

ไม่มีเสียงตอบเช่นเคย…

แต่…

.

.

ผมรู้ว่า…เงาของผม มันกำลังยิ้ม

.

.

content





The Touch of SHADOW

15 01 2010

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

The Touch of SHADOW

.

.

เขียนบนที่นอนชั้นบนของรถไฟ

.

ปลายเพื่อนรัก…

.

โปสการ์ดใบนี้เขียนมาเพื่อเป็นการขอบคุณเธอที่เป็นเพื่อนที่ดีของฉัน  ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา  และยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักในการเดินทางครั้งนี้อีกด้วย 

ฉันรู้สึกดีจริง ๆ ที่ได้พูดคุยกับเธอตลอดเวลาที่เราโดยสารรถไฟกลับกรุงเทพ ฯ  ฉันคิดว่าการรับฟังและการแบ่งปันทุกข์สุขระหว่างเราทั้งสองคนเป็นไปอย่างสมดุลดี  มีคนจำนวนไม่มากนักที่เป็นผู้พูดและผู้ฟังที่พอดีแบบนี้

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในจังหวัดตรัง  ฉันมองเห็นความเบิกบาน  อันส่องประกายทางสายตาผ่านมาจากข้างในหัวใจของเธอ  เสียงหัวเราะอันแจ่มใสเวลาเราพูดคุย  ดำน้ำ  ถ่ายภาพ  หรือว่าเสียงร้องเพลงตามบทเพลงรักจากโทรศัพท์มือถืออย่างเป็นสุขของเธอ  ก่อนที่เราจะหลับตาลงในคืนวันนั้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้คืนวันและบรรยากาศของการเดินทางในครั้งนั้น  เป็นไปด้วยความน่ารักและสวยงามยิ่ง…

.

เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่า  โลกหมุนไปเพราะความรัก…

.

.

โปสการ์ดใบนี้เป็นภาพของถ้ำมุกหรือถ้ำมรกตที่พวกเราได้มีประสบการณ์ลอดผ่านเข้าไปด้วยกัน  เธอจำได้ใช่ไหมจ๊ะ?  ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่ฉันได้คาดคิดไว้ก่อนเลย  กว่าเราจะผ่านจากปากถ้ำสู่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง

เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้มาถึงเกาะมุก  และต้องพบกับความผิดหวังที่ไม่สามารถลอดเข้าไปภายในถ้ำมรกตได้  เนื่องจากเป็นเวลาที่น้ำกำลังขึ้น  สิ่งนี้สอนให้เรารู้จักการรอคอย  กับบางจังหวะของชีวิตที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดหมาย  แล้วความอดทนที่มี  จะทำให้เราพบกับประตูสู่ความหวังนั้นได้

ก่อนเข้าสู่ปากถ้ำพวกเราต้องเกาะเสื้อชูชีพกันให้แน่น  และสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันปั่นจักรยานน้ำเข้าไป  เป็นนาทีที่ฉันรู้สึกแปลกใหม่  แต่ก็อดที่จะตื่นเต้นกับหนทางข้างหน้าและสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อนแบบนั้นไม่ได้

น้ำที่ปากถ้ำเป็นสีเขียวมรกตใสและสะท้อนให้ผนังถ้ำเป็นสีเขียวมรกตที่สวยงามเช่นเดียวกัน  ตื่นตาตื่นใจกับความงดงามได้ไม่นาน  ข้างในใจที่เต้นระรัวก็เริ่มเยียบเย็น  กับความมืดที่เข้าคลี่คลุม  หากไม่มีเพื่อนรักอย่างเธอและคนอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปด้วย  เส้นทางอันมืดมิดข้างในถ้ำคงชวนหวาดหวั่น…

.

.

มาคิดดู…  ความมืดที่รายล้อมเรานั้น  อันที่จริงก็คือ  “ เงา ”  ของยอดเกาะมุกที่บดบังแสงจากดวงตะวันไว้  ได้ชื่อว่า “ เงา ”  เป็นสิ่งที่ดูเหมือนมีตัวตน  แต่เราก็ไม่เคยสัมผัสตัวตนของเงาได้อย่างแท้จริง  เช่นกันกับความมืดมิดภายในถ้ำ  ที่อาจดูเหมือนสามารถสัมผัสใจเราได้  ทำให้เราเกิดเป็นความรู้สึกต่าง ๆ เช่น  หวาดหวั่น  หวาดกลัว  และบ่อยครั้งที่เงาสัมผัสใจเราให้รู้สึกมืดมน  คล้าย ๆ เดินวนอยู่ในถ้ำที่มองไม่เห็นแสงสว่าง

แต่แค่เพียงเรามีสติแล้วเข้าใจในธรรมชาติรอบกายและภายในใจ  เราก็จะสัมผัสได้ถึงความจริงที่ถูกบดบังไว้ด้วยเงามืดนั้น  และไม่ใช่เรื่องยากเลย  ที่เราจะพบว่า  ที่ปลายทางอีกด้านหนึ่งของถ้ำอันมืดมิดนั้น  มีแสงสว่างรอเราอยู่  เมื่อเราสามารถก้าวพ้นหรือว่ายน้ำออกไปได้  ใจของเราอาจได้สัมผัสกับความจริงแท้  โดยความจริงในความมืดมิดจะเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ  เลือนลับใจ…

.

.

.

.

แด่…ปลายเพื่อนรัก  และผู้คนในเงามืด

.

. 

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ในฤดูร้อนของปี 2552  ฉันมีโอกาสได้เดินทางไปภาคใต้กับเพื่อนสาวที่รักอีก 2 คน  ล้อของรถบัสประจำทางที่เราโดยสารเคลื่อนจากสายใต้ใหม่ในยามดึกของคืนหนึ่ง  และมาสิ้นสุดเส้นทางที่สถานีขนส่งของ  “ จังหวัดตรัง ”  ในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่ฉันเพิ่งเคยไปเยือนเป็นครั้งแรก  และฉันก็ได้พบกับความประทับใจในทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เพียงแค่บทสนทนาจากวิทยุท้องถิ่น  ก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความน่ารักของผู้คนที่นั่น  และเมื่อเราไปถึงบริษัททัวร์ที่ได้จองไว้  พนักงานก็ต้อนรับเราด้วยอาหารเช้ามือใหญ่ที่ทำให้เราอิ่มหนำสำราญ  มัคคุเทศก์พาเราขึ้นรถไปยังท่าเรือหาดยาวในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมที่อยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 45 กม.  ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นทำให้ฉันรู้สึกเพลิดเพลินใจ  ป่าต้นยางพาราที่เป็นระเบียบสวยงาม  ถนนราดยางมะตอยซึ่งทอดยาวไกลจนลิบตา  วัวสีน้ำตาลแทะเล็มหญ้าอยู่ข้างทาง  เป็นความงดงามที่จัดวางได้อย่างลงตัว

เราขึ้นเรือไม้ชั้นเดียวมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะกลางทะเลสีเขียวมรกต  บนเรือเราได้รับการแนะนำเรื่องการดำน้ำตื้นจากครูสอนดำน้ำซึ่งหลายคนมีอาชีพเป็นตำรวจน้ำ  ใต้ท้องทะเลที่ลึกเพียงแค่ 5-6 เมตรนั้นมีอันตรายมากมายแฝงอยู่ภายใต้ความสวยงาม  ทำให้เราต้องคอยระลึกในคำสอนของครูสอนดำน้ำ    ตั้งแต่เริ่มแรกที่เราลงไปสัมผัสผิวน้ำและทุกขณะที่แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล

เรือนำเราเทียบใกล้เกาะหลายเกาะในทะเลตรัง  เช่น  เกาะกระดาน  เกาะเชือก และเกาะม้า  เราลงดำน้ำแบบ  Snorkeling  กันที่เกาะเหล่านั้น  ทันทีที่ฉันก้มหน้าลงให้สายตาจมอยู่ภายใต้ผิวน้ำ  โลกที่เคยเป็นอยู่ในทุกวันก็พลันเปลี่ยนไป  สิ่งมีชีวิตที่ได้พบเจอนั้น  แม้ว่าจะไม่สามารถพูดคุยกันได้เช่นเพื่อนมนุษย์ทั่วไป  แม้อาจจะมีพิษมีภัยกับเราหากไม่ระมัดระวัง  แต่ฉันก็แน่ใจว่า…ภาพความสวยงามและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องทะเลที่นั่น  ล้วนเกิดขึ้นจากความเป็นไปโดยธรรมชาติ  เป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติเสกสรรขึ้นมาเพื่อให้ตนเองสามารถดำรงอยู่บนโลกใบนี้ได้  โดยไม่มีเจตนาที่จะห้ำหั่นเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อีกเกาะหนึ่งที่เรือของเราได้เทียบใกล้  นั่นคือเกาะมุก  เกาะที่มีถ้ำอันสวยงามซึ่งมีชื่อว่า  “ ถ้ำมรกต ”  ตั้งอยู่  ภาพในโปสการ์ดนี้เป็นภาพของถ้ำมรกต  และที่เห็นในภาพคือวิธีการเข้าไปภายในถ้ำ  โปสการ์ดใบนี้มิได้ได้มาจากเกาะมุกหรือถ้ำมรกต  หากแต่ฉันหยิบมาจากชั้นวางโปสการ์ดที่ท่าเรือหาดยาว  ปลายอีกด้านหนึ่งของถ้ำมรกตนั้น  มีพื้นที่กว้างประมาณ 2 ไร่  เป็นหาดทรายขาวและน้ำทะเลใส  น่าแปลกใจที่ผู้คนมากมายต่างกระตือรือล้นที่จะผ่านถ้ำแห่งนั้นเข้าไป  เพื่อพบกับพื้นที่เล็ก ๆ ในลักษณะนั้น  บางที…สิ่งท้าทายและการได้ทำสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต  อาจเป็นแรงจูงใจสำหรับคำตอบในการผจญภัยและค้นหาของพวกเขาก็เป็นได้

เรือใหญ่ลำนั้นส่งเราสามคนกลางทะเล   เราต่อเรือหางยาวเล็ก ๆ เข้าสู่เกาะลิบง  เกาะใหญ่ของจังหวัดตรังซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพะยูน  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ  เป็นที่น่าเสียดายที่ในวันต่อมาเราขึ้นเรือไปเพื่อตามหาตัวจริงของพะยูน  แต่เราก็ไม่เห็นพวกเค้าแม้สักตัว  เรากลับมาเล่นน้ำทะเลใสและหาดทรายสวยกันที่เกาะลิบงในบ่ายวันนั้น 

เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงจากกลางฟากฟ้า  ลมทะเลพัดมาเย็นสบาย  ฉันเอนหลังนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่วางอยู่ในเรือนหลังคามุงจากใต้ต้นมะพร้าวริมทะเล  ทอดสายตาสู่ท้องทะเลไกล ๆ  เบื้องบนนั้นเมฆครึ้มกำลังก่อตัวอยู่  มีคนเคยบอกว่า  มาภาคใต้ถ้าไม่โดนฝน  ก็เสมือนมาไม่ถึงภาคใต้  เบื้องบนเมฆก้อนนั้น  ดวงตะวันกำลังฉายแสง  และด้านล่างของหมู่เมฆ  เงาดำอาบบนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง…

ฉันอดมิได้ที่จะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยผสมผสานไปในเสียงคลื่นและสายลมพัดโบกพลิ้ว  มองภาพเงาเมฆเบื้องหน้า    เปรียบเทียบไปแล้วช่างคล้ายคลึงกับสัมผัสความคิดของคนเรา  ความคิดของเรานั้นบ้างสัมผัส บ้างขัดแย้งกัน  จนบางครั้งทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจ  แต่ในความจริง…ความคิดของเราก็คล้ายเงาของหมู่เมฆ  ที่ไม่ได้สัมผัสกันอย่างแท้จริง  แต่เกิดจากตำแหน่งของมุมความคิดที่อาจแตกต่างกัน  แค่เพียงเราจะเข้าใจว่า  มวลความคิดเหล่านั้น  แท้จริงแล้วไม่มีตัวตนที่แท้จริง  เป็นเพียงสิ่งสมมติที่เราปรุงแต่งขึ้น ณ ขณะใดขณะหนึ่ง  และเมื่อสิ้นสุดเวลา  มวลความคิดก็อันตรธานไป  คล้ายกับเงาเมฆเมื่อยามพระอาทิตย์ลับลาฟ้า…

.

ก่อนลาจากเกาะลิบง  พวกเราได้ไปเดินสำรวจสภาพชีวิตความเป็นอยู่  บ้านเรือนผู้คน  และธรรมชาติบนเกาะลิบง  ฉันรู้สึกขอบคุณครูสอนดำน้ำที่เป็นมัคคุเทศก์ที่ดี  พาเราท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาที่นั่น  ขอบคุณชาวตรังในอัธยาศัยไมตรีที่งดงามมาก  ขอบคุณธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่มอบสิ่งที่ดีให้กับเรา

.

.

ความทรงจำเหล่านี้เป็นเสมือนเงาของความเป็นจริง  ที่ทอดยาวปรากฏขึ้นมาเสมอเมื่อโมงยามของวันเวลาฉายส่องยังความคิดถึงในดวงใจ  และเมื่อคราใดที่วันเวลาฉายผ่าน  เงาความทรงจำเหล่านั้นจะลางเลือนไปชั่วขณะ  แล้วความจริงครั้งใหม่ก็จะเผยตัวขึ้นมา  พร้อม ๆ กับเงาของความจริงครั้งต่อมาที่จะทาบทา…   

.

1 

234  

.

.

ขอขอบคุณ
-  พี่หนุงหนิงสำหรับคำเกริ่นนำธีม
http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=16314

.

content





How James Cameron Wrote Avatar

15 01 2010

How James Cameron Wrote Avatar

 

Link http://fliiby.com/file/805226/6y0mc186ic.html

 

content





32 ธันวา

15 01 2010

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

32 ธันวา

.

.

มั่นอกมั่นใจทั้งตัวเองและทั้งค่ายว่าวันนี้ลำพังชื่อ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่สร้างปรากฎการณ์ 100 ล้านมาแล้วจากหนังตระกูล ส่ายหน้า ก็สามารถ "ขาย" และเรียกคนดูได้ ถึงขนาด ที่ว่าค่ายใหม่ ในนาม M39 กล้าใช้ชื่อ ยอร์ช เปิดตัวหนังใหม่ประเดิมเรื่องแรกของค่าย กันเลยทีเดียว  หลังจากตบเท้่าตามรุ่นพี่ที่ยกก๊วนลาออกจาก อาวอง มาอยู่ภายใต้ชายคา เมเจอร์ ที่ลงทุนเปิดบริษัทผลิตหนังไทยในนาม  M39  M  ก็คือ Major  นั่นแหละครับ

จากที่เราๆ ุคุ้นกันกับหนังตระกูล ส่ายหน้า ที่ต้องมีตลกคาเฟ่เป็นตัวชูโรงทั้ง  จตุรงค์  โก๊ะตี๋  ค่อม และ  จิ้ม  ที่เรื่องหลังๆ ไม่ว่า โปงลางสะดิ้งฯ หรือ โหดหน้าเหี่ยว  รายได้เริ่มจะตกลงแต่ก็ยังพ้น 50 ล้าน ก็นับว่าฉลาดที่รู้จักดิ้น พลิกแพลง จุดขายจากบรรดาตลกคาเฟ่  มาเป็นดาราสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาเป็นจุดขายแทนทั้ง สายป่าน ยิบโซ และ ปาย ศิตางค์ ตอนที่ได้ดู เทรลเลอร์ ผมนึกว่า ยอร์ช เปลี่ยนแนว มาจับหนังโรแมนติค คอมเมดี้ เสียแล้ว เพราะ เห็นแต่หน้า โหน่ง ชะชะช่า คนเดียวที่เป็นตลกชูโรงแล้วหนังก็ยังเน้นเรื่องความรักอีกด้วยบวกกับมุกที่ตัดมาโชว์ก็อยู่ในระดับหึ หึ ไม่ได้แรงเหมือนมุกในหนังส่ายหน้า  แต่กับกลยุทธ์ที่ฉลาดเลือกวันเปิดตัวในช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ไร้คู่แข่งแรงๆ  ผสมกับธีมเรื่อง 32 ธันวา ที่เข้ากับเทศกาลทำให้หนังกวาดรายไดอย่างสนุกสนานผ่าน 50 ล้านไปง่ายๆ

จากที่คิดว่ารอดูแผ่นก็เลยตัดสินใจมาเสียเงินดูในโรงก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดครับ  หนังไม่ใช่โรแมนติค คอมเมดี้ เหมือนหน้าหนัง หรือว่า ยอร์ช  ตั้งใจแล้วแต่ไปไม่ถึงสิ่งที่ปรากฎออกมาเป็นลายเซ็นเด่นชัดของ ยอร์ช ก็พรั่งพรูออกมาทั้งเรื่อง คือมุกที่อัดแน่น  ยิงออกมาเกือบทุกนาทีของหนัง  ได้ดูไป หัวเราะไป  ผลสำหรับผมที่หัวเราะยากแต่ก็ยังดูแล้วหัวเราะยิ้มไปทั้งเรื่อง  สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือเหล่าศิษย์เก่าตระกูลส่ายหน้าที่เคยเป็นจุดขายกลับมารับหน้าที่ในฐานะดารารับเชิญที่โผล่มาคนละ 5 นาที แต่ก็ได้ผลดีครับน่าจะดีกว่าที่เป็นบทนำแบบเดิมด้วยซ้ำ  ถ้ายังทำซ้ำอยู่อีกรอบนี้น่าจะเฝือเสียแล้ว  ถึงแม้มุก เหน่อสำเนียงเพชรบุรีที่เคยเล่นมาแล้วในโหดหน้าเหี่ยวจะถูกหยิบมาใช้หากินในเรื่องนี้อีกครั้ง  แต่เป็นมุกสั้นๆ ก็เลยพอ ขำไปได้อีกรอบ  นอกจากเหล่าศิษย์เก่าส่ายหน้าแล้วเรื่องนี้ ยอร์ช ยังเลือกใช้บริการหน้าใหม่ จาก แจ๊ส ชวนชื่น ในบท บอย เพื่อนและลูกจ้างเกย์ของโน๊ต กับสำเนียงดัดจริต ก็ถือว่าสอบผ่านสร้างสีสันให้กับเรื่องได้ดีอีกคนหนึ่ง

image001

ด้วยความที่เป็นหนังตลกเรื่องความฮาก็เลยมาก่อนเหตุและผลที่สมจริง  หลายๆ ฉากเลยเน้นเอาฮาเป็นหลัก  ถ้าเป็นหนังดราม่าในฐานะคนดูคงจะด่า  ถ้าคนไข้โรคจิตคนนึงจะพาเอาญาติพี่น้องเข้าไปหาหมอพร้อมกันอีกทั้งยังตั้งใจฟังเรื่องราวของคนไข้อีกคนอย่างสนอกสนใจ  พอเป็นหนังตลกก็เลยเข้าใจโดยปริยายว่านี่คือสถานการณ์สร้างมุก  ฟังดูง่ายนะถ้าจะทำหนังตลกเพราะเขียนยังไงก็ได้ไม่น่าเกลียดขอให้ฮาเป็นพอ  แต่ดูไปก็ยังชื่นชมกับบรรดามุกที่อัดแน่นมาในหนังและเกือบทุกมุกก็ได้เสียงหัวเราะจากคนดูกลับไป  บางมุกก็ติดหูและยังสร้างกระแสเป็นศัพท์ใหม่ในหมู่วัยรุ่นไปได ้อย่าง "ผู้ชายลัลล้า"

พอเหล่า่ศิษย์เก่าส่ายหน้าไม่ได้เป็นตัวเดินเรื่องเหมือนผลงานที่ผ่านมามุกก็เลยสะอาดขึ้น  ไ่ม่ค่อยมีคำหยาบหรือบรรดาสัตว์ออกมาเพ่นพ่าน  ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกสบายใจมากขึ้นถ้าจะพาลูกไปดูด้วยได้  แม้ไม่ทราบเครดิตว่าใครเป็นคนคิดมุกเหล่านี้ให้กับหนังแต่เครดิตก็ยังต้องย้อนกลับไปที่ตัว ยอร์ช ที่ยังคงมาตรฐานความตลกในหนังของตัวเองได้ไม่ผิดหวัง  ถ้าเทียบกัีบหนังตลกจากค่ายหรือผู้กำกับอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่แป้กมากกว่าติดนาทีนี้ก็ต้องยอมรับ ยอร์ช ที่ถือว่าเอาอยู่และเล่นเป็นกับหนังในแนวทางนี้ที่ไม่เพียงแค่มุกคำพูดแต่ ยอร์ช ยังสามาถดึงเอาพรสวรรค์จากบรรดาตลกคาเฟ่ให้สามารถเล่นมุกท่าทางการแสดงได้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ  นึกย้อนไปถึงฉากเมาหัวเราะของโก๊ะตี่จาก แสบสนิทฯ ที่ผมยกให้เป็นมุกคลาสสิคมุกหนึ่งไปแล้ว ใน 32 ธันวา ก็ต้องยกให้กับฉากหมอล้วงก้นของโหน่งที่ไม่มีมุกคำพูดอะไรเลย แต่เราก็สามารถฮาน้ำตาไหลไปได้กับการแสดงออกดิ้นทุรนทุรายเอามือตบโต๊ะกวาดข้าวของได้สมจริงสมจัง

ด้านพล็อตที่ดูง่ายๆ แต่ก็นับว่ามีอะไรมีช่องทางให้ใส่มุกเข้าไปมากกว่าหนังตลกดาษดื่นธรรมดา  แดนรับบทโน๊ต  หนุ่มมีกะตังพ่อแม่ตายหมดมีมรดกเป็นร้านเสริมสวยอาศัยอยู่กับเมย์ (สายป่าน) น้องสาว  ที่เป็นลูกติดมากับพ่อเลี้ยง  เมย์เลยมีศักดิ์เป็นน้องสาวแต่ต่างพ่อต่างแม่  โน๊ตมีแฟนอยู่แล้วคือนุ่น(ยิบโซ) แต่ก็ยังเจ้าชู้  ตามบทว่าเจ้าชู้แต่ในเรื่องก็ไม่เห็นเจ้าชู้เลยนะ วันหนึ่ง โน๊ต เล่นฟุตบอลเป็นโกลหัวกระแทกเสาโกลสลบไป  ฟื้นมาก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรค้างๆ อยู่ในหัวแต่นึกไม่ออก  เลยไปหาหมอจิตเวชทำให้ได้รู้จักกับ โจ (โหน่ง) คนไข้ที่เกิดมาหาหมอพร้อมกันเลยทำใ้ห้โจกับโน๊ตได้รู้จักคบหาเป็นเพื่อนกัน  โจแนะนำให้โน๊ต  ลองเปิดใจคบหากับสาวๆ ในสต๊อคของโน๊ตดูเผื่อว่าจะเจอคนที่โน๊ตพอใจจริงๆ  แล้วไอ้อาการค้างๆคาๆ ในหัวก็น่าจะหายไปก็เลยเกิดเหตุการณ์ตามที่ได้เห็นในตัวอย่างหนัง โน๊ตไปหา อั้ม(ปาย) สาวเชียงใหม่  ลองพาแฟนตัวเองเข้าโรงแรมดูสุดท้ายโน๊ตจะไปลงเอยที่ใคร  คงเดาไม่ยากด้วยความที่ว่าหน้าหนังตั้งใจจะให้เป็นหนังรักแต่ด้วยมุกที่อัดแน่นสัดส่วนของความตลกเลยล้นกว่าด้านของความรักกุ๊กกิ๊กในหนัง

ดูจบก็ยิ้มๆ ให้กับด้านความน่ารักของคู่พระคู่นางแต่ก็ไม่ได้ความรู้สึกเอาใจช่วยหรืออิ่มเอมไปก้ับการลงเอยกับความรักของทั้งคู่เท่าใดนัก

ด้านงานแสดงดาราแต่ละคนเรียกได้ว่าเล่นกับแบบสบายๆ  แดนในบทโน้ตที่ดูแคแรคเตอร์หงอยๆ ติ๋มๆ เหมือนจะก๊อปปี้บทหนุ่มขี้แพ้ที่ตัวเองเล่นจาก แสบสนิทฯ เสียยังงั้น  ทั้งๆที่บทบอกว่า โน้ต เป็นผู้ชายเจ้าชู้  แต่ก็มองไม่เห็นภาพความเจ้าเล่ห์หรือสายตากรุ้มกริ่มออกมาจากบทของโน้ตเลยบรรดาสาวๆ ในเรื่องบทไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงอะไรเท่าใดนัก ยิบโซ โชว์ตากลมแบ๋วน่ารัก โคลสอัพหน้าขึ้นจอได้เต็มๆ ในหลายๆ ฉาก

image002

ปาย ศิตางค์ สาวดัชชี่คนนี้สวยสุดจริงๆ แม้จะโผล่มาแค่สั้นๆ แต่ฉากเปิดตัวในฐานะสาวเชียร์เหล้านี่เธอสวยได้ใจจริงๆ น่าจะมีผลงานต่อจากนี้อีกแยะ  สายป่าน ดูเป็นเด็กสาวน่ารักแต่เสน่ห์ก็ยังดูห่างกับอีกสองสาวถึงแม้บทเธอจะมากที่สุดก็ตาม  หนุ่ม ในเรื่องเป็นพี่สาวนุ่นแฟนเมย์ดูเป็นปมด้อยที่สุดในหนัง  ใครเอามาเล่นเนี่ย  ควรจะมีบัญญัติศัพท์ที่ดีกว่า ไม้กระดาน มาให้น้องคนนี้ ไม่ว่าบทจะ เศร้า เครียด ดีใจ เสียใจ น้องก็มีอยู่หน้าเดียวเลย  แล้วไอ้หนวดหยิมบนขอบปากนี่ดูเกะกะตามากนี่ผมอคติมากไปไหมเนี่ยทีสาวๆง่ะชม

image003

ถึงแม้หนังของยอร์ชจะไม่ใช่หนังดี  ไม่ใช่หนังคุณภาพหวังรางวัลแต่เป็นหนังตลาดที่สร้างมาเพื่อหวังกำไรอย่างเดียวแต่ก็เป็นหนังที่มอบความบันเทิงตอบแทนค่าตั๋วคนดูได้คุ้มค่าครับ

 

content





เพื่อนยาก : Of Mice and Men

15 01 2010

Book Review โดย (...)

โดย (…)


IMG054

เพื่อนยาก : Of Mice and Men

จอห์น สไตน์เบ็ก : เขียน

ประชา อัตตธร : แปล – สำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์ – พิมพ์ครั้งที่ แปด

แก่นแท้แห่งมิตรภาพ ความไฝ่ฝันร่วมกันถึงที่ดินทำกินและชีวิตวันพรุ่งที่ดีกว่า


เสียงโยนเกือกม้าดังอยู่ข้างนอกนั่น กันได้ยินมันแทบทุกวัน มันเป็นอะไรบางอย่างที่พวกเขามักชอบทำกันเสมอเวลาเว้นว่างจากการทำงาน  ซึ่งกันเองไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นเกมแบบไหน แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนว่าเมื่อใครบางคนโยนมันให้เขาไปคล้องที่หมุด เขาจะมีสิทธิ์ในการแย้มยิ้ม หัวร่อ หรือยิ่งไปกว่านั้นคือกระโดดโลดเต้น

มันน่าสงสัยอยู่เหมือนกันสำหรับอาการเหล่านั้น แต่-กันก็แก่มากเหลือเกินกว่าที่จะเอาเวลาที่เหลือน้อยนิดของกันไปครุ่นคิดใส่ใจเรื่องแบบนั้น มันไม่มีเรี่ยวแรงด้วยละ – ส่วนหนึ่ง

คงมีเพียงแคนดี้คนเดียวเท่านั้นกระมังที่ไม่เล่นเกมแบบนี้ วันทั้งวันเขาจะต้องทำความสะอาดโรงนาแห่งนี้ ส่วนกันก็คอยเดินตามเขาหรือนำเขาบ้างในบางครั้ง เงาของกันและแคนดี้แทบจะไม่เคยพรากจากกัน

มันเป็นเวลายาวนานเท่าไรนั้น กันก็จดจำเวลาไม่ได้ถนัด ก็ควรจะเริ่มนับตั้งแต่ที่กันจำความได้นั่นละ ตอนนั้นกันยังเล็กอยู่เลย พอรู้ตัวอีกที กันก็แก่กว่าแคนดี้มาก ส่วนเขาก็ดูอ่อนแอลง ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันสมัยก่อนเป็นต้องลืม ๆ กันไปเสียบ้าง

วันนี้มีคนแปลกหน้าสองคน คนหนึ่งตัวเล็กแต่ท่าทางเอาเรื่องเหมือนกัน เห็นว่าชื่อ จอห์น – จอห์น มิลตัน หมอรู้ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่หมอกระทำต่อคนอื่นดูเหมือนไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครเท่าไรนัก จะมีก็แต่กับเจ้าคนตัวโตอีกคนนั่นละ ถ้ากันจำไม่ผิดหมอชื่อ เลนนี่

เลนนี่ สมอลล์ ชื่อหมอเหมือนจะเล็ก แต่หมอนั่นนะตัวโต ตัวโตเสียเปล่า แต่กันมองออกว่าหมอนะไม่เต็มเหมือนคนทั่วไป หมอออกจะพิเศษ แต่ก็ดูเป็นคนดีนะ แคนดี้ก็ยังว่าแบบนั้น

หมอมากันสองคน แน่นอน ไม่ค่อยมีใครเดินทางกันสองคนในยุคสมัยนี้หรอก ยุคนี้ไม่มีใครไว้ใจใครได้สักคน ทุกคนอยู่ในที่เดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนักนอกเสียจากเรื่องงาน หรือถ้าจะสุมหัวกันทีก็ต้องเชื่อมโยงกันด้วยเกมการแข่งขัน และตรงนั้นละ มันก็มักจะจบลงด้วยการก่อเกิดคนแพ้และชนะ

ไม่มีใครอยากพ่ายแพ้ตลอดเวลา แต่ชัยชนะมันก็ไม่ได้มาโดยง่าย การมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกัน เห็นว่าเมื่อไม่นานนี้หมาของสลิมหัวหน้าคนคุมล่อออกลูกมาหลายตัว ถ้ากันจำไม่ผิดน่าจะเก้าตัว แต่นายสลิมหมอจับกดน้ำเน่าไปสี่ตัว เหลือเพียงห้าตัว

มันจำเป็น-นายสลิมว่าอย่างนั้น คนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย เก้าตัวสำหรับหมาตัวเมียมันมากเกินกว่าจะดูแล  พวกเขาเลยตัดสินว่าพวกมันไม่สมควรมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความลำบากให้กับแม่ของมัน นั้นอาจเป็นสิ่งถูกต้องที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด ผู้ที่แข็งแรงกว่า ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าย่อมสามารถชี้นำหรือกำจัดอะไรก็ตามที่หมดประโยชน์ หรือเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นปัญหา

กันเองที่อายุมากขนาดนี้ก็คงไม่พ้นว่าสักวันจะต้องถูกจัดการอะไรบางอย่าง แต่แคนดี้ไม่เคยแสดงอาการแบบนั้นให้เห็นเลย เราผูกพันกันมากเสียจนเกินกว่าจะเอาเรื่องราวของผลประโยชน์มาตัดสินในการมีอยู่หรือดับสูญ

“ให้เจ้าคอหักสิ อ้ายหมาบ้านี้มันเหม็นฉิบหายเลย”

นั่นก็เสียงเจ้าคาร์ลสัน ตะหมอเข้ามาในห้องนี้ทีไรเป็นต้องส่งเสียงดังเสมอ และแคนดี้ก็ดูท่าทางไม่ค่อยชอบใจเจ้าหมอนี้เสียด้วยสิ กันเองก็เช่นกัน หมอชอบพูดเสียงเสมอเรื่องกลิ่นเหม็นๆ กันกับแคนดี้ต่างหากที่ต้องบ่นเรื่องนี้กับหมอ เพราะปากเหม็นๆของหมอนี่ละที่ทำให้กันต้องตื่นขึ้นมาดูเสมอ แล้วแคนดี้ก็พูดตอบหมอไปว่า

“กันอยู่กับมันมาเสียจนชิน จนไม่ได้กลิ่นว่ามันเหม็น”

แคนดี้พูดถูก กันเห็นพ้องด้วย เพราะในห้องขณะนั้นมีทั้งจอห์น ทั้ง สลิม พวกเขาไม่เห็นมีใครบ่นโวยวายเลยว่ามีอะไรที่มันเหม็นได้ขนาดนั้น แต่เจ้าคาร์ลสันมันก็ยังไม่ยอมลดละ มันยังคงตะแบงเสียงมายังกัน ให้ห่ากินตะหมอนี่มันจะอะไรกับกันนักหนา เหมือนว่าหมอกำลังพูดอะไรอีกมากมายกับแคนดี้

สลิมเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร แต่หมอก็ออกความเห็น และเมื่อแคนดี้รับฟังสิ่งที่สลิมพูด ดูเหมือนว่าแคนดี้จะหันหลังให้กับทุกคนในห้อง กันเห็นเจ้าคาร์ลสันไปที่เตียงนอนของมัน หยิบอะไรบางอย่างออกมา ไอ้สิ่งหมอหยิบออกมานะกันเคยเห็นเหมือนกัน แม้กันจะมีหน้าที่ดูแลแกะ แต่ว่าไอ้สิ่งนั้นมันก็เคยแผดเสียงคำรามจนกันต้องวิ่งเตลิดไปหาที่ซุกหัว

หมอเดินมาทางกันแล้วแต่กันแล้ว จากนั้นหมอก็ล้วงเอาสายหนังออกมาจากกระเป๋า จากนั้นนำมันมาคล้องคอกัน

“มา ไปกันเถอะ” เสียงของหมอที่พูดกับกันฟังดูอ่อนโยนขึ้น จากนั้นกันก็ค่อยยันตัวขึ้นจากที่นอน แคนดี้นอนนิ่งไม่พูดคุยกับใครอีกเลย ส่วนสลิมก็พูดกับคาร์ลสันสองสามประโยค ก่อนที่กันกับหมอจะเดินออกจากห้อง กันเดินไปกับหมอผ่าเข้าไปในความมืดมิด และเมื่อหมอหยุด กันก็หยุดด้วยเช่นกัน

ขณะนั้นเอง ที่กันรู้สึกถึงความเยียบเย็นเหน็บหนาวที่ประทับลงตรงต้นคอของกัน

วินาทีนั้น กันคิดถึงแคนดี้


บทประทับใจในเรื่อง

“หมอเป็นคนดี” สลิมว่า “คนดีไม่จำเป็นต้องมีความคิดมากนักดอก กันเห็นว่า ที่เป็นๆอยู่น่ะ ดูมันจะตรงกันข้ามเสียด้วย ลองนึกถึงอ้ายคนที่มันแคล่วคล่องว่องไวดูซี โดยมากก็มักไม่ใช่คนดีอะไร”


 





ก้าวฯที่ ๔๖

1 01 2010

.

ก้าวฯที่ ๔๖

     

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

 

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





ภาวะมนุษย์

1 01 2010

เรื่องจากปก โดย กีรติ

ภาวะมนุษย์

..

หลายครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้าคิดว่า บทบาทที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับการแสดง ใช่แล้วนี่คือวาทกรรมที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำๆ อย่างที่คนพูดกันว่า โลกเราเหมือนโรงละคร บทบาททุกตอนล้วนมายา และที่เข้าใกล้ความเป็นไทยเข้ามาหน่อยคือ เราต่างสวมหัวโขนกันทั้งนั้น

หัวโขน ที่อำพรางใบหน้าและอาการไว้ภายใน จำกัดให้ทราบเพียงว่า หัวนี้คือใคร ดุดัน อ่อนหวาน หรือขี้ริ้ว นี่คือเปลือกหุ้มและบดบัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ หัวโขนยังกำหนดบทบาท ท่วงท่าลีลาไว้ด้วย

ไม่ต่างกันกับการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่แค่ทุกวันนี้ แต่เป็นเช่นนี้มานานแล้ว เป็นมรดกสืบทอดความเป็นมนุษย์ หรือที่ข้าพเจ้าเรียกว่า ภาวะมนุษย์

มนุษย์ [มะนุดสะยะ-, มะนุด] น. สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีจิตใจสูง, คน.ความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราเรียกสั้นๆว่า คน แต่คำว่าคนก็ดูจะขัดแย้งและอลหม่านเหลือทนกับความเป็นผู้มีจิตใจสูงอันเป็นคำอธิบายก่อนหน้า คนหากเป็นกริยา คนจะต่างจากการละเลงหรือเปล่า การใช้ชีวิตของคนจึงจำเป็นต้องมีเครื่องขัดเกลา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไร ผลที่ออกมานั้นคือความเป็น มนุษย์

เมื่อข้าพเจ้าละเอียดอ่อนกับชื่อเรียกและความหมายซึ่งคนในสมัยก่อนหน้านั้นบัญญัติไว้ ข้าพเจ้าก็ได้พบกับความว่างที่อบอวลไปด้วยมายาหลากหลาย ทุกวันนี้คน และมนุษย์ไม่ต่างกันเลย อ่านแล้วดูเหมือนชื่อจริงและชื่อเล่นเสียมากกว่า

การแสดง และบทบาทของมนุษย์ ตามที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่าภาวะมนุษย์นั้น ได้มีมายาที่ว่า หัวโขน (ตามแบบไทย) เข้ามาสัมพันธ์อย่างแนบสนิท อีกทั้งดูเหมือนว่าจะเป็นการยอมรับและยกย่อง หากโขนที่ว่านั้นคือฝ่ายธรรมะ และเหยียดอีกฝ่ายด้วยสายตาตนว่าเป็นฝ่ายอธรรม

น่าขำไหมว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดกลับไม่มีใครรับรู้ นั้นคือภาวะจิตใจที่สูงขึ้นผ่านความประพฤติที่เราอยู่ร่วมกัน

ไม่เคยมีใครถอดหัวโขน เราต่างสวมมันไว้จนวันตาย ข้าพเจ้าเชื่อเช่นกัน •





ตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ

1 01 2010

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ

.

เรือใหญ่ กลางแม่น้ำฉิว ลอยอ้อยอิง

คล้ายกับว่า มันไม่แยแส กาลเวลา

.

บนเรือนอกจากมีผู้คนยังมีห้องโถงมากมาย แต่มีไม่กี่ห้องที่ตกแต่งราวสวรรค์วิมาน ในความใหญ่โต มีห้องขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน มีทางเดินวกวน ซับซ้อนจนอาจหลงทาง ส่วนในสุดของทางเดินมีซอกหลืบ ในซอกหลืบเร้นลับยิ่ง ยิ่งลึกเข้าไปภายในเพียงใด ยิ่งพบเจอแต่ความมืดมิด

ในความมืดมิด ไม่ทราบได้ว่ามีอีกกี่ชีวิตซุกซ่อนอยู่ ในความมืดมิด ยิ่งมิทราบได้ว่า ยังมีอีกกี่มากมายแอบหลั่งน้ำตา

และในความมืดมิด มีความเคลื่อนไหว ในความเคลื่อนไหวในแต่ละครา ย่อมมีจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนที่ผิดแผกแตกต่างกัน ใครก็ตามที่เคลื่อนไหวในความมืดมิดย่อมมีจุดประสงค์ที่ไม่อาจเปิดเผย ย่อมเป็นเรื่องราวที่ไม่อาจให้ผู้คนอื่นพบเห็น

ซึ่งในความมืดขณะนั้นคล้ายกับว่ามีเงาภูติพรายสองสายเคลื่อนไหวไปมาระหว่างซอกหลืบ

การเคลื่อนไหวของผู้คน อย่างน้อยย่อมสามารถพบเห็นร่องรอย ยิ่งการเคลื่อนไหวในความมืดมิดของคนทั้งสองอย่างน้อยสมควรทิ้งเงาร่างเอาไว้ให้พบเห็น หากแต่ในความมืดมิดและซับซ้อน เงาร่างผู้คนบางครั้งไม่อาจแยกแยะได้ว่า อันใดจริง อันใดเท็จ อันใดเป็นเงาร่างผู้คน อันใดคือร่างเงาภูติผีปีศาจ

กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งในความมืด แต่กับการเคลื่อนไหวของเงาร่างทั้งสองกลับตรงกันข้าม เงาทั้งสองกลับรวดเร็วยิ่งเมื่อพบแสงสว่างสายหนึ่งส่องผ่านความมืดดำ ในความซับซ้อนของโครงสร้างอาคาร เงาร่างหนึ่งทิ้งร่างลงในมุมหนึ่ง ดวงตาคู่หนึ่งวางทาบผ่านลำแสงที่ส่องจากภายในสู่ภายนอก แสงสว่างเพียงเล็กน้อยแต่บังเกิดเรื่องราวมากมาย

ส่วนเงาร่างอีกสายพริ้วผ่านช่องแสงหนึ่งไปยังอีกช่องแสงหนึ่ง เป็นเวลาเพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ ในความมืดก่อเกิดถ้อยความกระแสหนึ่งส่งผ่านอากาศ แต่ทั้งบริเวณกลับมีแต่ความเงียบงัน

“ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร”

ในความมืดมิด อีกเสียงหนึ่งตอบออกมาอย่างแผ่วเบา “ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตา”

“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน” อีกเสียงหนึ่งกล่าวตอบ

ภูติผีไฉนกล่าววาจาโต้ตอบกันและกัน เมื่อสามารถกล่าววาจากันได้ ย่อมมิใช่ภูติผี หากแต่เป็นผู้คนที่ล้วนแล้วกล่าววาจาต่อกัน เป็นว่าขณะนั้นมีน้ำเสียงของผู้คนถึงสองคน น้ำเสียงของผู้คนยามเอ่ยวาจากลับแผ่วเบา ด้วยเพราะคนทั้งสองต่างหลบเร้นกายในความมืดมิด

ในความมืดมิด หากได้เฝ้ามองความสว่างไสวภายนอก ย่อมสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนกว่าผู้คนที่อยู่ภายใน

แสงสว่างอาบไล้ไปทั่วบริเวณห้องโถง สีเหลืองเรืองรองจากดวงโคมเป็นไปตามจังหวะการจัดวางของผู้ก่อสร้าง ในความโล่งเรียบของผนังภายในกลับมีแพรพรรณหลากสีประดับประดาสอดประสานไปมาอย่างบรรจงวิจิตร

เป็นความขัดแย้งที่งดงาม ผู้คนที่อยู่ในโถงนี้มองไปล้วนแล้วเป็นอิสตรี เป็นอิสตรีเรือนร่างเปลือยเปล่า มีบ้างที่ห่มคลุมร่างกายด้วยผืนผ้าอาภรณ์เนื้อละเอียดเบาบาง หากนั่นก็มิอาจอำพลางความโค้งเว้าของสัดส่วนอันรัดรึงตรึงใจในบุรุษเพศ มองออกว่าพวกนางทั้งหมดนี้เป็นนางรำประจำเรือสำราญแห่งนี้

“จิ้งจอกเฒ่าช่างเลือกทีทาง” น้ำเสียงนั้นคล้ายเย้ยหยัน คำว่าจิ้งจอกเฒ่าหลุดออกจากปาก ย่อมหมายความถึงซินแสเกา ผู้ที่กล่าววาจาหากมิใช่สหายใต้หล้ายังมีผู้ใด

สหายใต้หล้าเฝ้ามองภาพต่าง ๆ ภายในห้องอย่างพิจารณา ดวงโคม แสงไฟ ริ้วผ้า ตลอดจนเรือนร่างของนางงามจำนวนหนึ่ง

ขณะนั้นเองซินแสเกา ส่งกระแสเสียงผ่านอากาศด้วยกำลังภายในลี้ลับ มันเหมือนกับว่าได้กระซิบอยู่ข้างใบหูสหายใต้หล้า

“แล้ว – ไฉนท่านยังรั้งอยู่ที่นี่เล่า?”
สิ้นคำถามของซินแสเกา กลับไร้คำตอบใดกลับมา สหายใต้หล้ากำลังจมดิ่งลึกอยู่กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า สายตามันสอดส่ายไปมาคล้ายกำลังค้นหาคำตอบบางอย่างที่มันครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลานับแต่ได้ออกเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมวิญญูชน

เรื่องราวของการเคลื่อนไหวของพรรคมาร อาภรณ์ฟ้า การรวมตัวของผู้คนชั้นสูงในเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิว และเหล่านางรำเปลือยเปล่าเหล่านี้เล่า ซินแสเกาไฉนให้ความสนใจกับห้องแต่งตัวของพวกนาง

ขณะที่ใช้ความคิดนั้น สายตาของมันพลับพบเจอบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจ ‘ดอกโบตั๋น’ สหายใต้หล้าหยุดนิ่งตรงแผ่นหลังของนางรำนางหนึ่ง

นางเป็นสตรีรูปร่างบอบบาง อาภรณ์ที่สวมใส่ขณะนั้นเป็นผ้าแพรบางเนื้อละเอียดเป็นประกายวับวาวอันเกิดจากการปักด้ายสีทองเป็นลวดลายคล้ายสายธารายามต้องแสงจันทรา ดอกโบตั๋นดอกหนึ่งประดับอยู่กลางแผ่นหลังของนาง

รูปสลักมักบอกความหมายและที่มา คนบางคนเกิดมาพร้อมกับรอยสลัก บ้างก็เพาะสร้างขึ้นในภายหลัง สตรีที่สลักดอกโบตั๋นลงบนแผ่นหลังย่อมมิได้มีความอ่านอย่างเช่นสตรีทั่วไป

ซินแสเกาติดตามสายตาของสหายใต้หล้าไป มันไปหยุดลงยังตำแหน่งแห่งเดียวกัน ‘ดอกโบตั๋น’ มันอุทานขึ้นภายในจิตใจ จากนั้นละสายตาจากดอกไม้ดอกนั้นมายังสหายใต้หล้า หากแต่ความมืดมิด เห็นเพียงเงาร่างผู้คน ไม่อาจมองเห็นสีหน้า

๐๐๐

ซินแสเกาเองก็คล้ายว่ามีความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นภายในจิตใจเช่นกัน ผู้คนทั้งสองขณะนั้นหากแม้ความนึกคิดสามารถส่งผ่านถึงกันได้ คงเกิดการถกเถียงกันตลอดเวลา ดอกโบตั๋นสีแดงบนเรือนร่างขาวผ่อง ไฉนรบกวนจิตใจซินแสเกาได้ถึงเพียงนี้ พลันนั้นเองที่ซินแสเกาหวนนึกถึงเรื่องราวของอาภรณ์ฟ้า ของวิเศษที่ผู้คนต่างเดินทางมาเพื่อเชยชม

ดอกโบตั๋น , อาภรณ์ฟ้า คำสองคำนี้ หากกล่าวถึงขึ้นต่างที่ต่างวาระ มันเองไฉนใส่ใจเอาความ ทว่าครั้งนี้ คำทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสถานที่แห่งเดียวกัน วูบหนึ่งใบหน้าของซินแสเกาพลันแปรเปลี่ยน นี่กลับเป็นเรื่องราวแทบสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว หากแต่มันยังไม่อาจกล่าวอันใดออกมาได้ ทว่าที่กล่าวออกมาก่อนกลับเป็นสหายใต้หล้า

“หรืออาภรณ์ฟ้าหาใช่อาภรณ์ฟ้า ดอกโบตั๋น มิใช่เป็นเพียงการร่ายรำ” สหายใต้หล้ากล่าวจบ หยุดนิ่งเฝ้าคอยความเห็นของซินแสเกา

“ข้าพเจ้ามิกล้าคิด ยิ่งมิอาจคาดเดา”

“ท่านทราบหรือไม่ว่าค่ำคืนนี้นอกจาก ใต้เท้าเหลิงเชื้อเชิญชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะมารวมตัวกันเพื่อชื่นชม ‘อาภรณ์ฟ้า’ แล้วยังมีแผนการอันใดอีก?”

“ข้าพเจ้าทราบเพียงว่า ‘อาภรณ์ฟ้า’ หาได้มีจริง การชุมนุมครั้งนี้กลับเป็นอาณัติสัญญาณระหว่างพรรคเที่ยงธรรมทั้งหกสำนัก”

“พรรคเที่ยงธรรมหกสำนัก?” สหายใต้หล้านิ่งคิดเนิ่นนานถึงสำนักทั้งหก อันเป็นสำนักมาตรฐานของชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมมะ ผู้คนเหล่านี้น้อยครั้งจะรวมตัวกัน และทุกครั้งที่รวมตัวกัน ย่อมมีเรื่องราวให้ต้องติดตาม    

มันคิดถึงตรงนี้คล้ายต้องการความคิดเห็นของซินแสเกา

“เพื่อกระไรกัน?” มันกล่าวขึ้น

ซินแสเกาคราง ‘อา’ ครุ่นคิดสืบต่ออีกชั่วลมหายใจเดียว ‘เพื่อกระไร?’ เหมือนกับซินแสเกาได้รับคำตอบแล้ว มือข้างหนึ่งมันขยับ ในฝ่ามือปรากฏอาวุธลับรูปร่างคล้ายเข็มและด้าย ปลายเข็มมีประกายสีครามคล้ายกับอาบยาพิษไว้

“ดอกโบตั๋นดอกนี้สมควรเด็ดออกจากการแสดงในค่ำคืนนี้ มิเช่นนั้นแล้วยุทธ์ภพต้องเกิดการนองเลือดครั้งยิ่งใหญ่”

สิ้นเสียงซินแสเกา มือของมันก็พลันหล่นวูบลงข้างลำตัว อาวุธยังมิได้ซัดออก ตลอดทั้งร่างของมันกลับถูกพลังดัชนีซัดใส่พร้อมกันในคราเดียวสามสิบจุด ตลอดทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงเคลื่อนไหว

๐๐๐

สหายใต้หล้ามองร่างซินแสเกาที่พิงเข้ากับผนังฟากหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นทั้งรวดเร็วและเงียบเชียบ

“ซินแสเกา – ผิดที่ท่านรู้เรื่องราวมากเกินไป”

มันหยุดกล่าวชั่วครู่ สายตากลับไปจับจ้องยังจุดเดิม คล้ายกับกำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของนางรำทั้งหลาย ที่ค่อยๆทยอยเดินออกจากห้องแต่งกาย พวกนางกำลังก้าวเดินออกไปเพื่อทำการร่ายรำ เป็นการร่ายรำที่หนึ่งในมวลบุปผาคือดอกโบตั๋น

ในความมืดมิด มิทราบว่า ใบหน้าของสหายใต้หล้าขณะนั้นบ่งบอกอารมณ์เช่นไรออกมา มันผุดลุกขึ้นออกจากที่หลบซ่อนในมุมมืดหนึ่งกระโดดเข้าหาอีกความมืดมิดแห่งหนึ่ง ท่าร่างว่องไวหากแต่เงียบงัน ราวกับว่ามันได้สวมวิญญาณจอมโจรชุดเขียวอันเรื่องชื่อในวิชาตัวเบา

ซินแสเกานั่งอยู่ตรงนั้นไม่อาจเคลื่อนไหวใดๆ เฝ้ามองเงาร่างของสหายใต้หล้าค่อยๆกลืนหายไปในความมืด

ชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจคล้ายมีเหตุแปรเปลี่ยนกับซินแสเกา เสมือนมีบางสิ่งกำลังสั่นลั่นสะท้านภายในร่างมัน แววตาของซินแสเกาแปรเปลี่ยน ระบายลมหายใจออกคราหนึ่ง อดกล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมามิได้

“สหายใต้หล้า หรือที่แท้ ท่านเป็นคนของใต้ฟ้าลี้ลับ”

ซินแสเกามิมีเวลาครุ่นคิด มันรีบผละออกจากพื้นที่โดยพลัน เสียงฝีเท้าของมันแผ่วเบาราวกับลมหายใจเด็กทารก

.

.

จากความมืดมิดออกสู่แสงสว่าง แสงสว่างอันมากมายภายนอก บางครั้งแสงสว่างอันมากมายละลานตายังน่ากลัวกว่าความมืดสนิทภายในซอกหลืบ





หัวใคร… ภายใต้ หัวโขน…

1 01 2010

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

หัวใคร…  ภายใต้  หัวโขน…

.

  .

เขียนใต้แสงโคมไฟบนโต๊ะหนังสือ

.

ผึ้งเพื่อนรัก…

หยิบโปสการ์ดใบนี้ขึ้นมาเพราะคิดถึงผึ้งมากจ้ะ  โปสการ์ดใบนี้ช่างเข้ากับความเป็นไทยในตัวผึ้งเหลือเกิน  ความจริงถ้าใครมองผึ้งผิวเผิน  ก็จะนึกว่าผึ้งเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ดูออกจะห้าวหรือเป็นทอมบอยนิดหน่อย  ถ้าหากว่าใครไม่ได้ใกล้ชิดกับผึ้ง  ก็คงไม่รู้ว่า…เมื่อมองอย่างลึกซึ้งลงไปแล้ว  ผึ้งเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและมีความงดงามแบบไทย ๆ อยู่ภายในจิตใจ  คงจะเป็นเพราะเชื้อสายไทยเดิมแท้ ๆ ในกายของผึ้ง  ฉันเชื่ออย่างนั้น…

เมื่อวันก่อน…  ฉันได้ข่าวจากลักษณ์ว่า  ผึ้งพาคุณแม่ไปดูโขนกับลักษณ์  ในวันที่ฉันกำลังจะชวนเธอทั้งสองไปดูคอนเสิร์ตในสวน  เป็นไปได้ว่า…หากวันนั้นไม่มีการแสดงโขน  ผึ้งก็อาจจะไม่ยอมไปดูคอนเสิร์ตตามคำชวนของฉัน  แต่สำหรับโขน…หญิงไทยแท้อย่างผึ้งคงไม่พลาดอย่างแน่นอน

ว่าไปแล้ว…ผู้หญิงสมัยนี้  จะหาที่เนื้อแท้เรียบร้อยและงดงามอย่างไทย ๆ แบบผึ้งนั้นหาได้ยากเต็มที (ที่ไม่นับยัยลักษณ์อีกคน  เป็นเพราะว่ายัยลักษณ์นั้นเป็นพวกรวมมิตรคล้าย ๆ กับฉัน)

การแสดงโขนนั้นแสดงออกซึ่งอะไรหรือในสายตาเธอ?

เมื่อก่อนนั้นฉันก็เคยชมการแสดงโขนสมัยที่โรงเรียนมัธยมพาไปชมที่โรงละครแห่งชาติ  แต่ฉันรู้สึกว่าเนื้อเรื่องของโขนเป็นมหากาพย์ระดับสูง  ที่หากใครไม่เคยศึกษาหรืออ่านมาก่อน  ก็ยากที่จะเข้าใจ  ฉันจึงรู้สึกไม่สนุกเท่าไรนักเวลาที่ได้ดู

แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้  ฉันได้ชมการสัมภาษณ์ของผู้จัดการแสดงโขน  เขากล่าวว่าเขาจัดการแสดงโขนเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม  ในการสะท้อนสังคมจากเนื้อเรื่อง

ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่า  “ หัวโขน ”  นอกจากจะเป็นคำพูดที่เรากล่าวกัน  เพื่อที่จะแสดงถึงการสวมบทบาทบางอย่างนอกเหนือจากความเป็นตัวเรา  “ หัวโขน ” ยังสะท้อนความเป็นไปของเรื่องราวในสังคมรอบตัวเราอีกด้วย 

จากนี้ไป…  ฉันจะต้องเข้าใจเสียใหม่แล้วว่า  การสวมหัวโขน  มิใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความเป็นตัวของตัวเอง  เพื่อที่จะสวมใส่บทบาทการแสดงเข้าหากัน  ทว่าการสวมหัวโขน  คือการที่เราต้องรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม  มีส่วนร่วมต่อสังคม  ต้องกล้าหาญที่จะเดินหน้าเพื่อเผชิญกับกระแสต่าง ๆ ในสังคมด้วยความองอาจ

.

มิใช่เพราะเรากำลังสวม “ หัวโขน ”  หากเป็นเพราะเรากำลังเชิดชูหน้าที่แห่ง  “ ความรับผิดชอบ ”  ที่วางอยู่บนบ่าทั้งสองต่างหาก

.

.

ดังนั้นแล้ว… ไม่ว่าหัวใครในหัวโขน  หรือว่า… หัวโขนบนหัวใคร  ก็มีความสำคัญและมีคุณค่าที่เท่า ๆ กันทั้งสิ้น…

.

.

.

แล้วโอกาสหน้าเราไปดูการแสดงโขนด้วยกันนะจ๊ะ…

.

.

.

.

แด่… ผึ้งเพื่อนรักและความเป็นไทย

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

โปสการ์ดภาพโขนกลางแปลงใบนี้  ฉันได้มาเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งมีโอกาสได้ไปเยือน  อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ที่อำเภออัมพวา  จ.สมุทรสงคราม  เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  อยู่ใกล้ตลาดน้ำอัมพวา  เป็นพื้นที่ซึ่งมีการจัดแสดงทางด้านศิลปะ  วัฒนธรรม  เอกลักษณ์ไทยไว้อย่างชัดเจน  ได้แก่  การสร้างเรือนไทยที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามล้ำค่า  มีอาณาบริเวณที่กว้างขวางโอบล้อมด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด  คูคลอง  เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้มาเยือน  บรรยากาศเย็นสบายเสมือนอยู่บ้านที่สงบเงียบ  ก่อให้เกิดความสุขยิ่ง 

บริเวณสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญและควรแก่การจดจำ  เนื่องจากเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)  ภายในจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์  อาคารทรงไทย  ภายในประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 2  ศิลปโบราณวัตถุ  เช่น  เครื่องเบญจรงค์  หัวโขน  เพื่อสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่  รวมถึงพระพุทธรูปสำหรับบูชา  นอกจากนี้ยังมีโรงละครกลางแจ้งและมีการจัดการแสดงโขนกลางแปลงทุก ๆ ปี  อีกทั้งมีสวนพฤกษชาติที่ได้รวบรวมหมู่แมกไม้ในวรรณคดีไว้ด้วยกัน  

สำหรับโขนกลางแปลง จัดเป็นศิลปะการแสดงอันยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ณ อุทยาน ร.2 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาเป็นประธานเปิดงาน และทอดพระเนตรการแสดงโขนเป็นประจำทุกปี อันเป็นมรดกแก่ประเทศชาติสืบต่อไป

ศิลปะการแสดงโขน เป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฟื้นฟูทั้งบทและท่ารำ จนถือเป็นนาฏศิลป์สูงสุดของไทย

.

ทุกปีจะมีผู้คนหลั่งไหลกันมาชมศิลปะการแสดงโขนกลางแปลงที่หาดูได้ยากนี้อย่างล้นหลาม ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยจะจัดขึ้นบริเวณโรงละครกลางแจ้ง หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ร.2

.

นอกจากความสวยงามของเครื่องแต่งกายของตัวละคร  หรือท่าทางในการแสดง  และเนื้อเรื่องที่น่าติดตามแล้ว  โขน  อาจมีความหมายที่น้อยลงไปกว่านั้น  หากเราไม่รู้ประวัติและที่มาของโขน 

.

โขน เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของไทย มีประวัติที่เก่าแก่ยาวนานมาก เชื่อว่ามีความเก่าแก่อย่างน้อยย้อนไปถึงสมัยอยุธยา มีการสันนิษฐานว่าเป็นการแสดงที่พัฒนามาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง และการแสดงหนังใหญ่ ดังนั้นการแสดงโขนจึงเป็นการรวมศิลปะการแสดงหลายชนิดเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงที่อาศัยท่าเต้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์เป็นสำคัญ ตัวละครมีทั้งแบบสวมมงกุฎบนศีรษะ และสวมหน้ากาก โดยการแสดงเป็นเรื่องราว มีทั้งบทเจรจา และบทร้อง สำหรับเนื้อเรื่องที่นำมาแสดงโขนนั้นเดิมมีทั้งเรื่องอุณรุท และรามเกียรติ์ แต่ในปัจจุบันนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า "การแสดงโขนเชื่อว่ามีมาแต่โบราณ ประมาณกันว่าไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 16" ทั้งนี้ได้อาศัยหลักฐานจากการสันนิษฐานลายแกะสลักเรื่อง "รามายณะ" จากแหล่งโบราณคดีหลายแหล่ง และจากตำนานการแสดงโขนในกฎมณเฑียรบาล โขนแต่เดิมจึงมีเฉพาะโขนหลวงประจำราชสำนัก ผู้ที่จะฝึกหัดโขนต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ คนธรรมดาสามัญจะฝึกหัดโขนไม่ได้ จึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่พวกที่ฝึกหัดโขนมักเป็นมหาดเล็กหรือบุตรหลานข้าราชการ ต่อมามีความนิยมที่ว่าการฝึกหัดโขนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดมีความคล่องแคล่วว่องไวในการรบหรือต่อสู้กับข้าศึก จึงมีการพระราชทานอนุญาตให้เจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองฝึกหัดโขนได้ โดยคงโปรดให้หัดไว้แต่โขนผู้ชายตามประเพณีเดิม เพราะโขน และละครของเจ้านายผู้สูงศักดิ์หรือข้าราชการก็ต้องเป็นผู้ชายทั้งนั้น ส่วนละครผู้หญิงจะมีได้แต่ของพระมหากษัตริย์ ด้วยเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาภายหลังความนิยมโขนก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากระยะหลังเจ้าของโขนมักเอาคนพวกลูกหมู่ (หมายเหตุ : คนที่ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมต่างๆ ตามวิธีควบคุมทหารแบบโบราณ ซึ่งจัดแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็นมณฑล คนในมณฑลไหนก็สังกัดเข้ามณฑลนั้น เมื่อมีลูกก็ต้องให้เข้ารับราชการในหมวดหมู่ของกรมเมื่อโตขึ้น เรียกว่า “ลูกหมู่”) และลูกทาสมาหัดโขน ทำให้ผู้คนเริ่มมองว่าผู้แสดงเหล่านั้นต่ำเกียรติ อีกเหตุผลหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระราชทานอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีละครผู้หญิงได้ โดยทรงมีพระราชปรารภว่า “มีละครด้วยกันหลายรายดี บ้านเมืองจะได้ครึกครื้น จะได้เป็นเกียรติแก่แผ่นดิน” พระราชดำรินี้มีเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการละคร และประเทศชาติ แต่ก็ทำให้เจ้าสำนักต่างๆ พากันเปลี่ยนผู้แสดงจากชายเป็นหญิงจำนวนมาก ยกเว้นบางสำนักที่นิยมศิลปะแบบโขน ทั้งยังมีครูบาอาจารย์ และศิลปินโขนอยู่ก็รักษาไว้สืบต่อมา โขนในสำนักของเจ้านาย ขุนนาง และเอกชนจึงค่อยๆ สูญหายไป คงอยู่แต่โขนของหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 บรรดาโขนหลวงที่มีอยู่ก็มิได้ทำงานประจำ ใครเล่นเป็นตัวอะไรทางราชการก็จ่ายหัวโขนที่เรียกกันว่า "ศีรษะครู" ให้ประจำตัวไปบูชา และเก็บรักษาไว้ที่บ้านเรือนของตน เวลาเรียกตัวมาเล่นโขนก็ให้เชิญหัวโขนประจำตัวนั้นมาด้วย

.

.

หัวโขน  เป็นสิ่งเชิดชูและเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะแบบไทย ๆ ที่มีมาเป็นระยะเวลายาวนาน  สิ่งนี้จะสามารถสืบทอดให้ยั่งยืนต่อไปตราบนานเท่านาน  หากเรารู้คุณค่าในความหมายที่แท้จริงของ  “ หัวโขน ”  และร่วมกันอนุรักษ์และเชิดชูไว้ตลอดไป…

.

  

.

ขอขอบคุณ
http://th.wikipedia.org
http://www.anurakthai.com/thaidances/khone/history.asp
http://www.maeklongcenter.com/maeklong/Khon.php

.

a





องค์ประกอบสามประการของความสำเร็จในอาชีพนักเขียน

1 01 2010

องค์ประกอบสามประการของความสำเร็จในอาชีพนักเขียน

โดย : จอห์น แจ็คส์
แปลจาก : Three assentials for a Successful Writer Career
จาก : คำให้การของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์
เจน สงสมพันธุ์ / นิศรัย หนูหล่อ : แปลและเรียบเรียง
ธุลีดิน : ขออนุญาตถ่ายทอด

.

นักเขียนคนหนึ่งจะต้องเรียนรู้ให้ตลอดถึงเครื่องมือที่ใช้ในอาชีพของเขา เพื่อให้เกิดความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น นักเขียนนิยายจะต้องเรียนรู้ถึงการผูกโครงเรื่อง กำหนดอุปนิสัยใจคอตัวละครแทนการบอกเล่าธรรมดา จะเขียนคำพูดซึ่งเป็นพิธีรีตองและเป็นธรรมชาติที่สุดในขณะเดียวกันได้อย่างไร และอื่น ๆ อีก

เหล่านั้นคือเรื่องราวของการใช้ฝีมือและเทคนิคที่ดี  แต่ก็ใช้กับเรื่องเดิมทั้งหมดไม่ได้  หลายปีที่ผมเริ่มมั่นใจกับเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ สามประการ  มันเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวในการตัดสินใจตลอดเวลาของการเป็นนักเขียนอันยาวนาน  มิใช่เป็นการกล่าววิจารณ์คนใดคนหนึ่ง

ตั้งแต่ผมเริ่มเป็นนักเขียนนวนิยายใหม่ ๆ ผมประมวลปัจจัยทั้งสามประการนั้นจากความคิดของผมเอง  ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากทีเดียวต่อการเขียนสารคดี ละคร หรือแม้แต่บทกวี  เวลาผมคุยกับกลุ่มนักเขียน ผมจะเรียกปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ว่า ’3P’ (Practice, Persistence, Professionalism, – ผู้แปล) ผมเชื่อมั่นว่าหัวข้อหนึ่ง ๆ จะอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จในการเสี่ยงเป็นนักเขียนสมัครเล่นที่ทะเยอทะยานจะเป็นนักเขียนอาชีพ–ที่จะต้องเขียนตลอดทั้งวัน หรือเขียนเพียงวันละ 2 – 3 ชั่วโมงก็ตามที

1 ฝึก (Practice)

(มีต่อ)

“มีคนเคยถามผมว่า "ไม่กินเหล้า ไม่ดูดบุหรี่ แล้วมึงมีชีวิตอยู่ทำ(ชื่อสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง)อะไรวะ" ผมก็อธิบายให้เขาฟังไม่ถูก เวลาเขียนหนังสือของผมผ่านไปเร็วมาก เมื่อเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ผมก็ไม่สนใจโลกภายนอกเลย นานาจิตตังครับ ผมเห็นว่าประสบการณ์ในโลกใบนั้น สนุกกว่าวิถีชีวิตหวือหวาสุดเหวี่ยงในโลกจริงหลายเท่า”

วินทร์ เลียววาริณ

.

a





มนุษย์สองหน้า : อัลแบร์ กามู : ALBERT CAMUS

1 01 2010

Book Review โดย (...)

โดย (…)

.

IMG1122

มนุษย์สองหน้า : อัลแบร์ กามู : ALBERT CAMUS

เรื่องราวของคนผู้ค้นพบความฉ้อฉลของตนเอง

สำนักพิมพ์ สามัญชน

ตุลจันทร์ แปลและเรียบเรียงจาก “The Fall” หรือ “La Chute” 1956

.



.

ฌ็อง-บัปติสต์ กลาม็องซ์  อ่า-รู้จักสิ คุณถามถูกคนแล้ว จริง!!-เชื่อผม ผมไม่เคยจำใครได้แม่นยำเท่ากับเรื่องราวของชายผู้นี้ อยากฟังเหรอ ได้ถ้าคุณต้องการ แต่จะรบกวนคุณรึเปล่า ถ้าผมจะสั่งเหล้าจินเพิ่มอีกแก้ว  โอ่ย-อย่า ๆ พ่อคุณ ไม่จำเป็น ผมจ่ายเองได้ เรื่องเล็กน้อย เอาละผมจะเริ่มตรงไหนดี

อ่อ – ตรงนี้ละกัน

ผมเจอเขาครั้งแรกในบาร์เม็กซิโกซิตี มันเป็นบาร์เล็กๆในอัมเตอร์ดัม อากาศตอนนั้นหนาวบรรลัย ให้ตายเหอะ อย่าได้นึกอยากว่ายน้ำเชียว มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ  วันนั้นเรากินเหล้าจินไปหลายแก้ว เขาเป็นฝ่ายออกปากอยากเลี้ยงผมเองเลยละ  ก่อนที่จะเป็นเขาเพียงผู้เดียวที่เริ่มพูดอยู่ตลอดเวลา

เขาน่าสนใจตรงไหนเหรอ? อืมม์ อาจเพราะเขาชอบพูดอยู่ตลอดเวลากระมัง และแต่ละอย่างที่มันหลุดออกมาจากปากเขา มันก็เป็นเรื่องราวน่าสน น่าฟัง และน่าติดตามเสียด้วย

เขาว่าเขาทำงานเป็นผู้พิพากษา-ผู้สำนึกผิด เปล่าเขาไม่ได้มีตำแหน่งผู้พิพากษาหรอกมันเป็นการเปรียบเปรยต่างหาก เขาว่าเขาเคยเป็นทนายความที่ปารีส ฟังเขาเล่าเรื่องราวในการทำงานของเขามันก็เข้าท่าไปอีกแบบ

เอากับเขาสิ เขาว่ายังไงบ้างงั้นเหรอ มันเยอะไปหน่อยแต่ผมก็ยังพอจำได้นะ เออใช่!! เขาว่าอย่างนี้…

มันน่าจะเริ่มจากเรื่องที่เขาทำความดีกับทุกคน เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความยากลำบากของคนมากมาย ช่วยคนแกยกของ พาคนตาบอดข้ามถนน ว่าความให้คนยากจนแบบไม่คิดเงิน หรือสบโอกาสที่จะยืนแบ่งปันที่นั่งบนรถเมล์ให้ใครก็ตามที่เขาต้องการ เขาจะรีบโดยไม่รอช้า ทำไมมันถึงเป็นอย่างงั้นนะเหรอ

เขาว่ามันเป็นกับเรื่องความสูงนะ นิสัยประหลาดเขาละ เขาชอบอยู่ในที่สูง เขาละเกลียดนักเชียวพวกอาชีพหรืออะไรก็ตามที่มันอยู่ติดพื้น หรือพวกชอบเข้าถ้ำขุดดินลงไปยังที่ต่ำ “ไฝ่สูง” เออนั่นละ คุณพูดมามันก็ถูก เขาเป็นจำพวกใฝ่สูงอย่างที่ว่าจริงๆ เหตุผลที่เขาให้นะยังไงรู้มัน เขาว่า

“คุณลองนึกภาพดูก็ได้ เมียของจำเลยยากจนซึ่งผมว่าความให้ฟรี ๆ วิ่งเข้ามาพร่ำขอบอกขอบใจ ว่าไม่อาจจะหาอะไรในโลกมาทดแทนคุณงามความดีของผมได้ ผมตอบอย่างสุภาพว่าไม่เป็นไรเลย เป็นเรื่องราวธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องช่วยเหลือกัน ถ้าเธอขาดเหลือเงินทอง ผมพร้อมจะให้ยืมไปใช้ก่อน พอเธอสรรเสริญผมชักจะมากไป ผมก็ชิงจูบมือเธอเป็นการตับบทแล้วรีบลามาเสีย

เป็นไงครับคุณ ทำแบบนี้เป็นความสำเร็จชิ้นโตของคนที่โลภในระดับต่ำ ๆ ไหมล่ะ ทำอย่างนี้สิ คุณถึงจะไต่ขึ้นไปบนยอดสูงสุดได้ พอขึ้นไปถึงข้างบนนั้นแล้ว คุณงามความดีก็เป็นรางวัลเสร็จสรรอยู่ในตัวของมันเอง

เข้าใจหรือยังละครับ ว่าทำไมผมถึงบอกคุณว่าผม ‘ใฝ่สูง’ ผมต้องอยู่บนยอดถึงจะสบาย”

ผมฟังเขาแล้วอึ่งไปสักพักเลย ครับ- ผมว่าน้อยคนนะที่จะออกมาพูดยอมรับความเหลวแหลกของตัวเองให้คนอื่นฟัง ไอ้กระผมเองก็ดันชอบฟังเสียด้วยสิ แหม – มันทำให้นึกไปว่าตัวเองเป็นเหมือนหลวงพ่อผู้ใจงามที่คอยนั่งถ่างรูหูรับฟังประดาสาธุชนสารภาพบาปกรรมที่ทำไว้

เปล่า!! – ไม่เลย ผมไม่ได้ใจดีขนาดนั้น บังเอิญวันนั้นผมว่างมากจริง ๆ เลยมีเวลาเดินไปฟังเขาพูดไป  มันก็นานพอดูเหมือนกัน แต่ผมก็สามารถจับเอาความที่เขาพูดกลับมาคิดได้หลายเรื่องเหมือนกันละ

ใช่ – จะพูดอย่างนั้นก็ได้ ผมเป็นนักฟังที่ดี ทำไมละ ก็โลกทุกวันนี้มีนักพูดตั้งมากมาย นักฟังเลยขาดแคลนเพราะมีแต่คนอยากจะให้คนอื่น ๆ ฟังแต่สิ่งที่เขาพูด ส่วนตัวเองมักเบื่อหน่ายที่จะฟังความเห็นของคนอื่น

เปล่า! ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำนักหรอก เพียงแต่อาจเป็นว่าผมมันไม่ปัญญาพูดให้ดีได้เหมือนคนอื่นๆ ก็เลยขอเลือกที่เอาดีทางด้านการฟังก็แล้วกัน  ‘มันง่ายกว่า’ เออ – ใช่คุณพูดถูกแล้ว แต่ก็ไอ้เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ละที่คนไม่ค่อยชอบทำกัน 

เฮ้ย! – อย่าทำเป็นตลกไป ผมไม่ขำด้วยนา ยิ่งเป็นอิตาหมอนั้นด้วยแล้วละก็ ตะหมอเล่นเอาผมแทบหงายหลัง กะอิตอนที่แกมาพูดถึงเรื่องปรัชญาการทำงานสำนึกบาปของแกคุณฟังดูเถอะ แกว่าของแกแบบนี้…

“คุณคงจะสังเกตเห็นด้วยตนเองแล้วกระมังว่าผมตั้งต้นด้วยการสำนึกผิดเสียก่อน ผมจะสำนึกผิดให้คุณรับฟังโดยไม่รั้งรอ ผมประกาศมันออกมากับตัวผมเองเลยทีเดียวว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ผมประจานตัวเอง ประณามตัวเอง กล่าวโทษตัวเอง ความสกปรกโสมมในตัวเท่าไหร่ ผมงัดขึ้นมาตีแผ่ให้คุณดูจนหมดสิ้น

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีชั้นเชิงในการสารภาพเสียเลยนะครับ เป็นธรรมดาที่ผมจะต้องดัดแปลงเนื้อหา และสำบัดสำนวนให้เหมาะกับคุณ เพื่อจะเรียกร้องความสนใจจากคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ผมพยายามกล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวกับผมและคุณคละเคล้าปะปนกันไป และบรรยายถึงลักษณะต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ร่วมกัน คำสารภาพของผมถ้าจะให้ให้มีประสิทธิผลสมความมุ่งหมาย ก็ควรเป็นเสมือนหน้ากากซึ่งแม้จะไม่เหมือนหน้าใครเลย แต่ทุกคนที่เห็นเข้าเป็นต้องร้องว่า อ๋า! จำได้ เคยรู้จักนี่นา

หน้าซึ่งเมื่อผมจัดสร้างเสร็จ ผมก็จะยื่นให้คุณดูต่างกระจกเงา”

ผมนั่งฟังเขาตาปริบ ๆ จิบเหล้าจินที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งจนหมดแก้ว จากนั้นผมเองก็ต้องปรับเปลี่ยนสีหน้าท่าทางเสียหน่อย ก็ไม่มีอะไรแอบแฝงหรอกคุณ ผมปวดฉี่ชิ๊ปหาย แต่ต้องตีหน้าเฝ้าฟังเขาเล่าจนจบ ก็เขาเป็นคนเลี้ยงเหล้าผมนี่ ทำยังไงได้อย่าลืมสิผมกำลังสวมบทผู้รับฟังที่ดีเสียด้วย แล้วเขาก็เป็นนักเล่าที่ดีเหมือนกัน

“คุณคงมองเห็นนะครับว่า การสถาปนาตนเองเป็นผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์เหนือผู้คนทั้งปวงนั้น สักวันหนึ่งอาจจะได้ยินเสียงหัวร่อแสบแปลบเข้าขั้วหัวใจ เล่นเอาหกคะเมนลงมาจากบัลลังก์ได้

แต่ถ้าเรายอมจำนนเป็นผู้สำนึกผิดเสียก่อน ก็ย่อมจะก้าวไปสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาได้อย่างงดงาม และจะดียิ่งไปกว่านั้นอีกเมื่อสามารถรบเร้าชักชวนผู้อื่นให้สำนึกผิด และพิพากษาตัวเขาเองเสียบ้าง เพื่อภาระของเราจะได้บรรเทาเบาบางลง”

จากนั้นเขากล่าวอะไรบางอย่างสามสี่ประโยค ซึ่งขณะนั้นเองผมก็เริ่มคอพับลงนอนกองบนโต๊ะเสียแล้ว เขาเขย่าตัวผมพร่ำบอกบางอย่างข้างหูผม ผมจำประโยคสุดท้ายก่อนที่ผมจะนึกขึ้นได้ว่าผมอยากเข้าห้องน้ำใจจะขาด

“คุณไม่ลองดูบ้างรึ จะไม่สำรวจตรวจตราอดีตของตัวเองดูสักหน่อยหรือ ลองขุดค้นดูเถอะครับ ผมรับรองว่าจะได้พบอะไรพิกล ๆ ที่คุณแอบฝังเอาไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง หรือหลายแห่งก็ไม่ทราบ”

เขาพูดยังไงต่อจากนั้นเหรอ? โอ้ยคุณผมไม่อยู่ฟังหรอก ผมไม่ยอมปล่อยให้มันเรี่ยราดตรงโต๊ะตัวนั้นแน่ ขอโทษเหอะ ถึงผมจะเป็นนักฟังที่ดีแต่เรื่องแบบนี้ผมไม่อาจเอาชนะสังขารของตัวเองได้จริง

แต่ พูดก็พูดเถอะ ผมรีบไปทำธุระให้เสร็จสิ้นโดยไวเพื่อที่จะมาฟังเข้าเล่าต่อ แต่พอออกมาจากห้องน้ำ เขาก็หายตัวไปเสียแล้ว เสียดาย? ครับบอกตามตรงผมเสียดายที่ไม่ได้ฟังเขาเล่าต่อให้จบ มาคิด ๆ ดู ผมก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าเสียดายที่ไม่มีคนเลี้ยงเหล้าต่อสักแก้วสองแก้วหรือเปล่า

เอ่อ!! ว่าแต่คุณถามถึงเขามากเหลือเกิน คุณจะรู้เรื่องราวของเขาไปทำไมตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่อยากบอกเหรอ โอเคย์ ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากมายนักหรอก คุณคิดเหมือนผมมั้ย? โลกเราทุกวันนี้มันมีเรื่องให้ปวดหัวมากพอแล้ว ความสงสัยบางอย่างละไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน

มองโลกในแง่ดี – ตายห่า ผมไม่เคยอ่านหนังสือแบบนั้นหรอก เปล่า? – ไม่ได้ไม่ชอบ ผมไม่มีตังซื้อ  เอ่อ – จริง!! ว่าแต่เอาเหล้าจินอีกแก้วมั้ย คราวนี้ผมอนุญาติให้คุณเลี้ยง

ฮ่าๆ – เออเว้ย คุณนี่ใช้ได้วะ ถ้ารุ่นเดียวกันหน่อยละไม่ได้ ขอโทษเหอะ!! ผมเตะปากแตกไปแล้ว

จริง ๆ

 








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.