เรื่องจากปก โดย กีรติ
ว่าด้วยไฟดับโดยตนเอง
.
.
ไฟ หรืออัคคี เป็นสิ่งที่เราท่านรู้จักกันดีมาช้านาน เราสัมพันธ์กับธาตุนี้ในทุกๆ ลมหายใจ หากจะให้กีรติบอกเล่าถึงเรื่องของไฟ ขอกล่าวถึงแรงบันดาลใจจะดีกว่า เคยไหมที่จะได้ยินใครบอกว่า “ต้องรีบทำงานละ กำลังมีไฟ” หรือไม่ก็ “ไม่มีไฟ ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น”
ความลุกโชติของไฟก่อให้เกิดการเปรยเปรียบเทียบเอากับความบรรเจิดของความคิด การสร้างสรรค์และจินตนาการ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ดวงไฟคือความร้อน หากแต่การลุกของไฟนั้น มีความหมายที่มากกว่าการดำรงอยู่ แต่อาจหมายถึงการดำเนินไปสู่การดับสูญเมื่อเชื้อเพลิงสิ้นลง
การเผาผลาญพลังเชื้อเพลิง อาจหมายถึงการรวบรวม ระดม สิ่งที่คิดฝันให้เกิดความสว่างและประโยชน์คุณค่า เราพบว่าในระยะที่พอดี ไฟให้ความอบอุ่นและชีวิตต้องการสิ่งนั้น หากแต่ความจริงของโลกมีสองด้าน เราจึงได้พบว่าในระยะที่ใกล้เกินไป ไฟนั้นอาจทำให้เราเกรียมจนไม่อาจทนอยู่
ไม่ต่างกันเลยกับการทำงาน การมีเชื้อเพลิงที่ดีและถูกจุดเพื่อให้โลกเกิดความอบอุ่น การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดังจะเห็นได้จาก ไฟของจินตนาการของนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ลุกโชนขึ้นมาเพื่อให้ความสว่างและความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้มีคุณ แต่หากเราโหมไฟที่มากเกินไป ใช้เทคโนโลยีอย่างบ้าคลั่ง โลกของเราก็จะร้อนและไหม้เกรียม
ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้จุดไฟ แต่สำคัญที่ว่าเมื่อดวงไฟเกิดขึ้นมาแล้วนั้น จะคอยดูแลเลี้ยงไฟไม่ให้ลุกลามในทางเสื่อมได้หรือเปล่า
ไม่น้อยทีเดียวที่เราจะได้ยินคำว่า ดับไฟเสียแต่ต้นลม อันเป็นการบอกให้รู้ว่า ก่อนที่ไฟจะโหมแรงลุกมากไปเพราะแรงลมนั้น เราต้องดับมันเสียก่อน นี่คือปรัชญาที่สอนให้ดับที่ต้นเหตุ
เป็นการยุติธรรมที่สุดแล้วที่เราจะเปรียบเทียบไฟในทางนั้น เพราะเป็นเสมือนการเตือนให้คนที่ถือไฟอยู่อย่าได้ประมาท ในทางพุทธศาสนา เราพบว่ามีบทสอนที่กล่าวถึงอัคคีไว้ดังนี้ ๑. ราคัคคิ ไฟคือราคะ ๒. โทสัคคิ ไฟคือโทสะ ๓. โมหัคคิ ไฟคือโมหะ และไฟทั้งสามนี้ หากเราไม่ควบคุมไว้ให้ดี การดำเนินชีวิตของเราย่อมตกอยู่ในกองไฟแน่แท้
จงหรี่ดวงไฟที่กำลังลุกไหม้ด้วย ความอยาก ความโกรธ และความหลง ก่อนที่ไฟแห่งดวงจิตจะสิ้นลง เพื่อที่ว่า จะได้ทันความหมายของการมีชีวิตอยู่ฉะนั้น ·

ความเห็นล่าสุด