กาลครั้งหนึ่ง โดย THEJUI
10 หนังเรียกน้ำตา (ภาคจบ)
6. CINEMA PARADISO (1988)
หนึ่งในหนังที่ชีวิตนี้ต้องดู หนังไปได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ก่อนจะได้ดูผมได้ยินนักวิจารณ์ คนที่เคยดูมาแล้วชื่นชมกันนักหนา เมื่อได้ดูบ้างก็ปลาบปลื้มประทับใจไปด้วยจริง ๆ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้เพื่อน ๆ ทุกคนดู หนังเล่าเรื่องของเด็กน้อย โตโต้ ที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ชอบไปขลุกอยู่กับ อัลเฟร โด้ ชายแก่ที่ทำหน้าที่ฉายหนังในโรงหนัง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นหนังเงียบ และถึงแม้ว่าโตโต้ จะโดนแม่ทั้งตีทั้งห้ามไม่ให้ไปเล่นในโรงหนังแต่โตโต้ก็ยังแอบดอดไปอยู่กับอัลเฟร โด้ อยู่ดี หนังเล่าเหตุการณ์ความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ ได้ซาบซึ้งดี จากชายแก่ที่รำคาญเด็กกวนใจกลายเป็นความรัก ดั่งพ่อกับลูก วันหนึ่งไฟไหม้โรงหนัง เด็กน้อยโตโต้ก็เป็นคนที่ช่วยอัลเฟร โด้ ออกมาจากกองเพลิง อัลเฟร โด้ ตาบอด โตโต้รับหน้าที่เป็นคนฉายหนังแทน
หนังเข้าสู่องก์ที่ 2 โตโต้ เป็นวัยรุ่นเริ่มศึกษาการถ่ายหนังโดยได้แรงสนับสนุนจากอัลเฟ โด้ จนโตโต้ตัดสินใจเดินทางจากเมืองบ้านนอกไปเรียนภาพยนตร์อย่างจริงจัง นี่คือซีนที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดหลังจากปูความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ มาถึง 2 ชั่วโมงเต็ม แล้วก็หักอารมณ์ด้วยฉากลาจาก อัลเฟร โด้ในวัยชราตาบอด เดินทางไปส่งโตโต้ที่สถานีรถไฟและกล่าวลาโตโต้
“อย่ากลับมานะ อย่าคิดถึงอะไรอีก ไม่ต้องเขียนอะไรถึง ลืมพวกเราซะ อย่ายอมแพ้ต่อความคิดถึง ถ้ากลับมาฉันจะไม่ให้เธอเข้าบ้าน” เป็นคำกล่าวลาที่ฟังดูแรง กร้าน แต่เต็มไปด้วยความรัก
หนังยังต่อด้วยองก์ที่ 3 อีก 1 ชั่วโมง โตโต้ในวัยกลางคนที่กลายเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียง เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน ยังมีฉากน่าประทับใจอีกหลาย ๆ ฉากในเรื่อง เป็นหนังที่ยาวมาก คุ้มค่ากับการสละเวลา 2ชั่วโมง 53 นาที ดูจริง ๆ ครับ
7. NOT ONE LESS (1999)
ผมชอบหนังดรามาทุนต่ำของ จาง อี้โหมว มากกว่าหนังฟอร์มใหญ่ทุนสูงของเขา จาง อี้โหมว สร้างชื่อมาจากหนังติดดินแบบนี้แหละครับ และในหนังดรามาของเขาก็มีเรื่องนี้แหละครับที่ทำผมสะอื้นระคนความสงสัยในตัวเองมากที่สุด หนังเล่าเรื่องของ เหว่ยหมิงฉี คุณครูสอนแทนวัย 13 ปี ที่ต้องมาดูแลเด็กนักเรียนเล็ก ๆ ทั้งชั้นแทนครูใหญ่ที่ต้องลางานไปดูแลแม่ที่ป่วยถึง 1 เดือน โดยมีข้อตกลงไว้ว่าคุณครูหมิงฉีจะได้ค่าจ้างพิเศษอีก 10 หยวน ก็ต่อเมื่อวันที่ครูใหญ่กลับมาแล้วนักเรียนทั้งชั้นจะต้องอยู่ครบ ไม่ขาดไปสักคนเดียว คำนี้แหละครับเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Not One Less
เด็กอายุ 13 ในแดนกันดารของประเทศจีนกับเงิน 10 หยวน (ประมาณ 40 บาท) มีค่ามหาศาลสำหรับเธอ จุดพลิกผันของเรื่องคือวันหนึ่ง จางหุยเคอะ เด็กเกเรที่สุดในห้องกลับหายตัวไปจากชั้นเรียน ด้วยความต้องการเงิน 10 หยวน ที่เธอจะได้รับจากครูใหญ่ หมิงฉีสืบทราบว่า จางหุยเคอะ โดนแม่ลากตัวไปทำงานในเมืองหมิงฉี จึงเข้าเมืองไปตามหาจางหุยเคอะ เมื่อเธอหมดหนทางในการตามหาทางออกที่เธอคิดได้คือไปติดต่อสถานีโทรทัศน์ประกาศหาจางหุยเคอะ ไม่มีทางที่สถานีฯ จะยอมให้เด็กผู้หญิงที่ไหนมาออกโทรทัศน์ง่าย ๆ แน่ เธอถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ หมิงฉีนอนเฝ้าอยู่หน้าประตูสถานีอยู่หลายวันจนผู้บริหารสถานียอมให้เธอออกอากาศประกาศตามหาจางหุยเคอะ แต่เมื่อถึงเวลาออกอากาศหมิงฉีกลับนิ่งเงียบสร้างความอึดอัดให้ทั้งห้องส่ง และคนดูอย่างเรา ๆ ตามหามาตั้งนานจนได้ออกทีวีแล้วกลับไม่พูดอะไร กินเวลานานนับนาทีจนเมื่อวินาทีสุดท้าย หมิงฉี ถึงได้ปล่อยโฮออกมาพร้อมกับคำพูด
“จางหุยเคอะ กลับมาหาครูเถอะ”
หนังตัดมาทางจางหุยเคอะ ล้างจานอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นครูในทีวีร้องไห้ตามหาตนก็ร้องไห้ออกมาอีกคน คนดูเห็น หมิงฉี ร้องไห้ จางหุยเคอะร้องไห้ ก็จะร้องไห้ตาม ผมซาบซึ้งกับฉากนี้สุดุสด ผสมกับความสงสัยในตัวเองว่าจะไปเศร้ากะครู กะลูกศิษย์คู่นี้ทำไมเนี่ย ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรักกันเลย หมิงฉี ตามหาจางหุยเคอะเพราะเงินค่าจ้าง 10 หยวนเท่านั้น ต้องชื่นชม จาง อี้โหมวครับ ที่สามารถสร้างซีนที่ดึงอารมณ์ร่วมคนดูออกมาได้ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องมีเหตุและผลมารองรับ
8. THE LETTER จดหมายรัก (2004)
นี่คือหนังที่เศร้าที่สุดในจำนวนหนังเรียกน้ำตาทั้งหมด ดูแล้วจะร้องไห้ตาย ทำไมมันช่างอุดมไปด้วยฉากทำร้ายจิตใจขนาดนี้นะ ผมชอบดูหนังดรามา แล้วหนังที่เรียกอารมณ์ร่วมได้สุดสุดกลับเป็นหนังของประเทศเราเอง ภูมิใจครับ ในเรื่องงานกำกับและงานแสดง ผมถือว่าสมบูรณ์มาก โดยส่วนตัวชอบและศรัทธาในตัวผู้กำกับหญิง ผอูน จันทศิริ นี้มาก ติดตามมาตั้งแต่งานละครเรื่อง มารยาริษยา ละครเรื่องแรก ๆ เลยที่เอาลูกเกดมาเล่น เป็นละครน้ำดีที่หลีกหนีแพทเทิร์นแม่ผัวลูกสะใภ้ พระเอกคุณชาย ตัวร้ายกรี๊ด ๆ ได้ แต่ในวันนี้จะมีสักกี่คนที่จำได้ว่า ‘เจ๊หมอน’ ที่เล่นเอาฮาได้ในซิทคอม ‘เป็นต่อ’ คือผู้กำกับมากฝีมือคนหนึ่งของวงการหนังไทย
แอน ทองประสม เล่นเป็น‘ดิว’ โปรแกรมเมอร์สาวจากกรุงเทพฯ มางานศพยายที่เชียงใหม่ บังเอิญรู้จักกับ ‘ต้น’ (อรรถพร ธีมากร) ที่มาในภาพลักษณ์ดำ ๆ เชย ๆ เหมาะกับบทนักพันธุศาสตร์ทำงานกับต้นไม้ ทั้งคู่ถูกใจกันและลงเอยด้วยการแต่งงานกัน ดิวย้ายมาอยู่เชียงใหม่กับต้น ช่วงเวลาความสุขช่างแสนสั้น ต้นป่วยด้วยโรคร้ายแล้วก็จากดิวไป หนังตั้งอกตั้งใจทำร้ายนางเอกของเรื่อง เริ่มเรื่องมายายตาย ต่อมาเพื่อนรักที่ทำงานด้วยกัน เช่าห้องอยู่ด้วยกันก็มาตายไป ดิวทำใจไม่ได้เลยย้ายมาอยู่เชียงใหม่ พอได้แต่งงานสามีมาตายอีก หนึ่งชั่วโมงหลังของเรื่องมีแต่น้ำตา ต้นเริ่มกิจกรรมทำร้ายจิตใจเมียด้วยการส่งจดหมายรักพร่ำพรรณนาถึงความรักที่เขามีต่อดิว มาให้อ่านเรื่อย ๆ ดิวอ่านไปก็ร้องไห้ไป จดหมายทยอยส่ง ๆ มาเรื่อย ๆ น้ำตาก็ท่วมจอไปเรื่อย ๆ จบสุดท้ายด้วยวิดีโอที่ต้นอัดไว้ให้เมียดู
"ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนหล่อเหลา หรือดีวิเศษอะไรเลย ผมอยากจะบอกกับดิวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เจอดิว ผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ ผมจะทำให้ดิวเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด ผมจะไม่ทำให้ดิวต้องเสียน้ำตาอีก
“มีอย่างนึงที่ผมอยากจะขอดิว อย่าลืมผมนะ วันหนึ่งข้างหน้ามันอาจจะนานมาก แต่ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน เราต้องได้กลับมาพบกันอีก เราจะกลับมาพบกันอีก ผมสัญญาดิว ผมรักคุณ"
ถ้าพิจารณาเอาตามความหมายแล้วต้นทำไปด้วยความหวงมากกว่าห่วง แต่ถ้าไม่สนใจสาระรับกันแค่ความรู้สึกที่ผู้กำกับตั้งใจสื่อถึงคนดู หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตากันเอาเป็นเอาตายทีเดียว ส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการแสดงของแอน ทองประสม ที่ผมคิดว่าดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเธอแล้ว และ ‘จดหมายรัก’ นับได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซงานเขียนบทของ คงเดช จาตุรนรัศมี เลยครับ
9. failan (2001)
หนังรักเรียกน้ำตาที่ฉีกขนบหนังดรามาทุกเรื่อง ร้อยทั้งร้อยหนังรักจะต้องปูเรื่องให้คนดูอินกับความรักความผูกพันของพระเอกนางเอก ให้เห็นการฝ่าฟันช่วงเวลาทุกข์สุขของทั้งคู่ แล้วก็ลงเอยด้วยการพลัดพรากหรืออุปสรรคให้มันเกิดความเศร้าโศกบนจอ แต่กับ เฟ่ยหลาน ไม่เป็นอย่างนั้น จางป๋อจือ ดาราไต้หวันที่โดดมารับเล่นหนังเกาหลีรับบท เฟ่ยหลาน เด็กสาวจากไต้หวันมาหางานทำในเกาหลี ญาติเพียงคนเดียวก็ไปต่างประเทศเสียแล้ว ทำให้เธอต้องดิ้นรนทำงานในเกาหลีให้ได้ เหมือนกับอเมริกาจะอยู่ได้ก็ต้องมีกรีนการ์ด เฟ่ยหลานใช้บริการสำนักงานจัดแต่งงานหลอก ๆ ให้เธอกับ คังแจ รับบทโดยดาราเจ้าบทบาทของเกาหลี ซอยมิน ซิก (Old Boy)
คังแจเป็นนักเลงปลายแถวรับจ้างจดทะเบียนกับเฟ่ยหลาน ก่อนเซ็นชื่อเขาชะโงกหน้ามาดูเจ้าสาวของเขา 1 วินาที แค่นั้นจริง ๆ แล้วก็รับเงินจากสำนักงานไป ผ่านไปไม่นานตำรวจมาแจ้งให้ทราบว่าเฟ่ยหลาน เมียตามกฎหมายของเขาเสียชีวิตแล้วให้เขาเดินทางไปรับศพ ช่วงเวลาหดหู่ของหนังเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่จุดนี้ คังแจได้พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเฟ่ยหลานที่ลำบากเป็นลูกจ้างร้านซักผ้า กำลังใจที่ทำให้ เฟ่ยหลานสู้ต่อก็คือภาพถ่ายเพียงใบเดียวของคังแจที่เธอมักจะพูดกับรูปถ่ายว่า
“คุณเป็นคนที่ใจดีที่สุดในโลก ที่ยอมแต่งงานกับฉัน”
หนังย้อนภาพชีวิตและความในใจของ เฟ่ยหลานผ่านจดหมายที่คังแจนั่งอ่านริมทะเล ซีนนี้หละที่ผมคิดว่าดีที่สุดเรียกน้ำตาได้โดยไม่ต้องมีฉากโรแมนติกระหว่างพระเอกนางเอกเลย เป็นหนังที่ผมชื่นชมในเรื่องการเขียนบทเรื่องหนึ่ง
คังแจนักเลงปลายแถวที่ไม่มีค่าเลยในแก๊ง โดนกลั่นแกล้งหรือแม้กระทั่งยอมติดคุกแทนเพื่อน แต่ในนาทีที่เขาได้อ่านจดหมายรับรู้ความในใจของ เฟ่ยหลานแล้ว เป็นนาทีที่เขาตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองขึ้นมา คนไร้ค่าอย่างเขากลับเป็นคนที่มีคุณค่าทางจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ทำความรู้จักกับเธอ และเวลาที่เขารับรู้ถึงคุณค่านั้นก็น่าเสียดายที่สุดเพราะมันสายไปแล้ว
10. Somewhere in Time (1980)
Somewhere in Time หรือในชื่อไทยที่ตั้งได้สวยมาก ๆ ว่า “รักเอยไม่เคยเลยลับ”
ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุประมาณ 14-15 ประทับใจมาก ๆ เป็นหนังที่ผสมผสานความโรแมนติก กับ ไซไฟ ได้ลงตัว ผูกเรื่องได้ดีมีเหตุผลรับส่ง เป็นหนังที่ออกฉายใกล้ ๆ กับซูเปอร์แมนภาคแรก ซึ่งผมกำลังตื่นเต้นกับภาพลักษณ์ของคริสโตเฟอร์ รีฟ ในบทซูเปอร์แมนอยู่แล้วเลยมีหลาย ๆ จุดในเรื่องนี้ให้จดจำ ภาพสวย พระเอกหล่อ นางเอกก็สวย เพลงประกอบก็ไพเพราะ ที่สำคัญผมไม่เคยดู ไม่เคยอ่าน ‘ทวิภพ’ ก็เลยไม่เกิดสะดุดใจในระหว่างที่ได้ดู มาได้รู้จักทวิภพก็ตอนช่อง 3 ทำเป็นละครฉายทีวี ซึ่งผ่านไปเกือบยี่สิบปีให้หลังแล้ว
‘ริชาร์ด’ นักเขียนหนุ่มมีปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จงานเขียนของเขา ในงานมีหญิงชราลึกลับวัย 80 มามอบนาฬิกาพกให้กับเขา พร้อมกับบอกว่า
“come back to me” แล้วก็จากไป
ทิ้งความงุนงงไว้ให้กับริชาร์ดที่ต้องสืบค้นว่าหญิงชราคนนั้นเป็นใคร
ริชาร์ด สืบพบว่าหญิงชรานาม ‘เอลิส’ คนนี้มีภาพวัยสาวที่สวยประทับใจริชาร์ดมาก ๆ แขวนอยู่ที่แกรนด์โฮเต็ล ริชาร์ดรู้สึกลุ่มหลงกับภาพของเอลิสมาก ทำให้เขาศึกษาการทำสมาธิแล้วย้อนเวลาไปหาเอลิสในปี 1912 ได้สำเร็จ
ในปีนั้นเอลิสยังไม่รู้จักริชาร์ด เขาต้องหาทางอยู่ในยุคอดีตและพิชิตใจเธอให้ได้ แล้วก็มาถึงจุดที่ทั้งคู่ได้มีช่วงเวลาที่มีความสุขด้วยกัน บทหนังก็กลั่นแกล้งทั้งตัวละครและคนดูให้ริชาร์ดต้องกลับมาเวลาปัจจุบัน ริชาร์ดพยายามอย่างที่สุดที่จะกลับไปหาเอลิสที่ยังรอคอยเขาอยู่โดยที่เขาไม่ได้กล่าวลา ผมเคยดูหนังที่เห็นพระเอกรักนางเอกได้ที่สุดเท่าที่เคยดูมาก็เรื่องนี้แหละครับ รักได้จนตัวตาย หนังไม่แฮปปี้เอนดิ้งอีกแล้ว
แปลกที่วรรณกรรมไทยอมตะ 2 เรื่องไปละม้ายกับวรรณกรรมตะวันตกดังกับว่าลอกพล็อตกันมา อย่างคู่แรกที่กล่าวไป แล้วอีกเรื่องก็ กาเหว่าที่บางเพลง กับ Village of the damned 1995 ที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดออกฉายไล่หลังหนังกาเหว่าที่บางเพลงได้ไม่นาน น่าแปลกที่ว่าทั้ง 2 เรื่อง มีคริสโตเฟอร์ รีฟ เล่นเป็นพระเอกทั้ง 2 เรื่อง

ความเห็นล่าสุด