ก้าวฯที่ ๔๕

15 12 2009

ก้าวฯที่ ๔๕

     

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

   

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





เมื่อขนนกกระจายทั่วฟ้า ใครกันที่คว้ามันกลับคืน

15 12 2009

เรื่องจากปก โดย กีรติ

เมื่อขนนกกระจายทั่วฟ้า ใครกันที่คว้ามันกลับคืน

.

.

กิจกรรมภาคดึกของฉัน นอกจากนั่งอ่านข่าวแล้ว วันไหนที่ลากขาลงมาอยู่ข้างล่างได้ ก็จะดูโฆษณาที่ปล่อยมาเป็นระยะราวกระสุนเริงระบำ มีโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ฉันสนใจมาก เกี่ยวกับการช่วยเพื่อน ช่วยโลก ภาพของน้ำใจที่เพื่อนมีให้กันทำให้คนเพื่อนน้อยอย่างฉันสะท้าน โฆษณาเพียงไม่กี่วินาทีสามารถดึงฉันไปสู่ห้วงเวลาที่แสนอบอุ่นและหนาวเหน็บได้ในเวลาเดียวกัน

ฉันเพิ่งเดินจากเพื่อนรักมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า โฆษณาเหล้าเบียร์หลายชิ้น ตอกย้ำเรื่องมิตรภาพหนักหนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

เพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่ครั้งยังเดินไม่คล่องในแวดวงการทำงาน จนมาถึงขั้นที่เอาตัวรอดได้ ผ่านเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน มันไม่ต่างจากผลงานโฆษณาที่นำเสนอภาพลักษณ์และเครื่องยืนยันคุณภาพและความมั่นคง แต่สำหรับใจมนุษย์ มันก็ไหวกลิ้ง แปรเปลี่ยน เช่นกันกับเรื่องมิตรภาพที่แตกสลายของฉัน ที่อยากเหลือเกินที่จะได้ยินคำนั้นจากเพื่อน “เพื่อเพื่อนเราให้นายหมดเลย” เช่นในโฆษณา

บางครั้งเราที่อยากดีดตัวเองให้เข้าไปในภาพมายาและอุดมคติสร้างสรรค์เช่นในโฆษณาทั่วไป แต่นี่คือเครื่องหมายที่ยืนยันความปรารถนาและรสนิยมที่บอกว่ามนุษย์มีความละเอียดและละไมเพียงพอที่จะยิ้มให้กับอะไรที่ไม่ใช่ในชีวิตจริงๆ

โฆษณาก็คือโฆษณา นอกจากสื่อสินค้าทางตรงแล้วยังมีทั้งภาพลักษณ์ และการตอกย้ำความเก่าแก่ของสินค้าเอาไว้ บางคนถึงกับชอบดูภาพยนตร์โฆษณาเสียด้วยซ้ำ

ถ้าหากการโฆษณาเป็นสื่อที่เข้าถึง กระจายทั่ว จะขอเปรียบว่า การโฆษณาเป็นดั่งขนนกที่บางเบาและลอยกระจายทั่วท้องฟ้าได้หรือไม่ และเมื่อมันกระจายไปทั่วแล้วใครกันที่จะคว้ามันกลับคืน

คุณหรือใคร มันจึงไม่ต่างจากการนินทาเลย

.

issue-45-design-02





ค่า… โฆษณา…

15 12 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

ค่า… โฆษณา…

.

เขียนบนหมอนก่อนนอนคืนนั้น…

.

จิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ… งุงิ งุงิ  น้องทะเลจ้ะ  น้องทะเล  ได้ยินพวกเรารึเปล่าเอ่ย?   เราอยู่ตรงนี้ไง…  ในกระดาษที่ผู้หญิงหัวยุ่งวางไว้หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อหลายวันก่อน   ยัยผู้หญิงที่ไม่น่าสนใจคนนั้นนั่งมองพวกเราแล้วครุ่นคิดคิ้วขมวดเป็นยัยแก่อยู่นั่นแหละ

แต๊…  แต่ถึงแม้พวกเราจะตาเล็กนะ  แต่ก็สายตายาวพอที่จะมองเห็นสาวน้อยน่ารักอยู่คนหนึ่ง  ที่วิ่งไปวิ่งมา…  บ้างก็วิ่งเข้ามากอดแล้วอ้อนยัยผู้หญิงหัวยุ่งคนนั้น  “ อี๊นกจ๋า… ”  บ้างก็นั่งคุยกับหมาสามตัว  เอาแว่นเอาหมวกให้หมาใส่  แล้วบางทีก็ลงเอยด้วยการ “ แกล้งหมา ”  ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า… พวกเราเห็นแล้วขำกันจนฟันแทบจะหลุด  จะนึกกลัวน้องหนูสาวน้อยจอมแก่น  แต่ภาพความน่ารักของเด็กกับสัตว์เลี้ยงที่แสนเชื่อง  ก็ทำให้กลัวไม่ลงสักที

แต่เราก็อดที่จะน้อยใจน้องทะเลไม่ได้นะ  ที่เดินมาทางโต๊ะยัยหัวยุ่งทีไร  ไม่เค๊ย…ยยย ไม่เคยเหลียวแลเราสักที  (คงเพราะยัยอี๊นกวางไว้สูงกว่าสายตาและให้พ้นมือหนูน่ะสิ  ยัยอี๊หัวยุ่งจอมวายร้ายนี่!)  แต่น้องทะเลกลับสนใจที่จอทีวีมากกว่าพวกเรา  ฮือ ฮือ…  ในนั้นมีอะไรน่าสนใจนักเหรอ  เห็นมีแต่คนหล่อคนสวย  มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย  มองไปรอบ ๆ บ้านของน้องทะเลก็มีทั้งนั้นนะ  อย่าสนใจทีวีเลย  มาสนใจพวกเราเถอะ  นะ นะ… น้องทะเลผู้น่ารัก

ยิ่งพวกเราเห็นว่าเวลามีภาพเรื่องราวสั้น ๆ บ้างประกอบเพลง  ที่ยัยหัวยุ่งเรียกว่า  “ โฆษณา  ”  พวกเรายิ่งนึกอิจฉาสิ่งต่าง ๆ ในภาพเหล่านั้น   เราก็ไม่เห็นมันจะมีอะไรน่าสนใจนักหนา  สงสัยว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเด็กจะชอบเรื่องราวสั้น ๆ กับภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ในบางครั้ง  แต่น้องทะเลรู้ไหมจ๊ะ  พวกนั้นน่ะหลอกลวง  ดัดจริต  ตอแหล  ทั้งเพ!  เสื้อผ้าสวย ๆ สิ่งของที่ดูดี  ก็สร้างขึ้นมาทั้งนั้น  ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติเล้ย…ยยยยจนนิดเดียว  เรากลัวน้องทะเลที่มีความคิดแสนบริสุทธิ์จะถูกชักจูง  แล้วหนูก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่ปรุงแต่ง  มีแต่กลิ่นอายสังเคราะห์และความฉาบฉวย  ไม่น่ารักเหมือนน้องทะเลนัยน์ตาใสแจ๋ว  ที่บางทีอารมณ์ร้ายแต่น่ารักแบบเป็นธรรมชาติคนนี้

มามะ  มามะ…  หันมามองพวกเรากันหน่อย  ให้ความสนใจเราสักนิด  พวกเราน่ะเก่งน้า  บินได้ด้วย  มองตาเราสิ  เราปล่อยพลังแสงออกมาจากตาได้ด้วยนะ   ปี๊ด…ดดดดดด  ซี่ ซี่…  เห็นไหมหน้าจอคอมพิวเตอร์ของยัยหัวยุ่งกลายเป็นขีดยุ่งเหยิงไปหมดเลย  เห็นปากแหลม ๆ ของเราไหม  มันมีไว้ซอกซอน  น้องทะเลดูนะ  เดี๋ยวเราจะบินไปจิกเห็บหมา  หวิ้ว…ว  บินไปละนะ  น้องทะเลมาเร็วมาดูเจ้าหมาเกลือกกลิ้งไปมาเพราะ  คัน คัน คัน… เวลาเราจิก จิก จิก  มาเร้ว…วววว มาเล่นกันเถอะ….  เชื่อเราเถอะนะ  เชื่อเรา  ว่าเราน่ะสนุกกว่าในทีวี!

.

.

เราจะสนุกด้วยกัน… แม้จะเพียงในความฝันและจินตนาการ…

.

.

.

.

.

แด่…หลานน้อยทะเล  และวัยเด็ก

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ปลายหนาวเมื่อสองปีก่อน ฉันได้เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งพร้อมเพื่อนรักอีก 3 คน การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย เราไปขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถตู้ขึ้นทางด่วนไปลงที่ถนนพระราม 2 จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรสงคราม พาหนะของเรามาหยุดลงที่ปลายทางบริเวณตลาดแม่กลองในตัวเมืองสมุทรสงคราม

เราเดินเท้าต่อจากนั้นไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร เพื่อไปนมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวสมุทรสงคราม จากนั้นเรานั่งรถสองแถวจากตลาดแม่กลองผ่านไปตามถนนสายเล็ก ๆ และผ่านสถานที่สำคัญบางแห่งของจังหวัด คือ อุทยาน ร.2 จนรถมาสิ้นสุดปลายทางที่โรงเจแห่งหนึ่ง ชายหน้าตาท่าทางเชื้อสายจีนคนหนึ่งยืนรอเราอยู่ตรงโต๊ะที่หน้าโรงเจ เมื่อเห็นพวกเราสามคนถือกระเป๋าเดินเหรอหราอยู่บริเวณนั้น เขาจึงเดินยิ้มเข้ามาถามเรา ถึงที่พักที่พวกเราทำการจองไว้ และในที่สุดเราก็ทราบว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านพักใกล้คลองอัมพวาที่เพื่อนของเราจองไว้นั่นเอง

เมื่อเดินถึงที่พัก บ้านพักแบบ homestay หลังนั้นน่าอยู่ ด้วยแมกไม้ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบทั้งไม้ดอก ไม้ประดับเต็มพื้นที่หน้าบ้าน บ้านตึกกึ่งไม้มีนอกชานให้ออกมามองดูแสงจันทร์ได้ในยามค่ำคืน…

เราออกไปเดินเล่นที่ศาลาไม้ริมน้ำ เรื่อยไปตามคลองอัมพวาสายน้ำเล็ก ๆ แห่งนี้ มีชีวิตผู้คนมากมาย ส่วนมากมีอาชีพค้าขายอยู่ในตลาดน้ำอัมพวา หรือเปิดบ้านพักเป็น homestay ให้เช่าพักอย่างที่เรามาเช่าอยู่ เราเดินลึกเข้าไปด้านหลัง พื้นที่ระหว่างถนนกับสายน้ำอัมพวาเรือกสวนบางแห่งมีชีวิตอยู่ เป็นที่ทางให้ชาวสวนได้ทำมาหากินและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฤดูที่ลิ้นจี่ออกผล

เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยบ่าย ส่องแสงแก่งอมและใกล้ทิ้งตัวลงยังปลายฟ้า ตลาดน้ำอัมพวากลับลุกขึ้นมาจากความหลับใหล ชีวิตชีวาแต่งแต้มทุกตารางเมตรของพื้นถนน รวมไปถึงเหนือระลอกคลื่นน้ำคลองอัมพวาแห่งนั้น…

แม่ค้าพ่อค้าจัดวางสินค้าที่ส่วนใหญ่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาของพวกเขาเอง น้ำหวานทำจากดอกไม้หลากหลายชนิด กาแฟโบราณ เสื้อยืดและรองเท้าเพนท์สีที่นั่งเพนท์กันอยู่ตรงนั้น มู่ลี่ประดับบ้านทำมือ ประดับประดาด้วยเชือกที่ร้อยรัดเป็นลูกบอลเล็ก ๆ ซึ่งใส่ไฟหลอดเล็กลงไปให้ความสว่างได้ บางร้านจัดแต่งในบรรยากาศไทย ๆ มีเตียงนอนเอนหลัง เป็นเรือนแถวร้านนวดฝ่าเท้า ทำสปาใต้แสงอาทิตย์สุดท้ายริมสายน้ำอัมพวา หลายร้านเป็นร้านสำหรับขายโปสการ์ดโดยเฉพาะ เป็นภาพถ่ายที่พวกเขาถ่ายเองจากสถานที่ต่าง ๆ และแน่นอนต้องมีภาพชีวิตริมสายน้ำแห่งนั้น โปสการ์ดใบที่ฉันหยิบมานี้เป็นหนึ่งในนั้น….

ในท่ามกลางเรื่องราวมากมายบนโลกใบนี้ เรื่องราวของการสื่อสารด้วยตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ดหรือว่าจดหมาย ให้ความรู้สึกที่คลาสสิคเสมอ น่าแปลกที่ตัวอักษรบางครั้งแค่ไม่กี่ตัว ก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกต่อกันได้ดีแม้มันจะไม่มีสุ้มเสียงให้ได้ยินแม้แต่น้อย กระทั่งที่รวบรวมตัวกลางการสื่อสารก็ยังมองแล้วเหมือนว่ามีความรู้สึกมากมายตั้งวางอยู่ตรงนั้น เช่นกันกับภาพในโปสการ์ดใบนี้…

.

.

ความรู้สึกที่อยู่ภายในใจนั้น… ใช่หรือไม่ว่า… อาจโด่งดังออกมาได้เองโดยไม่ต้องมีการป่าวประกาศ…

.

.

ใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนเหนือสายน้ำอัมพวา แสงเล็ก ๆ สีเขียวที่กะพริบพรายล้อแสงดาวนั้นแอบซ่อนตัวอยู่ตามกิ่งลำพู บ้างบินเรียบผิวน้ำมาให้ยลใกล้ ๆ หิ่งห้อยที่มีชีวิตมานานวัน บัดนี้ลดจำนวนน้อยลงไปด้วยความพลุกพล่านจากสิ่งที่เรียกว่า…การท่องเที่ยว คำโฆษณาในความสวยงาม กลับนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยในชีวิตแมลงโบราณน้อย ๆ นั้น

อาทิตย์ใกล้ทอแสง… ชีวิตริมสายน้ำอัมพวาตื่นขึ้นอีกครา ประเพณีวัฒนธรรมทางศาสนาของไทยซึ่งได้รับการสืบสานมายาวนานเท่ากับอายุของพระศาสนา ผู้คนถือขันเงินถาดอาหารเดินมาริมสายน้ำ ใส่บาตรพระสงฆ์ซึ่งพายเรือมารับบาตรที่ริมตลิ่ง

สายน้ำเย็นแห่งนี้นำพาความร่มเย็นมาสู่ใจ…

.

.

.

.

ชีวิตที่อัมพวา… หลายสิ่งหลายอย่างที่นั่นไม่ต้องอาศัยการโฆษณา อาหารต่าง ๆ ขนมหวานไทย ๆ ของเล่นโบราณ ก๋วยเตี๋ยวเรือ สินค้าทำมือมากมายที่วางขาย แต่เราก็รับรู้ถึงความน่านิยม น่าชื่นชม หรือน่าสนใจได้ เพราะมีบางอย่างสะท้อนออกมาจากสิ่งเหล่านั้น บางอย่างที่เรียกว่า “ คุณค่า ” คุณค่าที่สั่งสมมาตามกาลเวลา คุณค่าที่สั่งสมมาจากความประณีตละเมียดละไม

.

ที่บางทีเวลาเพียงเสี้ยวนาที… มิอาจโฆษณาสิ่งเหล่านั้นได้ครบถ้วน…

.

คำว่า “ คุณค่า ” ใช่หรือไม่ว่า… อาจโด่งดังออกมาได้เองโดยไม่ต้องมีการป่าวประกาศ…

51234

 

 

issue-45-design-02





คำแนะนำ ๒-๓ คำสำหรับการเริ่มต้น (จบ)

15 12 2009

คำแนะนำ ๒-๓ คำสำหรับการเริ่มต้น (จบ) 

โดย : จูดิธ  คร้านซ์
แปลจาก : A few words to a beginning writer
จาก : คำให้การของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์
เจน สงสมพันธุ์ / นิศรัย หนูหล่อ
: แปลและเรียบเรียง
ธุลีดิน : ขออนุญาตถ่ายทอด

. 

๔ เอาท์ไลน์ เอาท์ไลน์และเอาท์ไลน์  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คุณกำลังเขียนหนังสือ  อาจเป็นการเขียนนิยายไปจนถึงบทความและเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปถึงขั้นสามารถเขียนบทกวีได้  การเขียนจำเป็นต้องมีการเริ่มต้น ต้องมีช่วงกลางและต้องมีการสิ้นสุดในบั้นปลาย  ต้องไม่เริ่มต้นงานออกไปจนกว่าแน่ใจแล้วว่าจะไปทางไหน ไปอย่างไร  เอาท์ไลน์จึงเป็นส่วนประกอบที่ไม่ควรหลงลืม  ในการทำงานเราต้องปรับและเปลี่ยนให้มันก้าวล้ำไปข้างหน้า และนำสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในความเป็นตัวตนของงาน

๕ สำหรับนวนิยายบันเทิงคดีนั้น ลักษณะเฉพาะตัวหรือแคแรคเตอร์ของตัวละครจะต้องชัดเจน  ทางที่ดีที่สุดก็คือการเขียน-จดลงไปเลยว่าตัวละครแต่ละตัวมีบุคลิกอย่างไร  มองบุคลิกของตัวละครอย่างทะลุปรุโปร่ง  จะต้องมีส่วนประกอบครบถ้วนจนคนอ่านรู้สึกร่วมในบุคลิกนั้น  มิเช่นนั้นแล้วจุดมุ่งหมายของเราที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในงานเขียนยังคงห่างไหล.. ไม่ควรเขียนไปแบบสุ่มเสี่ยง  ต้องพยายามค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ ต้องพร้อมที่จะซึมซาบสิ่งรอบข้างท่ามกลางวันเวลาที่ผ่านไป หรือระหว่างวันเวลาที่เฝ้ารอ

๖ สถานที่  ต้องเลือกสถานที่ทำงานให้เหมาะ  ที่ทำงานเขียนนั้นต้องปราศจากสิ่งรบกวนสมาธิ  ต้องเลือกทำเลที่ไกลจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ บางครั้งอาจจะต้องติดป้ายแขวนไว้ด้วยซ้ำไป  ดิฉันใช้วิธีการนี้บ่อย  หน้าห้องทำงานนั้นปิดป้ายไว้เลยว่า ‘โปรดเถอะ, อย่ามาพบฉัน, อย่ามาเย้าแหย่, ไม่ต้องทักทาย, ไม่ต้องอำลา, อย่าถามว่ากินข้าวหรือยัง, อย่าเรียกฉันแม้ว่าจะเป็นตำรวจหรือพนักงานดับเพลิง’  งานเขียนเป็นงานที่ต้องทำเพียงลำพัง  ดิฉันแขวนป้ายไว้เพื่อบ่งบอกถึงความเคร่งเครียดของตัวเอง  อย่าพยายามกวนใจให้ฉันหงุดหงิด  ‘โทรศัพท์’ นับเป็นศัตรูตัวร้ายกาจตัวหนึ่ง  ในห้องทำงานของคุณอย่ามีโทรศัพท์โดยเด็ดขาด  อีกประการก็คืออย่าพยายามพาใครเข้ามาในห้องทำงาน  การนัดเพื่อนก็เหมือนกันอย่าพยายามนัดให้เขามาในขณะที่คุณกำลังอยู่ในชั่วโมงทำงานหรือติดพันกับชั่วโมงทำงาน

๗ ทำงานอย่างสม่ำเสมอในเวลาที่แน่นอน  ให้เวลาเป็นตัวกระตุ้นเตือน  ให้มันเป็นตัวบังคับคุณว่าในชั่วโมงนี้คุณจะต้องนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ  ควรระลึกว่า ‘๙๐% เป็นเวลาแห่งการสวมบทบาทของนักเขียน’ แต่ถ้า..คุณมีความรู้สึกว่าตัวเอง ‘ถูกบล็อค’ จนน่าอึดอัดซ้ำซากอยู่กับเก้าอี้ตัวเดิม ให้ใช้วิธีลุกขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้อง เดินวนไปมาและ ‘แหกปาก’ เท่าที่จำเป็น  แต่ต้องไม่ออกจากห้อง พยายามเก็บกวาดสิ่งรกตารอบ ๆ ตัวออกไปให้มันน่าดู เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เสียบุคลิก เสียอารมณ์ได้ง่าย ๆ  ถ้ามีความจำเป็นต้องออกไปที่ครัว ควรเลือกดื่มแต่เครื่องดื่มพวกชาหรือกาแฟ หรือเลือกกินเพียงผลไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว  เสร็จแล้วต้องกลับเข้าทำงานโดยไม่วอกแวก  ถ้ามีจดหมายส่งมาอย่าไปเหลือบมองมัน..อย่ามองมัน..  อันนี้คงเหมือนกับที่นักเขียนชายเขาโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงในเวลาทำงาน  เพื่อมิให้มันมาทำให้เขาต้องวอกแวก, รำคาญ

๘ เตรียมกระดาษและดินสออย่างดีเอาไว้ให้พร้อม  มีพร้อมอยู่ทุกจุดในบ้าน ใส่ไว้เป็นพิเศษในห้องน้ำ, ในครัว, ใกล้เตียงนอน และทำที่ใส่ไว้ตรงไหนก็ตามที่คุณอ่านหนังสือหรือดูทีวี  บ่อยไป..หลังจากเวลาแห่งการทำงานบนโต๊ะของเราเสร็จสิ้นลง แต่ ‘ความบันดาลใจ’ มักวนเวีนมาทักท้วงเอาเสมอเมื่อเวลาเราอยู่ในภาวะอื่น  นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย  ถ้าคุณไม่เขียนไม่จดมันลงไปในทันที  แน่นอนคุณอาจจะลืม  การออกนอกบ้านก็เช่นกันคุณต้องนำกระดาษติดตัวไปทุกที่ไม่ว่าจะออกไปไหน ‘แรงบันดาลใจ’ เกิดขึ้นได้ทุกขณะเมื่อเราเดินทาง แม้แต่ขณะรอคอยหมอฟัน ระหว่างทำฟัน หรืออยู่ระหว่างเช็คเอาท์  มักจะมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นเสมอ  แรงบันดาลใจเป็นสิ่งยั่วยวนและรัดรึงอารมณ์

๙ อย่า! อย่าบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่คุณเขียนกับเพื่อนฝูง  นี่คือสิ่งดีที่สุดที่จะทำให้งานของคุณออกมาตามเวลา  อย่าไปพูดกับใครจนกว่างานจะได้รับการตีพิมพ์ออกมาแล้ว  ดิฉันจะต้องเขียนด้วยความรอบคอบโดยปราศจากการบอกเล่าแก่ใคร ๆ แม้แต่กับลูกหรือสามี  จนกว่ามันจะแล้วเสร็จทั้งหมด จึงมีคำถามจากสามีอยู่บ่อย ๆ ว่า "ทำเอาตอนไหน?" การชวนสนทนาจะกลายเป็นตัวร้ายที่จะมาขัดขวางพลังอันอัดแน่นที่เกิดขึ้นมาในสมองของคุณ  เมื่อเราระบายความในใจของเราออกไปแล้วพลังมันก็หมดทันที  เหมือนความคับแค้นบางอย่างได้ระบายไปโดยการร้องไห้  เอางานให้ดูเฉพาะคนที่จะให้คำปรึกษาแก่คุณได้ หรือเอาให้นักวิจารณ์ดูเท่านั้น  คนอื่น ๆ มิใช่เรื่องจำเป็นสำหรับนักเขียน  นี่คือความเป็นจริง อดใจไว้เถอะ.. สำหรับ ‘คนนอก’ ไม่มีความจำเป็นต้องให้เขามารับรู้ดอกนะ

๑๐ พยายามฝึกหัดเขียนเรื่องโดยผ่านพิมพ์ดีด  โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ตัวเขียนนั้นเรากะคำนวณวรรคตอนและจำนวนหน้าได้ยาก  การพิมพ์ผ่านแท่นพิมพ์เราจะเห็นตัวพิมพ์เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ  เมื่อเราอ่านไปแล้วรู้ได้ทันทีว่าดีหรือไม่ดี  เก้าอี้พิมพ์ดีดต้องมีพนักอยู่ในระดับกึ่งกลางหลังขณะที่เท้าของคุณสามารถหยั่งพื้นได้พอดี

๑๑ อย่าท้อ อย่าทำให้ตัวเองท้อถอย  ต้องทำงานตะบึงไปด้วยความไม่กังวล  เมื่องานอันยิ่งใหญ่ของ Colette ได้ผ่านมาถึงครึ่งหนึ่ง คอเลทต์ได้เขียนสิ่งที่วิเศษสุดอันนั้นถึงเพื่อนของเขาว่า "มันเป็นความคิดที่น่าขนพองสยองเกล้าเหมือนอย่างเวลาที่ฉันเพิ่งเริ่มเขียน  แต่เวลานั้นฉันไม่ได้เขียนงานยาว ๆ ขนาดนี้  ฉันไม่เคยมี- ไม่เคยเห็นว่าอะไรมันจะวิเศษเท่าเลย"

๑๒ รีไรท์-ขัดเกลาอีกครั้ง  เมื่อคุณเสร็จสิ้นงานเขียนทั้งหมดแล้ว เราจักต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง  พร้อมทั้งการรีไรท์อีกที  เพราะว่าในช่วงนี้เราจะมองเห็นสิ่งเลว ๆ ได้มาก  เรามีความเป็นนักเขียนมากกว่าเมื่อเราลงมือเริ่มเขียนลงบนกระดาษแผ่นแรก  ขัดเกลาแก้ไขให้ถูกต้องสอดรับกันทั้งเรื่อง จบแล้วต้องอ่านด้วยความพินิจพิเคราะห์อีกครั้งอย่างละเอียดยิบ  จนกระทั่งไม่มีจุดไหนให้เกลาอีก  ไชโย! เท่านี้คุณก็เป็นนักเขียนได้แล้ว

.

“ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนมันจริงๆ ไปเลย อย่าทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ เพราะทำจริงทำเล่นก็เสียเวลาเท่ากัน ถึงจะเป็นมือสมัครเล่นก็ทำแบบซีเรียสได้นี่นา

ปล. รู้ไหมว่าการค้นพบดาวสำคัญๆ หลายดวงเป็นผลงานของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นนะครับ”

วินทร์ เลียววาริณ

 





Public enemy number one part 1&2 หนังแอ๊คชั่นสนุกเกินคาดส่งท้ายปี

15 12 2009

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

Public enemy number one part 1&2
หนังแอ๊คชั่นสนุกเกินคาดส่งท้ายปี

ถ้าช่วงต้นปีที่ผ่านมา หนังแอ๊คชั่นที่ผมว่าสนุกที่สุดคือ Taken แนะนำให้ใครดู ไม่มีใครผิดหวัง  ลากยาวมาจนถึงปลายปีก็ยังไม่เจอเรื่องไหนดูมันเท่า

ผมหยิบ  Public enemy no.1 มาดู  โดยไม่ได้คาดหวังอะไร  เพียงเพราะเครดิต ที่ว่าเป็นหนังฝรั่งเศสเรื่องที่ทำออกขายตลาดโลกแต่ดันไปตั้งชื่อซ้ำกับหนัง จอห์นนี่ เด็ปป์  ซะงั้นก็เลยต้องตั้งชื่อต่อท้ายว่า no.1  และยังเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงพูดถึงจอมโจรปล้นธนาคารชื่อดังในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน

เรื่องนี้พูดถึง ฌ๊าค เมส์รีน โจรปล้นธนาคารของฝรั่งเศสที่ปฏิบัติการ อยู่ในช่วงปี 1960-1979 ได้ วินเซ็นต์ คาสเซิล ดาราซูเปอร์สตาร์ของฝรั่งเศส สามีตัวจริงของสุดสวย โมนิก้า เบลูคชี่  คาสเซิล เคยปรากฏหน้าตาให้เห็นในหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องอย่าง Ocean Twelve , Ocean Thirteen, Elizabeth  คาสเซิล เล่นหนังมาแล้วกว่า 50 เรื่องด้วยหน้าตาที่ไม่ใช่พระเอก นักเลยต้องผ่านบทโฉดๆ มาหลายหน

บท ฌ๊าค เลยเล่นได้สบายๆ ถึงแม้หน้าตาจะไม่ได้ละม้าย ฌ๊าค ตัวจริงเลยแม้แต่น้อย

หนังกำกับโดย ผู้กำกับ ณอง ฟรองซัวร์ ริเชต์   ฝีมือเชื่อถือได้ เพราะเคยทำหนังฮอลลีวู้ดยิงแหลกเรื่อง Assault Onprecint 13 ได้มันส์มาก ริเชต์ทำ Public Enemy no.1 ออกมาได้ สนุกมากๆ ต้องย้ำว่าสนุกจริงๆ ขนาดที่ว่าหนังมีเนื้อหาที่ยาวมากขนาดต้องซอยแบ่งออกเป็นสองภาค  ภาคแรก 1 ชั่วโมง 40 นาที ภาคสอง 2 ชั่วโมง  รวมๆ แล้ว 3 ชั่วโมง 40 นาที เนื้อเรื่องก็ยังเดินเร็วไม่ยืดยาด  ไม่มีบทสนทนานานๆ ฉากแอ๊คชั่นออกมาบ่อยให้ความรู้สึกของหนังแอ๊คชั่นครบถ้วน  มีฉากสาดกระสุนปืนพก ปืนกล นับไม่ถ้วน ฉากขับรถไล่ล่า ฉากแหกคุก ปล้นคาสิโน ปล้นธนาคาร การเดินเรื่องกระชับ เนื้อหาเข้มข้น ชวนติดตามตลอดเวลา โดยภาคแรกจะเน้นหนักไปในยุคห่าม ห้าวของ ฌ๊าค ที่ตระเวณปล้นแหลกแล้วแหกคุก  พอภาคสอง ก็ลดความดุดันลงหน่อยเพราะมาพูดถึง ฌ๊าค ในวัยที่มากขึ้น จะเป็นเรื่องราวของการหนีมากกว่าปล้น

หนังเริ่มเรื่องด้วยฉากจุดจบของ ฌ๊าค ที่โดนมือปืนสี่คนสาดกระสุนปืนกลจากท้ายรถบรรทุกเข้าใส่ ฌ๊าค ที่ขับบีเอ็มจอดต่อท้ายรถบรรทุกคันนั้นอยู่ หนังไม่จำเป็นต้องปิดบังฉากจบ เพราะ ฌ๊าค เป็นอาชญากรชื่อดัง ที่ชาวฝรั่งเศส รู้จักกันดี  สิ้นฉากนองเลือดหนังตัดกลับไปเริ่มเรื่องเอาตั้งแต่ ฌ๊าค ปลดประจำการจากทหาร กลับมาบ้านไม่มีงานทำ เจอเพื่อนเก่าที่ดูมีเงินใช้ มีรถหรูขับ ณ๊าค ดูสนใจงานนอกกฏหมายที่เพื่อนทำเลยเข้าร่วมแก๊งและนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ ฌ๊าค เดินเข้าสู่วงการอาชญากร ฌ๊าค เข้าร่วมแก๊งปล้นธนาคาร โดยมี กิ๊ดโด้ รับบทโดย รุ่นใหญ่ เจอราด เดอปาดิเย ที่ดูแก่ตัวลงไปเยอะ ฌ๊าค ปล้นธนาคารจนชำนาญ อย่างสนุกสนาน แต่แล้วก็พลาดท่า ฌ๊าค ติดคุกครั้งแรก เมื่อพ้นโทษออกมา ณ๊าค ทิ้งเมียและลูกสาม เดินกลับไปหากิ๊ดโด้ ที่คราวนี้เลือกที่จะปล้นคาสิโนของเจ้าพ่อ แต่ก็ถูกเจ้าพ่อตามเก็บ ฌ๊าค ได้คู่หูใหม่เป็นสาวสวย หนีเจ้าพ่อไปอเมริกา ไปปล้นที่อเมริกาต่อ ก่อนโดนตำรวจอเมริกันจับได้ส่งตัวกลับ ฌ๊าค โดนจับเข้าคุกมืดขังเดี่ยว ที่คุกนี้ ฌ๊าค เจอพัศดีจอมโหด ที่ซ้อม ฌ๊าค ทุกวันแล้วโยนเข้าคุกมืด ฌ๊าคทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก แต่ก็วางแผนแหกคุกสำเร็จ หลังจากออกมาได้ก็ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับระบอบยุติธรรม ชีวิตหลังจากนี้ ฌ๊าคยังปล้นธนาคาร คาสิโน รวมไปถึงเรียกค่าไถ่อยู่เรื่อยๆ ฌ๊าคถนัดทั้งทำงานคู่และกลุ่ม ตลอดเรื่องมีเพื่อนร่วมขบวนการนับสิบ หนังฉลาดที่จะไม่เสียเวลาแนะนำเพื่อนร่วมขบวนการของ ฌ๊าค เลยสักคน เริ่มงานใหม่ก็มีหน้าใหม่โผล่มาถ้าไม่พลาดท่าตายไป ก็ถอนตัวไป จึงไม่จำเป็นต้องให้คนดูไปเสียเวลาจำชื่อตัวละคร มีเพียง เบสเซ่ เพื่อนร่วมขบวนการคนสุดท้ายที่รับบทโดย แมทธิว อมาลิค ที่เคยรับบทตัวร้ายจาก Quantum of Solace เบสเซ่ เป็นเพื่อนร่วมขบวนการกับ ฌ๊าค อยู่หลายปีผูกพันธ์กันเพราะแหกคุกรอบสุดท้ายมาด้วยกัน ก่อนที่จะตีจาก ฌ๊าค ไปเพราะทนกับ อีโก้ของ ฌ๊าค ไม่ได้ที่ชอบให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสารว่าจะล้มล้างกระบวนการยุติธรรม

หนังฉลาดที่แปะหัวตั้งแต่เริ่มเรื่องว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่มีการเสริมเติมแต่งเพื่อความบันเทิง จึงทำให้ไม่รู้ว่าเท็จจริงแล้วตัว ณ๊าค เองเก่งกาจเข้าขั้นอัจฉริยะได้อย่างที่เห็นในหนังจริงหรือไม่ ถึงแม้หนังจะสร้างจากหนังสือที่เขียนโดยตัว ฌ๊าค เอง ความอัจฉริยะในทางด้านทุจริตของ ฌ๊าค อดทำให้นึกถึง แฟรงค์ อบาเนลไม่ได้อาชญากรนักต้มตุ๋นที่มีตัวตนจริงของอเมริกาที่เคยหยิบเอาด้านอัจฉริยะมาสร้างเป็นหนังได้สนุกเหมือนกัน ต่างที่ว่า Public Enemy no.1 เน้นหนักไปทางด้านแอ๊คชั่น  แต่เสียเปรียบที่ว่าหนังยังไม่ได้บริษัทฮอลลีวู้ดทำตลาดจัดจำหน่ายให้

ตลอดเรื่องที่ตัว ฌ๊าค ปรากฏตัวบนจอมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้คนดูสัมผัสตัวตนของ ฌ๊าค ได้ดี ฌ๊าคเป็นโจรที่มีไหวพริบสูง หัวไว ไม่ตระหนกหรือสติแตกง่ายๆ เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้ดี เราจะเห็นไหวพริบของ ฌ๊าค ได้ตั้งแต่งานแรกเลย การแหกคุกแต่ละครั้ง ฌ๊าค เป็นคนวางแผนเองคนเดียว เดินมองๆ คุกแป๊ปเดียวก็คิดแผนการออก ฌ๊าค มั่นใจกับการแหกคุกของเขาเสมอ ถึงกับประกาศต่อหน้าศาลเลยว่า "จับผมเลย แล้วผมจะแหกคุกให้ดู ไม่มีคุกไหนขังผมได้หรอก"

ไม่นานหลังจากนั้น ฌ๊าค ก็แหกคุกได้จริงๆ ครั้งหนึ่ง ฌ๊าค เคยแม้กระทั่งจับผู้พิพากษาในศาลเป็นตัวประกัน แล้ว หนีออกจากศาลไปได้

44

ฌ๊าค เป็นอาชญากรอารมณ์ดี เป็นคนพูดไป ยิ้มไป ตลอดเวลา ทั้งกับเพื่อนและตัวประกันเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เฉพาะเมียที่เห็นในเรื่องนี่ก็ 3 คนแล้ว แล้วแต่ละคนสวยสุดๆ ทั้งนั้น แต่สุดท้าย ฌ๊าค ก็เลือกเพื่อน ฉากที่เลวที่สุดก็คือ เมียห้ามไม่ให้ ฌ๊าค กลับไปปล้น ฌ๊าค ตบเมีย เอาปืนกรอกปากเมีย แล้วตะโกน "จำไว้กูเลือกเพื่อนเสมอ" แล้ว ฌ๊าค ก็ทำอย่างที่พูดจริงๆ ฌ๊าค ไม่เคยทิ้งเพื่อน มีแต่เพื่อนตายจากหรือแยกจากเขาไปเอง แม้กระทั่ง เพื่อนที่ไม่รู้จักวิ่งตามตอนแหกคุกมาด้วยกัน โดนยิงนอนดิ้นอยู่กับพื้น ฌ๊าค ก็จอดรถรอจนเพื่อนโดนยิงตายไปต่อหน้า มีอยู่คราวหนึ่ง ฌ๊าค ให้สัญญากับขาใหญ่ในคุกว่า ให้หาคีมตัดลวดให้เขา เมื่อเขาหนีออกไปได้จะกลับมาช่วย ฌ๊าค รักษาสัญญาจริงๆ หลายวันให้หลัง ฌ๊าค ซิ่งรถกลับมาพร้อมอาวุธเต็มคัน กลายเป็นฉากดวลปืนสุดมันส์ ที่ ฌ๊าค ถล่มใส่ผู้คุมหวังจะมาช่วยเพื่อนออกจากคุกให้ได้จริงๆ ฌ๊าค เป็นต้นแบบของ อาชญากรพันหน้าที่เราเคยเห็นกันในหนังฮอลลีวู้ด ได้ดูเรื่องนี้เลยเพิ่งรู้ว่ามีโจรที่ปลอมหน้าแบบนี้ได้จริงๆ ด้วย ในเรื่องเราจะได้เห็นหน้าตาแบบต่างๆ ของ ฌ๊าค ไม่ต่ำกว่า 10 โฉมหน้า เป็นจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมทีมงานเมคอัพที่สร้างสรรใบหน้าต่างๆ ของ ฌ๊าค ออกมาได้ดี รวมถึงพัฒนาการรูปร่างของ ฌ๊าค ตั้งแต่หนุ่มสะโอดสะองจนเป็นชายวัยกลางคนลงพุงที่มีฉากถอดเสื้อให้ดูว่านี่พุงจริงๆนะ

มองในด้านดี ฌ๊าค เป็นอาชญากรที่มีคุณธรรมสูง ฌ๊าค ไม่เคยฆ่าตัวประกันเลย มีครอบครัวตัวประกันที่ช่วยพาเขาหลบหนี ณ๊าค ยังมีทิปให้ด้วยถึง 100,000 ฟรังซ์ แต่ด้านที่ร้ายที่สุดก็คือ ฌ๊าค ไม่เคยรับผิดชอบครอบครัวเลย ทิ้งลูก ทิ้งเมีย ไว้กับพ่อแม่ตัวเอง แล้วก็ไม่ได้กลับมาเหลียวแล ฉากที่ประทับฉากหนึ่งในหนัง คือ ฉากที่ลูกสาวมาเยี่ยม ฌ๊าค ในคุกแล้วพูดว่า "พ่อติดอยู่อย่างนี้ก็ดีอย่างหนึ่ง คืออย่างน้อยหนูก็รู้ว่าจะมาหาพ่อได้ที่ไหน"  แล้ววันที่ ฌ๊าค ตัดสินใจผิดพลาดที่สุดก็คือการตัดสินใจเป็นศัตรูกับนักข่าวเป็นฉากสังหารโหดที่สุดที่ ฌ๊าค เคยกระทำ ซึ่งเป็นเหตุให้ย้อนกลับมาถึงฉากอวสานของตัวเขาเอง

Public Enemy no.1 จัดได้ว่าเป็นก้าวที่กล้าอีกก้าวของวงการหนังฝรั่งเศสที่ออกมาตบเท้าร่วมอุดมการณ์กับ ลุค เบซอง ที่เปิดบริษัททำหนังแอ๊คชั่นอยู่บริษัทเดียวในฝรั่งเศส  หนังน่าจะไปได้ดีในตลาดโลก นั่นย่อมเป็นผลดีกับคนดูแน่ๆ ที่ทำให้มีทางเลือกได้เสพรสชาติที่แตกต่างจากฮอลลีวู้ดตลาดใหญ่มากขึ้น น่าติดตามครับสำหรับหนังแอ๊คชั่นจากฝรั่งเศสที่ต้นปี Taken ก็มาจากฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน

แนะนำครับ สนุกจริงๆ ไม่ผิดหวัง

 

issue-45-design-02





ก้าวฯที่ ๔๔

1 12 2009

ก้าวฯที่ ๔๔

    

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

issue-44-design-01 issue-44-design-02 issue-44-design-03

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





มหานคร

1 12 2009

Click เพื่อ ขยาย

 





การปิดคือการเปิด

1 12 2009

เรื่องจากปก โดย กีรติ

การปิดคือการเปิด

.

เป็นเวลานานแล้วที่ข้าพเจ้าปิดตัวเองจากการสังสรรค์ นั่นอาจเป็นการปิดดวงไฟสังคมและการพบเจอผองเพื่อน มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเหงาในบางห้วงและรู้สึกเป็นสุขในบางขณะ  แน่นอนว่า ข้าพเจ้าเข้าใจดีถึงการได้มาและเสียไป

มีคนแนะข้าพเจ้าว่า ทุกๆอย่างในโลกยืนอยู่ได้ด้วยความพอดี ไม่มีอะไรที่เอียงไปข้างเดียวแล้วปรกติสุข เมื่อคิดตามก็เห็นจริงดังนั้น แต่ความชอบและมักได้ของมนุษย์จะเป็นตัวบอกเองละว่า เราจะเอียงน้ำหนักไปในทิศทางใด ไม่มีอะไรที่เป็นค่ากลางอย่างแท้จริง

มีการรณรงค์มากว่า ให้ปิด ทั้งปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดทีวี และอีกหลายๆปิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ข้าพเจ้าคิดเลยเถิดไปว่า บางครั้งคนเราอาจต้องปิดดวงไฟความอยากลงเสียบ้าง

ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีความอยากอยู่เนืองๆ ความอยากของข้าพเจ้าเคยมีขนาดเล็ก และมันพองออกจนไม่มีอะไรที่จะเป็นสถานที่เก็บซ่อนมันได้ ความอยากของข้าพเจ้าแทรกตัวอยู่ในลมหายใจและเผยผ่านม่านตาเท่านี้

แล้วจะปิดดวงไฟความอยากได้อย่างไรกัน

เป็นคำถามที่ดีใช่ไหม หรือว่ามันเป็นเพียงการรำพึงที่ยอดแย่ของคนๆ หนึ่งเท่านั้น บางสิ่งที่ยากเหลือเกินอาจต้องใช้เมธีผู้ปราดเปรื่องไขความ แต่สำหรับเรื่องนี้ ตนผู้เดียวเท่านั้นที่จะรู้

ข้าพเจ้าเริ่มปิดตัวเองจากการสังสรรค์ อยู่กับหน้าที่การงานและชีวิตที่แสนเรียบกับครอบครัว มีรอยยิ้มของแม่เป็นเหมือนตะเกียงที่ให้ดวงไฟริบหรี่ พอมองเห็นและอบอุ่น ข้าพเจ้าบอกกับตัวเองว่า บางครั้งการปิดก็ควรเปิดช่องเล็กๆ เอาไว้บ้าง

และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไม การปิดคือการเปิด

เพราะความหมายของการปิดคือการเปิดของข้าพเจ้านั้น หมายถึงการปิดความอยากเพื่อเปิดโอกาสให้กายใจได้ทบทวนดูบ้าง

กับสิ่งนานาที่ผ่านพ้น เราได้หลงลืมอะไรเอาไว้…และเราเหนื่อยมามากพอหรือยังกับการตะกายความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด…เราต้องลองปิดเพื่อเปิดออกดู

.





ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

1 12 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

.

ความเดิมตอนที่แล้ว

สภาวะการณ์ที่บึงน้ำ : ยาจกเจียมพลาดพลั้งให้กับกระบวนท่า ใยไหมฟ้าคร่าวิญญาณ ของไบหยุ่น สรรพกำลังส่วนหนึ่งถูกตรึงไว้มิอาจเคลื่อนไหวได้ชั่วเวลาหนึ่ง

อีกทั้งเบื้องหน้ามันพลันปรากฏ กระบี่โลหิตดำธาตุมารอันลี้ลับของเล่าอู๋เฟิง มารเฒ่าในกาลก่อน พร้อมกับเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำ ความเป็นมาของคนผู้นี้ มีอันใดเกี่ยวข้องกับเล่าอู๋เฟิง ยังมิอาจทราบได้

สภาวะการณ์ที่โตงเตี๊ยมวิญญูชน : สถานการณ์พลิกผัน เหล่าเติ่งในความมืดมิดกลับร่วมมือกับสหายเก่าหลงซี่ฮัว เปิดโอกาสให้กระบี่โปรยบุปผาและหลงซี่ฮัวหลบหนีออกนอกโรงเตี๊ยม

อีกทั้งเกิดเรื่องประหลาดในโรงเตี๊ยม บุรุษลึกลับในชุดดำต่างร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด มิมีผู้ใดกล้าขยับเคลื่อนไหวภายในโรงเตี๊ยม

สภาวะการณ์ที่แม่น้ำฉิว : สามสหายแห่งโรงเตี๊ยมวิญญูชนต่างร่วมลงเรือลำเดียวกัน ภายใต้ความช่วยเหลือของสำนักกระบี่บุปผา สหายใต้หล้าอีกทั้งซินแสเกากลับปลอมแปลงเป็นเด็กรับใช้บนเรือ ส่วนบัณฑิตธนูทอง กลับเลือกปลอมแปลงเป็นคนใกล้ชิดกับอดีตเจ้าสำนักกระบี่บุปผา ‘กระดังงาอัคคี’

ในเวลาไม่นานเรือน้อยได้เทียบเรือใหญ่ กงจื้อกระไหล่เงินออกมารับหน้า แต่กระดังงาอัคคีกลับหาสนใจมันไม่

.


.

ตอน ๑๒ : ราวกับดอกโบตั๋น

.

ณ กลางแม่น้ำฉิว

.

เรือใหญ่ลอยนิ่งไม่แม้แต่จะสะเทือนด้วยระลอกคลื่น เพราะความใหญ่โตของมัน ทำให้ผู้คนบนเรือไม่อาจรับรู้ความเคลื่อนไหวที่ใต้ท้องเรือ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องเลวร้ายเพียงใด นั่นย่อมอยู่ที่มุมมอง อาจเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ได้ประโยชน์ อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าใจสำหรับผู้ที่กำลังถูกกร่อนทำลายไปทีละเล็ก ทีละน้อย

ชีวิต บางครั้ง คือความเสื่อมสลายในทุกขณะลมหายใจ

อย่างเชื่องช้า

เช่นเดียวกับนาง ก้าวย่างของนางแต่ละก้าวขณะนั้น มองไปอาจดูเชื่องช้า ยาวนาน หากแต่กลับแฝงไว้ด้วยท่วงท่างามสง่า อีกทั้งแสดงออกมาอย่างองอาจผ่าเผย ใบหน้าตั้งตรง ดวงตากวาดมองรายรอบราวกับว่า สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของนาง ไร้ซึ่งอาการหวาดเกรงผู้คน อาภรณ์สีขาวมีประกายแวววาวราวกับเกล็ดหิมะยามอาบแสงจันทร์กระจ่าง  มีเพียงชายแขนเสื้อทั้งสองข้างที่ขลิบแพรไหมย้อมสีแดงสด

เป็นสีแดงสดเฉกเช่นสีของดอกโบตั๋น

มือเรียวยาวขาวนวลเมื่อยามต้องแสงจันทร์ เส้นผมของนางดำขลับเงางามจากต้นจรดปลาย ลึกลับดุจดั่งลอนคลื่นมืดมิดใต้สุดท้องมหาสมุทร ใบหน้านางทรงไข่รับเข้ากับดวงตากลมโตของนาง ริมฝีปากเล็กบางมีสีชมพูมันเงา นามที่ใช้เรียกนางกลับเร้าร้อนประหนึ่งเปลวอัคคีแห่งมวลบุปผา

“กระดังงาอัคคี ที่แท้เป็นท่าน”

ใครคนหนึ่งเอ่ยทักทายนางอย่างเป็นกันเอง เสียงของคนผู้นั้นก้องกังวานและทรงอำนาจ เป็นบุรุษผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่อาภรณ์อย่างเป็นทางการปักดิ้นด้วยทองคำเงาวับ บ่าวไพร่ที่ติดตามอยู่หนหลังแต่งกายรัดกุมในชุดสีเข้มทว่ากลับดูหมองหม่น มองออกว่าเป็นองครักษ์ระดับสูงในกรมกอง บุรุษผู้มาถึงย่อมต้องมีตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาในบ้านเมือง คำที่กล่าวออกมาว่า ‘ที่แท้เป็นท่าน’ ย่อมหมายถึงผู้คนทั้งสองต่างรู้จักกันมาก่อน

กระดังงาอัคคียิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้  “คารวะใต้เท้าหม่า”

จากนั้นเดินผ่านบุรุษผู้นั้น และ กลุ่มคนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง แสงโคมส่องสว่างในห้องโถง ความสว่างไสวคล้ายบรรจงสาดส่องไปที่นางเพียงผู้เดียว ผู้คนที่ยืนอยู่ก่อนนั้น พลันจ้องมองนางเป็นตาเดียว เป็นดวงตาที่หลากหลายอารมณ์ ทั้งยกย่อง ทั้งหมิ่นแคลน ทั้งโง่งม ทั้งเหม่อลอยเปลี่ยวเปล่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สายตาผู้คนบ่งบอกเรื่องราวมากมาย ประกายตาของนางกลับมิได้เหมือนผู้คนทั่วไป เพราะคนทั่วไปมิได้เป็นเช่นเดียวกับนาง คนเหล่านั้นจึงมีความคิดที่ผิดแผกกันออกไป เมื่อเห็นนางมิได้ให้ความใส่ใจกับบุคคลที่ขึ้นชื่อว่า ‘ใต้เท้า’ ผู้คนเหล่านั้นได้แต่ใช้สายตาที่หลากความคิด เฝ้ามองนางเดินผ่านไปอย่างเงียบงัน

นางเดินไปอย่างเชื่องช้า ยังสุดทางเดิน จากนั้นหยุดที่ตรงนั้น และหันหลังกลับมา ยืนสงบนิ่ง สายตาของนางมิเพียงคมกริบ หากแต่กลับแฝงไว้ซึ่งม่านบางเบาผืนหนึ่ง สะกัดกั้นมิให้ผู้ใดในที่แห่งนี้เข้าใกล้ตัวนาง นางไม่กล่าวอันใดอีก คล้ายกับว่าเฝ้าคอยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินผ่านไปตามธรรมชาติ

เป็นตามธรรมชาติอย่างที่สมควรจะเป็น

.

เช่นเดียวกับดอกโบตั๋น ที่มิเคยแปรผันไปตามถ้อยคำบงการของผู้ใด หรือยินยอมพร้อมก้มศีรษะให้กับกระแสสังคมที่กดดันรอบข้าง

เรื่องราวของดอกโบตั๋นเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาเพื่อยกย่อมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของดอกโบตั๋น ที่ไม่ยินยอมเบ่งบานตามคำบงการของพระนางอู๋เจ๋อเทียน

ในอดีตกาล มีอยู่คราหนึ่ง ที่พระนางอู๋เจ๋อเทียนได้มีโอกาสออกเดินชมอุทยานดอกไม้ในตัวเมืองฉางอัน ซึ่งหลังจากที่หิมะโปรยปรายภายในอุทยานล้วนแล้วมีแต่ความขาวโพลนของหิมะ พระนางจึงมีดำริว่า “หากขณะเวลานี้ บรรดาบุปผาชาตินานาสามารถเบ่งบานได้ในเวลาเช่นนี้ก็คงจะดีมิใช่น้อย”

เมื่อพระนางมีดำริเช่นนี้แล้ว จึงได้รสจนาเป็นภาษกวีลงในกระดาษ จากนั้นให้นางสนองที่อยู่รายข้างนำกระดาษแห่งพระประสงค์ไปเผาไฟเพื่อแจ้งหมายความตั้งพระทัยเหล่านั้นสู่สรวงสวรรค์เบื้องบน เดือดร้อนไปถึงเหล่าเทพยาดาแห่งบุปผา ที่ต่างต้องเตรียมการให้ดอกไม้ทั้งหลายในสวนเบ่งบานก่อนเวลาอันควร

จะมีก็เพียงแต่ดอกโบตั๋นเท่านั้น ที่มิยินยอมทำตามที่พระนางร้องขอ ด้วยเพราะดอกโบตั๋นเห็นว่า อันดอกไม้มีฤดูกาลที่จะเบ่งบานไปตามเวลา การที่พระนางทำเช่นนี้มิใช่เป็นการฝืนธรรมชาติหรอกหรือ

ครั้งเมื่อถึงเวลาที่พระนางอู๋เจ๋อเทียนออกประพาสอุทยานอีกครา ครั้งนี้ดอกไม้ในอุทยานต่างเบ่งบานโดยพร้อมเพรียง เป็นที่งดงามยิ่งนัก มีเพียงดอกโบตั๋นเท่านั้น ที่มิได้เบ่งบาน พระนองเห็นเช่นนั้นจึงมีรับสั้งให้ทหารเผาทำลายดอกโบตั๋นในอุทยานทั้งหมด

อีกทั้งให้นำเอาดอกโบตั๋นทั้งหมดที่อยู่ในเมืองฉางอันไปทิ้งไว้บนเขาลั่วหยาง ทว่าเมื่อดอกโบตั๋นเดินทางไปถึงเขาลั่วหยางแล้ว กลับเบ่งบานงดงามอย่างวิจิตรตระการตา เป็นที่ชื่นชมของเมืองลั่วหยางนับจากนั้นมา

ผู้คนมักเปรียบเทียบอิสตรีงดงามดั่งบุปผา นั่นย่อมต้องเป็นบุปผาที่คลี่บานอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ หาได้เบ่งบานออกเพราะคำบงการของผู้ใด กระดังงาอัคคีเป็นอิสตรีเช่นนั้น

เป็นอิสตรีที่มีความกล้าหาญดุจเดียวกับดอกโบตั๋น

.

ห้องโถงใหญ่ มีดวงโคมมากมายให้ความสว่าง ผู้คนราวกับตัวหดเล็กลงเมื่อเทียบเคียงกับความกว้างใหญ่ภายใน เมื่อมองกวาดไปทั้งห้องโถงกลับพบเห็นป้ายไม้กว้างขนาดสี่วาเศษยาวนับสิบวา

เป็นไม้ท่อนใหญ่เมื่อนึกย้อนไปถึงเมื่อมันยังคงเป็นลำต้น แผ่นไม้สลักอักษรจมลึกไปในเนื้อไม้หนึ่งเชียะ คำที่สลักอ่านได้ความหมายว่า ‘โถงเที่ยงธรรม’

“เฮอะ!!.. ข้าพเจ้าคิดอาเจียนในโถงเที่ยงธรรม” เสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังนาง

เบื้องหลังนางย่อมมีผู้คน เป็นผู้คนที่รู้จักกล่าววาจาเย้ยหยันเป็นพิเศษ คนผู้นั้นย่อมเป็นใครอื่นไปมิได้

‘บัณฑิตธนูทอง’ ผู้ซึ่งวางท่าทางสงบสุขุม มันยืนนิ่งไม่ห่างจากกายนางเท่าไรนัก กริยาของมันผิดกับก่อนหน้า ที่มันดูจะคึกคักกับการได้ขึ้นมาบนเรือใหญ่กลางแม่น้ำฉิวแห่งนี้ ทว่านอกจากมันแล้วกลับไม่พบเงาร่างของซินแสเกาและสหายใต้หล้า

หรือผู้คนทั้งสองมิได้ติดตามขึ้นเรือ

.

ตอนต่อไปตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ

“ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร”

ในความมืดมิด มีเสียงหนึ่งตอบออกมาอย่างแผ่วเบา “ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตา”

“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน” อีกเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น

เป็นว่าขณะนั้นมีน้ำเสียงของผู้คนถึงสองคน น้ำเสียงของผู้คนยามเอ่ยวาจากลับแผ่วเบา ด้วยเพราะคนทั้งสองต่างหลบเร้นกายในความมืดมิด ในความมืดมิด หากได้เฝ้ามองความสว่างไสวภายนอก ย่อมสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนกว่าผู้คนที่อยู่ภายใน

แสงสว่างอาบไปทั่วห้องโถงสีขาวกระจ่าง ภายในกลับมีแพรพรรณหลากสี เป็นความขัดแย้งที่งดงาม ผู้คนที่อยู่ในโถงนี้ล้วนแล้วเป็นอิสตรี เป็นอิสตรีเรือนร่างเปลือยเปล่า มีบ้างที่คลุมเสื้อผ้าอาภรณ์ หากแต่เป็นอาภรณ์เนื้อบางเบา ซึ่งมิอาจอำพลางความโค้งเว้าของสัดส่วนอันรัดรึงกำลังขวัญของบุรุษเพศ

“จิ้งจอกเฒ่ากลับช่างเลือกทีทาง” น้ำเสียงนั้นคล้ายเย้ยหยัน คำว่าจิ้งจอกเฒ่าหลุดออกจากปาก ย่อมไม่อาจหมายความถึงใครอื่น

ซินแสเกา กระซิบข้างใบหูสหายใต้หล้า “ไฉนท่านยังรั้งอยู่ที่นี่เล่า?”

.






Shutdown

1 12 2009

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

Shutdown

.

หาว…ไม่ได้นอนมา 2 วัน ได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง ต้องตื่นมาทำงานอีกและ

เอาน่า…ไม่ต้องบ่นๆ ไม่ทำงานแล้วจะกินอะไรวะ

โต๊ะก็รกวู้…ไม่มีเวลาจัดเลย แป๊บนึงนะ ขอทำโปรเจคนี้ให้เสร็จก่อนจะพักยาวเลย

01 

เอาล่ะ เปิดคอมฯ ทำงาน

02 

หาว…ง่วงจริงโว้ยยยย

03 

อยู่ดีๆ ทำไมหน้าจอคอมฯ มันเบลอๆ วะ

04 

หรือเราจะง่วงเกินไป?

05

.

06 

ช่วยด้วยมองไม่เห็นเลย ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มืดไปหมดอย่างนี้นะ

07 

เสียใจด้วยนะครับ ลูกน้องของคุณเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

หมอเสียใจด้วยจริงๆ ส่วนคุณก็รักษาสุขภาพให้ดีๆ นะครับ

 

issue-44-design-02





Unplugged

1 12 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Unplugged

postcard

เขียนภายใต้แสงนวลจากโคมไฟที่โต๊ะหนังสือ

.

แคทเพื่อนรัก…

ไม่แน่ใจว่าเธอเห็นโปสการ์ดใบนี้มาก่อนหรือยัง  เพราะวันที่ฉันได้มานั้นเธอก็อยู่ด้วยกัน  ยังจำวันนั้นได้ไหม…  วันที่เราได้มีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง  วันที่เราไปนั่งชมคอนเสิร์ตในสวนกันที่เสถียรธรรมสถาน

โปสการ์ดใบนี้ฉันเขียนมาเพื่อขอบคุณเธอ  ที่อยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น  สำหรับฉันแล้ว… ความสุขจะไม่เป็นคำที่สมบูรณ์เลย  หากไม่ได้มีการถ่ายทอดหรือแบ่งปันในระหว่างกันและกัน

สาเหตุที่ฉันชวนเธอไปชมคอนเสิร์ตในวันนั้น  เนื่องจากต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการงานตลอดช่วงเวลาทำงานที่ผ่านมา  กับคอนเสิร์ตเบา ๆ ฟังสบายแบบ  Acoustic Jazz  และมีความสนใจในธีมของคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นพิเศษ  ว่าคอนเสิร์ตกับธรรมะจะผสมผสานกันออกมาในรูปแบบใด

.

หลังจากคอนเสิร์ตสิ้นสุดลง  และได้รับฟังการเทศนาของท่านแม่ชีศันสนีย์แล้ว  เธอรู้ไหมว่าปลั๊กในสมองและหัวใจของฉันที่เชื่อมต่อกับสิ่งวุ่นวายจากโลกภายนอก  ซึ่งได้ผ่อนคลายไปมากแล้ว  แต่ในเวลาต่อจากนั้น…  มันได้หลุดออกจากขั้ว… ฉันรู้สึกเป็นอิสระ  อิสระจากอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งจากคอนเสิร์ต  ราวกับว่าใจเราได้มองเห็นมันโลดแล่นอยู่เพียงตรงหน้าเวทีที่เดิมตรงนั้น  มิได้เกาะกุมแน่นอยู่ในใจ  ชั่วขณะนั้นฉันเป็นอิสระจากการงานและการกระทำในช่วงวันเวลาที่ผันผ่าน  ฉันมีโอกาสได้อยู่ตรงนั้นแล้วมองย้อนกลับไป  เพื่อที่จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันก่อน  ว่าสิ่งเหล่านั้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางอย่างไร  สมควรหรืองดงามแล้วหรือไม่

.

.

การถอดปลั๊กตัวเราเองจากสิ่งแวดล้อมรอบกาย  เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตและจิตใจของเราได้หยุดพัก  จากการดำเนินไปตามแรงขับเคลื่อนของความอยากได้  อยากมี  อยากเป็น  ชีวิตและจิตใจจะสงบนิ่ง  แล้วพื้นที่ว่างก็จะเกิดขึ้นโดยรอบภายในใจและบนหนทางชีวิต  ให้เราได้มองเห็นและเลือกสรรความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่จะผ่านมาให้เราประสบด้วยใจสงบ  ไม่เป็นเหยื่อของความคิดหรืออารมณ์จากโลกภายนอกเหล่านั้น  หรือหากเราต้องเผชิญหน้ากับมัน  ก็จะสามารถพ้นผ่านไปได้ด้วย…ปัญญา

.

.

หลังคอนเสิร์ตวันนั้น…  เธอรู้สึกอย่างเดียวกันหรือไร?

.

.

.

.

แด่…แคทเพื่อนรัก  และเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีโอกาสได้ไปชมคอนเสิร์ต “ ตั้งใจดี ”

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ในท่ามกลางกระแสความวุ่นวายสับสนและเสียงเสียดสีอันดีร้ายภายในใจของผู้คนในสังคม  ยังมีมุมสงบเงียบมุมหนึ่งที่แทรกตัวอยู่  สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า  เสถียรธรรมสถาน  ที่เมื่อย่างก้าวพ้นเขตประตูเข้าไปแล้ว  จิตใจซึ่งเคยร้อนรุ่มกลับผ่อนคลาย  ตั้งแต่แรกยินเสียงทักทาย “ ธรรมะสวัสดีค่ะ ”  เป็นการทักทายกันด้วยธรรมะ  เพราะ  “ สวัสดี ”  แปลว่า  ความดี  ความงาม  ความรุ่งเรืองและปลอดภัย  ให้เรารู้สึกว่า…เราจะปลอดภัยด้วยธรรมะ  ห้องนี้สอนเราว่า  คนข้างหน้าเรานั้นเป็นคนพิเศษสำหรับเรา  โดยเราจะเรียนรู้กับคนข้างหน้า  ให้เขามีชีวิตที่ไม่ทุกข์เพราะเรา  แต่หากว่าเขากำลังทุกข์  เราก็จะช่วยเป็นเพื่อนร่วมทุกข์  และทำให้ความทุกข์นั้นสงบระงับลง

ก้าวต่อไปตามทางเดินที่ร่มครึ้มจากเงาไม้ที่ทอดลงมาจากมวลพฤกษชาติอันเขียวขจี  ตรงนี้จะเป็นทางเดินสู่การสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  ที่นี่จะมีคนจำนวนมากมานั่งพับดอกบัวเพื่อใช้ในการสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  โดยอาศัยหลัก  “ คนจัดดอกไม้  ดอกไม้จัดใจคน ”  คนจัดดอกไม้  บางครั้งจัดไปตามกิเลส  แต่ดอกไม้จัดคนโดยไม่มีกิเลส  ดอกไม้จัดใจเราให้อยู่ในปัจจุบันขณะ  ที่นี่ทำให้เราพิจารณาว่า…ความตายเป็นสุดรอบของชีวิต  เราจึงต้องทำปัจจุบันขณะให้ดี 

เดินลึกเข้าไปอีกสักนิด  จะพบกับ  “ ธรรมศาลา ”  เป็นศาลาดินทรงกลมหลังคาสูง  ทุกเช้าวันเสาร์ – อาทิตย์  เวลา ๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น.  จะมีการจัดรายการวิทยุสาวิกา  สื่อเพื่อชีวิตที่ดีงามและเป็นอิสระสด ๆ กันที่นี่  โดยผู้ฟังสามารถฟังผ่าน  http://radio.ku.ac.th

มุมหนึ่งของเสถียรธรรมเป็นห้องสมุดครอบครัว  ซึ่งมีหนังสือธรรมะและสื่อสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวจัดวางให้สามารถเลือกอ่านกันได้  เดินต่อไปอีกนิดเป็นซุ้มกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่  ที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ลูกทำร่วมกัน  เช่น  ทำลูกชุบ  เพนท์ผ้าบาติก

.

นอกจากจะมาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถานแบบวันเดียวแล้ว  ที่นี่ยังเป็นมุมหนึ่งในการพักสงบใจจากโลกภายนอก  โดยการพัฒนาชีวิตด้วยอาณาปานสติภาวนา  เป็นวิธีการภาวนาที่อบรมใจให้เป็นอิสระในการภาวนา  ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใด  เพราะลมหายใจนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ  เพียงแต่ให้รู้จักใช้ลมหายใจให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุด  คือ  เป็นเครื่องมือภาวนาให้เกิดความสงบภายในใจ  จนสามารถใคร่ครวญธรรมและเข้าถึงสภาวะของธรรมได้  ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมหรือพัฒนาชีวิตด้วยอาณาปานสติภาวนานั้นต้องถือศีล 8 ในช่วงเวลาที่ปฏิบัติธรรมนั้นด้วย

.

นอกจากนี้เสถียรธรรมสถานยังมีกิจกรรม “ ธรรมชาติบำบัด ”  คือ ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ  พร้อมกับสร้างสมดุลให้กับชีวิต  โดยแก่นของธรรมชาติบำบัดนั้น  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริโภคเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ของผู้คน  ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน  ซึ่งต้องเริ่มจากภายในจิตใจก่อน  แล้วจึงขยายออกไปสู่ภายนอก  กิจกรรมธรรมชาติบำบัด  อาทิ  การเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด  การฝึกโยคะและการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสม  การพอกโคลน  เป็นต้น

.

เมื่อวนกลับมายังด้านซ้ายของประตูทางเข้าเสถียรธรรมสถาน  ที่นั่นมีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่  ของที่ระลึกที่จัดจำหน่ายมีหลากหลาย  เช่น  เสื้อยืดเพนท์ข้อความธรรมะเตือนใจในแบบต่าง ๆ  หนังสือหรือซีดีธรรมะ  ธูปเทียน  หรือเครื่องสำอาง เช่น สบู่เหลว  ที่ทำจากธรรมชาติ  และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้พบเจอก็คือโปสการ์ดที่เสถียรธรรมสถานจัดทำขึ้นเอง  มี 4 ชุด  ในราคาเพียง 50 บาทต่อ 4 ชุด

.

โปสการ์ดแต่ละใบนอกจากมีภาพที่งดงามแล้วยังมีข้อความสอนใจ  เช่น  ใบนี้ที่เขียนเอาไว้ว่า  “ ถ้าเราแก้ปัญหาอย่างมีสติ   งานก็ได้  ใจก็รอด ”

ภาพในโปสการ์ดใบนี้เป็นภาพการบำบัดด้วยธรรมชาติอย่างหนึ่ง  คือการพอกโคลน  โดยหลักการแล้วผู้ที่เข้ามาในเสถียรธรรมสถานจะเกิดความสงบขึ้นภายในจิตใจ   และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมชาติบำบัด  แล้วการพอกโคลนคือการบำบัดทางร่างกาย  อันมีผลต่อผิวพรรณซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตใจข้างใน

แต่เมื่อได้เห็นโปสการ์ดใบนี้  ทำให้ฉันรู้สึกว่า  ในช่วงขณะเวลาที่เราอยู่ภายใต้ธรรมชาติเช่นดินโคลน  หากเราทำตัวผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติ  ให้เราได้หยุดนิ่ง  ให้ใจเราเงียบสงบจากโลกภายนอก  เหมือนเราปิดสวิตซ์ข้างในใจ  ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้ธรรมชาติ  ซึ่งอาจรวมถึง “ ธรรม ”  อันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

.

การปิดสวิตช์ในใจนั้น   ไม่จำเป็นที่เราจะต้องปฏิบัติธรรมเจริญอาณาปานสติเท่านั้น  เราสามารถทำง่าย ๆ ที่ใจของเราเอง  เพราะหากเราไม่เรียนรู้หรือฝึกที่จะมีสติควบคุมใจเราเองในแวดล้อมของสังคมที่วุ่นวายบ้าง  ก็ยากที่เราจะปิดมันลง  หรือทำใจให้ว่างให้เงียบได้แม้เราจะอยู่ในที่เงียบสงบเพียงใด

.

และเมื่อเราสามารถปิดสวิตช์ของใจที่สับสน  ปิดเปลือกใจจากความฟุ้งซ่าน  ปล่อยวางอคติ  ในวันนั้นจะเป็นวันที่เราสามารถเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาในทุกดินแดนได้ด้วยสติและสันติ…

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณ

เสถียรธรรมสถาน
เวบไซต์ http://www.sdsweb.org/th/index.php

 

สารบัญ ก้าวฯที่๔๔





คำแนะนำ ๒-๓ คำสำหรับการเริ่มต้น

1 12 2009

Click เพื่อ ขยาย

issue-44-design-02





9 หุ่นรักษ์โลก

1 12 2009

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

9 หุ่นรักษ์โลก

1

หนังการ์ตูนที่เพิ่งฉายบ้านเราแบบจำกัดโรง หนังมีความยาวแค่ 79 นาที ดูไปเรื่อยๆ  ยิ่งรู้สึกดีครับเป็นการ์ตูนที่สนุกมากๆ  จริงๆนะหนังการ์ตูนฮอลลีวู้ดนี่ไม่ว่าค่ายไหนนี่สนุกทุกเรื่อง  การผลิตพิถีพิถันมาก

9  เป็นการ์ตูนที่ให้อารมณ์แตกต่างกว่าหลายเรื่องที่ผ่านๆ ตามา  สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ นี่ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กเลย  ทั้งภาพและเนื้อหาที่ค่อนข้างมืดและซีเรียส  เป็นความบันเทิงที่ผู้ใหญ่รับได้ง่ายกว่าเด็ก

9  เป็นหุ่นยนต์รูปร่างประหลาดออกแบบง่าย ๆ  ตัวทำจากผ้ากระสอบติดซิป  สูงแค่คืบเดียว  9  ตื่นขึ้นมาในห้องรกๆ  พร้อมกับวัตถุทรงกลม  มีอักขระโบราณประหลาดๆ สลักไว้  9จะต้องค้นหาว่ามันคืออะไร  หนังใส่รายละเอียดตอนที่ 9 ตื่นขึ้นมาเดินก้าวแรกๆ แบบไม่ถนัด  ก้าวไม่ออก  แล้วค่อยๆเดินถนัดขึ้น  9 ปีนไปบนหน้าต่าง  แล้วพบว่าบรรยากาศภายนอกเป็นเมืองรกร้าง  เป็นสภาพเมืองหลังสงคราม ไร้อารยธรรมและสิ่งมีชีวิต  9 เดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง  แล้ว 9 ก็ได้พบ 2 ที่เดินลาดตระเวนอยู่  2 แสดงตัวเป็นมิตรและติดตั้งกล่องเสียงให้ 9  ทำให้ 9 พูดได้  ไม่ทันไรศัตรูตัวแรกก็โผล่มา เป็นหุ่นยนต์หัวกระโหลกหมาตาแดงก่ำ 2 ช่วย 9 ได้  แต่ 2 โดนจับไปเสียเอง  9 หาทางช่วย 2 จนไปพบกับสมาชิกหมายเลขที่เหลือ 8 6 5 ที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 1 ผู้อาวุโส   9ทราบว่า 2 ทำหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนให้กับสมาชิกกลุ่มนี้  และยังมี 8 เป็นหุ่นร่างใหญ่ใช้ดาบใหญ่เป็นอาวุธทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับ 1 ส่วน 6 เป็นหุ่นโรคประสาท  ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เอาแต่เขียนรูปไปวันๆ  5เป็นหุ่นขี้ขลาดเพราะเสียตาข้างหนึ่งไปเนื่องจากเสียท่าให้กับหุ่นหัวกระโหลกหมา   9 พยายามหว่านล้อมให้เพื่อนๆ ออกไปช่วย 2  แต่ 1 ปฏิเสธเพราะเลือกที่จะอยู่แบบรักษาชีวิตกันอย่างสงบ  9 ตัดสินใจออกไปช่วย 2 ตัวเดียว  แต่มี 5 ที่สุดท้ายตัดสินใจตามมาด้วย

9 กับ 5 กำลังเสียท่าให้กับหุ่นกระโหลกหมา  แต่ได้ 7 หุ่นสาว  ที่มาแบบจอมยุทธเหมือนมีวิชาตัวเบา โดดไปมาได้คล่องแคล่วมาช่วยปราบหมาได้สำเร็จ  แต่ 9 พลาดท่าไปปลุกให้หุ่นยนต์สมองกลที่ฉลาดที่สุดในโลกตื่นขึ้นมา  หุ่นสมองกลเป็นหุ่นที่สามารถสร้างหุ่นพิฆาตขึ้นมาได้เอง  ตัวหุ่นสมองกลก็ออกแบบมาได้ดีไม่มีหน้าไม่มีตา  มีแต่แขนกลเป็นสิบๆ แขนรอบตัว  แต่ก็แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวดุร้ายออกมาให้รู้สึกได้  หุ่นสมองกลสร้างหุ่นนก  หุ่นงู  ที่ทีมงานออกแบบหน้าตาได้น่ากลัวดีมากๆ แต่ละตัวสุดจะมีพิษสงอย่างร้ายกาจ  หุ่นนกแร้งมีปากเป็นอาวุธ  หางยิงหอกแหลมได้  หุ่นงูนี่เอาซากเพื่อนมาเป็นเหยื่อล่อแล้วใช้ตาสะกดจิตให้นิ่งก่อนจะกลืนร่างเข¬้าไปในตัวงู  ส่วนหัวงูก็ใช้หัวตุ๊กตาหัวเกรี๋ยนตาโบ๋มาใส่แทน  ถ้าเด็กดูนี่หลอนตาย  ในฐานะผู้ใหญ่ยังสัมผัสถึงการออกแบบได้ว่าน่ากลัวดี  ยิ่งเห็นหุ่นยนต์ฝ่ายร้ายแต่ละตัวยิ่งตอกย้ำความเป็นการ์ตูนผู้ใหญ่  ฝ่ายหุ่นดียังมีหุ่น 3 4 เป็นฝาแฝดกันพูดไม่ได้  แต่เป็นหุ่นเฝ้าห้องสมุด  ถามอะไรไป 3 4 ก็ไปค้นหาข้อมูลมาตอบให้  ทำให้ 9 ค้นพบโฮโลแกรมของนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างพวกเขาขึ้นมา  เล่าเรื่องชะตากรรมของมนุษย์โลก  นักวิทยาศาสตร์เป็นคนสร้างหุ่นสมองกลขึ้นมา  เป็นหุ่นอัจฉริยะที่สามารถคิด  ออกแบบสร้างหุ่นรบขึ้นมาได้เองแต่ยังไม่สมบูรณ์  ทางกองทัพก็ชิงเอาไปเสียก่อน  ทำให้หุ่นสมองกลเกิดคิดต่อต้านแล้วสร้างหุ่นมาล้างเผ่าพันธุ์เสียสิ้น นักวิทยาศาสตร์เลยสร้าง 1-9  ขึ้นมาเพื่อให้มาต่อกรกับหุ่นสมองกลซะ

2

งานที่โดดเด่นที่สุดของ 9 ก็คืองานออกแบบคาแรคเตอร์ตัวละคร  ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย ที่ทุกตัวเน้นว่าสร้างขึ้นมาจากเศษวัสดุอุปกรณ์  ไม่เน้นความสวยงาม ตัวหุ่น 1-9 รูปร่างหน้าตาดูง่าย ๆ แต่ทีมงานก็ออกแบบรูปร่างหน้าตาแต่ละตัวให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น  จำได้ง่ายแค่หัวกลมผูกจุกได้ ด้านบนตากระบอกกลมๆ  แต่ทุกตัวสามารถแสดงสีหน้าอารมณ์ออกมาได้ชัดเจน หุ่น1 ก็ดูออกว่าเป็นหุ่นสูงวัย  หุ่น7 ก็ดูออกว่าเป็นหุ่นผู้หญิง

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรสลับซับซ้อน  แต่ความน่ากลัวของหุ่นร้ายแต่ละตัวที่มาโจมตีเหล่าหุ่นหมายเลข ก็ดูให้น่าเป็นห่วงเอาใจช่วยอยู่ตลอด  หุ่นโผล่มาทีไรก็สนุกทุกที  ได้เห็นหุ่นหมายเลขหนีเอาตัวรอด  ได้เห็นน้ำใจที่ช่วยเพื่อนเวลาเสียท่า  ได้เห็นไหวพริบในการวางแผนกำจัดหุ่นพิฆาต  ประเด็นหลักเลยที่ไม่เคยมีในการ์ตูนเด็กก็คือการตายของตัวละคร

หนังแทรกข้อคิดดีๆ ไว้ในเรื่องมากมาย  ถึงความทะเยอทะยานของมนุษย์ชาติ  ความบ้าสงครามของมหาอำนาจที่คิดอาวุธมาฆ่ากันเอง  แล้วผลร้ายก็กลับมาโดนกันทุกคน  ยังมีเรื่องความมีน้ำใจ  ความรัก ความเสียสละที่มีต่อเพื่อน  และสาระเล็กๆ น้อยๆ อีกมาก  แล้วแต่ว่าผู้ชมจะมองเห็นเก็บเกี่ยวไปได้สักแค่ไหน

3

9 เป็นผลงานอำนวยการสร้างของคนชื่อคุ้นอย่าง ทิม เบอร์ตัน  ที่หนังออกมามืดหม่นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของเบอร์ตัน  อีกคนคือผู้กำกับชื่ออ่านยากอย่าง ทิเมอร์ เบ็คแมมบิทอฟ  ที่เพิ่งกำกับหนังบู๊แนวแปลก Wanted ไปเมื่อไม่นานนี้  ก็ขึ้นแท่นผู้อำนวยการสร้างเสียแล้ว

เป็นธรรมเนียมของการ์ตูนฮอลลีวู้ดสมัยนี้ที่ต้องให้ดารามาพากย์เพื่อเอาชื่อมาเป็นจุดขาย  ตัว 9 ได้อิไลจาห์ วู้ด มาพากย์ ส่วน 7 ในฐานะนางเอกของเรื่องได้ สุดสวย เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ มาพากย์  และยังมีดาราเบอร์รองอีกหลายๆ คนที่มาให้เสียงพากย์

เป็นหนังการ์ตูนที่ดีมีสาระและสนุกมาก  ที่ไม่ค่อยมีแนวนี้มาให้ดูกันบ่อยๆ อยากแนะนำให้ได้ดูกันครับ

สารบัญ ก้าวฯที่๔๔








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.