
โดย (…)
ตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ
.
เรือใหญ่ กลางแม่น้ำฉิว ลอยอ้อยอิง
คล้ายกับว่า มันไม่แยแส กาลเวลา
.
บนเรือนอกจากมีผู้คนยังมีห้องโถงมากมาย แต่มีไม่กี่ห้องที่ตกแต่งราวสวรรค์วิมาน ในความใหญ่โต มีห้องขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน มีทางเดินวกวน ซับซ้อนจนอาจหลงทาง ส่วนในสุดของทางเดินมีซอกหลืบ ในซอกหลืบเร้นลับยิ่ง ยิ่งลึกเข้าไปภายในเพียงใด ยิ่งพบเจอแต่ความมืดมิด
ในความมืดมิด ไม่ทราบได้ว่ามีอีกกี่ชีวิตซุกซ่อนอยู่ ในความมืดมิด ยิ่งมิทราบได้ว่า ยังมีอีกกี่มากมายแอบหลั่งน้ำตา
และในความมืดมิด มีความเคลื่อนไหว ในความเคลื่อนไหวในแต่ละครา ย่อมมีจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนที่ผิดแผกแตกต่างกัน ใครก็ตามที่เคลื่อนไหวในความมืดมิดย่อมมีจุดประสงค์ที่ไม่อาจเปิดเผย ย่อมเป็นเรื่องราวที่ไม่อาจให้ผู้คนอื่นพบเห็น
ซึ่งในความมืดขณะนั้นคล้ายกับว่ามีเงาภูติพรายสองสายเคลื่อนไหวไปมาระหว่างซอกหลืบ
การเคลื่อนไหวของผู้คน อย่างน้อยย่อมสามารถพบเห็นร่องรอย ยิ่งการเคลื่อนไหวในความมืดมิดของคนทั้งสองอย่างน้อยสมควรทิ้งเงาร่างเอาไว้ให้พบเห็น หากแต่ในความมืดมิดและซับซ้อน เงาร่างผู้คนบางครั้งไม่อาจแยกแยะได้ว่า อันใดจริง อันใดเท็จ อันใดเป็นเงาร่างผู้คน อันใดคือร่างเงาภูติผีปีศาจ
กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งในความมืด แต่กับการเคลื่อนไหวของเงาร่างทั้งสองกลับตรงกันข้าม เงาทั้งสองกลับรวดเร็วยิ่งเมื่อพบแสงสว่างสายหนึ่งส่องผ่านความมืดดำ ในความซับซ้อนของโครงสร้างอาคาร เงาร่างหนึ่งทิ้งร่างลงในมุมหนึ่ง ดวงตาคู่หนึ่งวางทาบผ่านลำแสงที่ส่องจากภายในสู่ภายนอก แสงสว่างเพียงเล็กน้อยแต่บังเกิดเรื่องราวมากมาย
ส่วนเงาร่างอีกสายพริ้วผ่านช่องแสงหนึ่งไปยังอีกช่องแสงหนึ่ง เป็นเวลาเพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ ในความมืดก่อเกิดถ้อยความกระแสหนึ่งส่งผ่านอากาศ แต่ทั้งบริเวณกลับมีแต่ความเงียบงัน
“ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร”
ในความมืดมิด อีกเสียงหนึ่งตอบออกมาอย่างแผ่วเบา “ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตา”
“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน” อีกเสียงหนึ่งกล่าวตอบ
ภูติผีไฉนกล่าววาจาโต้ตอบกันและกัน เมื่อสามารถกล่าววาจากันได้ ย่อมมิใช่ภูติผี หากแต่เป็นผู้คนที่ล้วนแล้วกล่าววาจาต่อกัน เป็นว่าขณะนั้นมีน้ำเสียงของผู้คนถึงสองคน น้ำเสียงของผู้คนยามเอ่ยวาจากลับแผ่วเบา ด้วยเพราะคนทั้งสองต่างหลบเร้นกายในความมืดมิด
ในความมืดมิด หากได้เฝ้ามองความสว่างไสวภายนอก ย่อมสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนกว่าผู้คนที่อยู่ภายใน
แสงสว่างอาบไล้ไปทั่วบริเวณห้องโถง สีเหลืองเรืองรองจากดวงโคมเป็นไปตามจังหวะการจัดวางของผู้ก่อสร้าง ในความโล่งเรียบของผนังภายในกลับมีแพรพรรณหลากสีประดับประดาสอดประสานไปมาอย่างบรรจงวิจิตร
เป็นความขัดแย้งที่งดงาม ผู้คนที่อยู่ในโถงนี้มองไปล้วนแล้วเป็นอิสตรี เป็นอิสตรีเรือนร่างเปลือยเปล่า มีบ้างที่ห่มคลุมร่างกายด้วยผืนผ้าอาภรณ์เนื้อละเอียดเบาบาง หากนั่นก็มิอาจอำพลางความโค้งเว้าของสัดส่วนอันรัดรึงตรึงใจในบุรุษเพศ มองออกว่าพวกนางทั้งหมดนี้เป็นนางรำประจำเรือสำราญแห่งนี้
“จิ้งจอกเฒ่าช่างเลือกทีทาง” น้ำเสียงนั้นคล้ายเย้ยหยัน คำว่าจิ้งจอกเฒ่าหลุดออกจากปาก ย่อมหมายความถึงซินแสเกา ผู้ที่กล่าววาจาหากมิใช่สหายใต้หล้ายังมีผู้ใด
สหายใต้หล้าเฝ้ามองภาพต่าง ๆ ภายในห้องอย่างพิจารณา ดวงโคม แสงไฟ ริ้วผ้า ตลอดจนเรือนร่างของนางงามจำนวนหนึ่ง
ขณะนั้นเองซินแสเกา ส่งกระแสเสียงผ่านอากาศด้วยกำลังภายในลี้ลับ มันเหมือนกับว่าได้กระซิบอยู่ข้างใบหูสหายใต้หล้า
“แล้ว – ไฉนท่านยังรั้งอยู่ที่นี่เล่า?”
สิ้นคำถามของซินแสเกา กลับไร้คำตอบใดกลับมา สหายใต้หล้ากำลังจมดิ่งลึกอยู่กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า สายตามันสอดส่ายไปมาคล้ายกำลังค้นหาคำตอบบางอย่างที่มันครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลานับแต่ได้ออกเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมวิญญูชน
เรื่องราวของการเคลื่อนไหวของพรรคมาร อาภรณ์ฟ้า การรวมตัวของผู้คนชั้นสูงในเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิว และเหล่านางรำเปลือยเปล่าเหล่านี้เล่า ซินแสเกาไฉนให้ความสนใจกับห้องแต่งตัวของพวกนาง
ขณะที่ใช้ความคิดนั้น สายตาของมันพลับพบเจอบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจ ‘ดอกโบตั๋น’ สหายใต้หล้าหยุดนิ่งตรงแผ่นหลังของนางรำนางหนึ่ง
นางเป็นสตรีรูปร่างบอบบาง อาภรณ์ที่สวมใส่ขณะนั้นเป็นผ้าแพรบางเนื้อละเอียดเป็นประกายวับวาวอันเกิดจากการปักด้ายสีทองเป็นลวดลายคล้ายสายธารายามต้องแสงจันทรา ดอกโบตั๋นดอกหนึ่งประดับอยู่กลางแผ่นหลังของนาง
รูปสลักมักบอกความหมายและที่มา คนบางคนเกิดมาพร้อมกับรอยสลัก บ้างก็เพาะสร้างขึ้นในภายหลัง สตรีที่สลักดอกโบตั๋นลงบนแผ่นหลังย่อมมิได้มีความอ่านอย่างเช่นสตรีทั่วไป
ซินแสเกาติดตามสายตาของสหายใต้หล้าไป มันไปหยุดลงยังตำแหน่งแห่งเดียวกัน ‘ดอกโบตั๋น’ มันอุทานขึ้นภายในจิตใจ จากนั้นละสายตาจากดอกไม้ดอกนั้นมายังสหายใต้หล้า หากแต่ความมืดมิด เห็นเพียงเงาร่างผู้คน ไม่อาจมองเห็นสีหน้า
๐๐๐
ซินแสเกาเองก็คล้ายว่ามีความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นภายในจิตใจเช่นกัน ผู้คนทั้งสองขณะนั้นหากแม้ความนึกคิดสามารถส่งผ่านถึงกันได้ คงเกิดการถกเถียงกันตลอดเวลา ดอกโบตั๋นสีแดงบนเรือนร่างขาวผ่อง ไฉนรบกวนจิตใจซินแสเกาได้ถึงเพียงนี้ พลันนั้นเองที่ซินแสเกาหวนนึกถึงเรื่องราวของอาภรณ์ฟ้า ของวิเศษที่ผู้คนต่างเดินทางมาเพื่อเชยชม
ดอกโบตั๋น , อาภรณ์ฟ้า คำสองคำนี้ หากกล่าวถึงขึ้นต่างที่ต่างวาระ มันเองไฉนใส่ใจเอาความ ทว่าครั้งนี้ คำทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสถานที่แห่งเดียวกัน วูบหนึ่งใบหน้าของซินแสเกาพลันแปรเปลี่ยน นี่กลับเป็นเรื่องราวแทบสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว หากแต่มันยังไม่อาจกล่าวอันใดออกมาได้ ทว่าที่กล่าวออกมาก่อนกลับเป็นสหายใต้หล้า
“หรืออาภรณ์ฟ้าหาใช่อาภรณ์ฟ้า ดอกโบตั๋น มิใช่เป็นเพียงการร่ายรำ” สหายใต้หล้ากล่าวจบ หยุดนิ่งเฝ้าคอยความเห็นของซินแสเกา
“ข้าพเจ้ามิกล้าคิด ยิ่งมิอาจคาดเดา”
“ท่านทราบหรือไม่ว่าค่ำคืนนี้นอกจาก ใต้เท้าเหลิงเชื้อเชิญชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะมารวมตัวกันเพื่อชื่นชม ‘อาภรณ์ฟ้า’ แล้วยังมีแผนการอันใดอีก?”
“ข้าพเจ้าทราบเพียงว่า ‘อาภรณ์ฟ้า’ หาได้มีจริง การชุมนุมครั้งนี้กลับเป็นอาณัติสัญญาณระหว่างพรรคเที่ยงธรรมทั้งหกสำนัก”
“พรรคเที่ยงธรรมหกสำนัก?” สหายใต้หล้านิ่งคิดเนิ่นนานถึงสำนักทั้งหก อันเป็นสำนักมาตรฐานของชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมมะ ผู้คนเหล่านี้น้อยครั้งจะรวมตัวกัน และทุกครั้งที่รวมตัวกัน ย่อมมีเรื่องราวให้ต้องติดตาม
มันคิดถึงตรงนี้คล้ายต้องการความคิดเห็นของซินแสเกา
“เพื่อกระไรกัน?” มันกล่าวขึ้น
ซินแสเกาคราง ‘อา’ ครุ่นคิดสืบต่ออีกชั่วลมหายใจเดียว ‘เพื่อกระไร?’ เหมือนกับซินแสเกาได้รับคำตอบแล้ว มือข้างหนึ่งมันขยับ ในฝ่ามือปรากฏอาวุธลับรูปร่างคล้ายเข็มและด้าย ปลายเข็มมีประกายสีครามคล้ายกับอาบยาพิษไว้
“ดอกโบตั๋นดอกนี้สมควรเด็ดออกจากการแสดงในค่ำคืนนี้ มิเช่นนั้นแล้วยุทธ์ภพต้องเกิดการนองเลือดครั้งยิ่งใหญ่”
สิ้นเสียงซินแสเกา มือของมันก็พลันหล่นวูบลงข้างลำตัว อาวุธยังมิได้ซัดออก ตลอดทั้งร่างของมันกลับถูกพลังดัชนีซัดใส่พร้อมกันในคราเดียวสามสิบจุด ตลอดทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงเคลื่อนไหว
๐๐๐
สหายใต้หล้ามองร่างซินแสเกาที่พิงเข้ากับผนังฟากหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นทั้งรวดเร็วและเงียบเชียบ
“ซินแสเกา – ผิดที่ท่านรู้เรื่องราวมากเกินไป”
มันหยุดกล่าวชั่วครู่ สายตากลับไปจับจ้องยังจุดเดิม คล้ายกับกำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของนางรำทั้งหลาย ที่ค่อยๆทยอยเดินออกจากห้องแต่งกาย พวกนางกำลังก้าวเดินออกไปเพื่อทำการร่ายรำ เป็นการร่ายรำที่หนึ่งในมวลบุปผาคือดอกโบตั๋น
ในความมืดมิด มิทราบว่า ใบหน้าของสหายใต้หล้าขณะนั้นบ่งบอกอารมณ์เช่นไรออกมา มันผุดลุกขึ้นออกจากที่หลบซ่อนในมุมมืดหนึ่งกระโดดเข้าหาอีกความมืดมิดแห่งหนึ่ง ท่าร่างว่องไวหากแต่เงียบงัน ราวกับว่ามันได้สวมวิญญาณจอมโจรชุดเขียวอันเรื่องชื่อในวิชาตัวเบา
ซินแสเกานั่งอยู่ตรงนั้นไม่อาจเคลื่อนไหวใดๆ เฝ้ามองเงาร่างของสหายใต้หล้าค่อยๆกลืนหายไปในความมืด
ชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจคล้ายมีเหตุแปรเปลี่ยนกับซินแสเกา เสมือนมีบางสิ่งกำลังสั่นลั่นสะท้านภายในร่างมัน แววตาของซินแสเกาแปรเปลี่ยน ระบายลมหายใจออกคราหนึ่ง อดกล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมามิได้
“สหายใต้หล้า หรือที่แท้ ท่านเป็นคนของใต้ฟ้าลี้ลับ”
ซินแสเกามิมีเวลาครุ่นคิด มันรีบผละออกจากพื้นที่โดยพลัน เสียงฝีเท้าของมันแผ่วเบาราวกับลมหายใจเด็กทารก
.
.
จากความมืดมิดออกสู่แสงสว่าง แสงสว่างอันมากมายภายนอก บางครั้งแสงสว่างอันมากมายละลานตายังน่ากลัวกว่าความมืดสนิทภายในซอกหลืบ

ความเห็นล่าสุด