ก้าวฯที่ ๓๗

15 08 2009

.

ก้าวฯที่ ๓๗

ก้าวฯที่ ๓๗

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





ป.ณ.ใจ (คิดถึง)

15 08 2009

หลังม่านลมและฝุ่นดิน

ป.ณ.ใจ (คิดถึง)

เธอที่รัก.

 

เธอเคยคิดถึงวันวานบ้างหรือเปล่า ในวันและเวลาที่ดูเหมือนคงที่และหยุดนิ่ง  บางครั้งฉันคิดถึงวันหนึ่งในอนาคต และวันหนึ่งแต่หนหลัง

ฉันคิดถึงเธอเสมอ บางครั้งพลั้งเผลอเก็บเอาไปฝัน

เราไม่ได้พบกันกี่ปีแล้วหนอ  ปีสองปี ไม่ใช่สิ เนิ่นนานกว่านั้น  ฉันลงมือนับนิ้ว หนึ่ง สอง สาม… เกือบหมดทั้งนิ้วมือและเท้า

ขอโทษ, มันเนิ่นนานขนาดนั้นเชียว

คิดภาพไม่ออกหรอกนะว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างเราราบรื่นจะเป็นอย่างไร  เรายังคงความเป็นเพื่อน หรืออะไรอื่นที่มากกว่านั้นหรือไม่, แน่ละ ฉันไม่รู้

เช่นกัน ดังคำถามที่ถามเมื่อขึ้นต้น เธอคิดถึงฉันคิดถึงวันวานบ้างหรือไม่?

มันต่างกันนิดเดียวนะ ระหว่างความลุ่มหลง กับเพ้อในความระลึกถึงอดีต  ฉันถามตัวเองว่า นี้เป็นการโหยหาหรือระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่ากัน

โหยหาคงไม่ใช่ อย่างน้อยก็อยู่กับปัจจุบัน  ปัจจุบันที่ว่า เราไม่พบกันนานมาแล้วและมันไม่ใช่ ฉันไม่สามารถที่จะโหยหาร้องเรียกให้ชีวิตเปลี่ยนย้อนไปได้ มีแต่วันพรุ่งเท่านั้น ที่ฉันสามารถกำหนดมันได้

กลางดึกคืนหนึ่งบังเกิดอยากได้ยินเสียงของเธอ, เท่านั้น

ปลายทางรับสาย…ผู้ชาย

ฉันทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วละว่ามันอาจออกมาในรูปนั้น

ฉันค่อย ๆ ระบายลมหายใจ วางสาย นั่งมองท้องถนนกลางดึกที่ว่างวายจากยวดยาน, เท่านั้นเอง

บางครั้งไม่ต้องการมากไปกว่าสนองความอยากของตนเอง  ความอยากที่โง่เขลา น่าละอาย น่ารังเกียจอย่างสุดแสนบัดซบ  เราล้วนมีความเห็นแก่ตัว ต่างกันที่ว่าใครจะมีมากมีน้อย ใครเห็นคนอื่นมากกว่าตัวเองเท่านั้น

เขาว่าคนเราเมื่อเริ่มแก่ตัวก็มักจะชอบคิดถึงอดีต จริงหรือ?…  คิดแล้วได้อะไรถ้าบังเกิดความสุขก็น่ายินดี แต่ถ้าบังเกิดความทุกข์แล้วจะป่วยการคิดถึงไปไย

มันก็เป็นเหมือนหยดหยาดน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงชโลมใจ ก่อเกิดให้มีพลังขึ้นมาอย่างซาบซ่านได้  เหมือนอย่างเราฟังเพลงเก่า ๆ ที่ชื่นชอบ  ไม่ได้โหยหาอดีตแต่กำลังชื่นชมอดีต  เพลงเหล่านั้นยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้อย่างไรหากเราไม่ชื่นชมชอบ

เธอเองก็เช่นกันไม่เคยหายไปจากความทรงจำ แม้ว่าในส่วนความทรงจำนี้จะถูกบันทึกค้างไว้เนิ่นนานมาแล้ว

เปิดออกดูเมื่อไหร่หัวใจที่เหี่ยวเฉาเริ่มมีเลือดสูบฉีดเข้าออกอย่างมีชีวิตอย่างมีชีวา

ที่รัก, เธอเคยนั่งมอง คิดถึงวันวานบ้างไหม?…

 

สิงหาคม๕๒

 

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





ว่าด้วยไฟดับโดยตนเอง

15 08 2009

เรื่องจากปก โดย กีรติ

ว่าด้วยไฟดับโดยตนเอง

.

.

ไฟ หรืออัคคี เป็นสิ่งที่เราท่านรู้จักกันดีมาช้านาน เราสัมพันธ์กับธาตุนี้ในทุกๆ ลมหายใจ หากจะให้กีรติบอกเล่าถึงเรื่องของไฟ ขอกล่าวถึงแรงบันดาลใจจะดีกว่า เคยไหมที่จะได้ยินใครบอกว่า ต้องรีบทำงานละ กำลังมีไฟ หรือไม่ก็ ไม่มีไฟ ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

ความลุกโชติของไฟก่อให้เกิดการเปรยเปรียบเทียบเอากับความบรรเจิดของความคิด การสร้างสรรค์และจินตนาการ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ดวงไฟคือความร้อน หากแต่การลุกของไฟนั้น มีความหมายที่มากกว่าการดำรงอยู่ แต่อาจหมายถึงการดำเนินไปสู่การดับสูญเมื่อเชื้อเพลิงสิ้นลง

การเผาผลาญพลังเชื้อเพลิง อาจหมายถึงการรวบรวม ระดม สิ่งที่คิดฝันให้เกิดความสว่างและประโยชน์คุณค่า เราพบว่าในระยะที่พอดี ไฟให้ความอบอุ่นและชีวิตต้องการสิ่งนั้น หากแต่ความจริงของโลกมีสองด้าน เราจึงได้พบว่าในระยะที่ใกล้เกินไป ไฟนั้นอาจทำให้เราเกรียมจนไม่อาจทนอยู่

ไม่ต่างกันเลยกับการทำงาน การมีเชื้อเพลิงที่ดีและถูกจุดเพื่อให้โลกเกิดความอบอุ่น การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดังจะเห็นได้จาก ไฟของจินตนาการของนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ลุกโชนขึ้นมาเพื่อให้ความสว่างและความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้มีคุณ แต่หากเราโหมไฟที่มากเกินไป ใช้เทคโนโลยีอย่างบ้าคลั่ง โลกของเราก็จะร้อนและไหม้เกรียม

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้จุดไฟ แต่สำคัญที่ว่าเมื่อดวงไฟเกิดขึ้นมาแล้วนั้น จะคอยดูแลเลี้ยงไฟไม่ให้ลุกลามในทางเสื่อมได้หรือเปล่า

ไม่น้อยทีเดียวที่เราจะได้ยินคำว่า ดับไฟเสียแต่ต้นลม อันเป็นการบอกให้รู้ว่า ก่อนที่ไฟจะโหมแรงลุกมากไปเพราะแรงลมนั้น เราต้องดับมันเสียก่อน นี่คือปรัชญาที่สอนให้ดับที่ต้นเหตุ

เป็นการยุติธรรมที่สุดแล้วที่เราจะเปรียบเทียบไฟในทางนั้น เพราะเป็นเสมือนการเตือนให้คนที่ถือไฟอยู่อย่าได้ประมาท ในทางพุทธศาสนา เราพบว่ามีบทสอนที่กล่าวถึงอัคคีไว้ดังนี้  . ราคัคคิ ไฟคือราคะ . โทสัคคิ ไฟคือโทสะ . โมหัคคิ ไฟคือโมหะ และไฟทั้งสามนี้ หากเราไม่ควบคุมไว้ให้ดี การดำเนินชีวิตของเราย่อมตกอยู่ในกองไฟแน่แท้

จงหรี่ดวงไฟที่กำลังลุกไหม้ด้วย ความอยาก ความโกรธ และความหลง ก่อนที่ไฟแห่งดวงจิตจะสิ้นลง เพื่อที่ว่า จะได้ทันความหมายของการมีชีวิตอยู่ฉะนั้น ·

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





วิกาล มืดมิด

15 08 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

วิกาล มืดมิด

.

.

ราตรีหมุนเวียนเปลี่ยนเป็นทิวา ยามวิกาลมืดมิด มีจันทราแสงพราวแห่งดารา ครั้นเข้าสู่รุ่งทิวามีสุริยันอันร้อนแรงกล้า เพียงราตรีนี้เหล่าเติ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย คำรามในลำคอ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า

โอ่- กระบี่กลีบบุปฝา ไม่ได้พบเจอกันนานเหลือเกิน

มิทันกล่าวจบคำ ความแหลมคมของกระบี่กลีบบุปผาทะลวงแหวกอากาศ เสียงหวีดหวิวกรีดดวงใจปวดแปลบ ผู้คนธรรมดารับฟังเสียงกรีดกระบี่ออกไม่อาจทรงตัว เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมวิญญูชนใช้มือทั้งสองของตนปิดกั้นการรับรู้เสียงกระบี่ บ้างถึงกับสลบล้มลงตามกัน

เหล่าเติ่งส่งเสียงคำรามคราหนึ่งร่างเงาดุจภูติพรายเลือนหายไปต่อหน้ากระบี่โปรยบุปผา เถ้าแก่หลงเฝ้ามองจากด้านหลังกระบี่โปรยบุปผา มือหนึ่งถือกล้องยาสูบอัดควันยาเข้าไปเต็มปอด จากนั้นโรยควันออกสู่เบื้องบน

สายควันวูบไหวกระจายเป็นม่าน เหล่าเติ่งปรากฏกายเบื้องบน เถ้าแก่หลงยิ้ม ผลักดันเก้าอี้ตัวหนึ่งเข้าชิดร่างกดลงเล็กน้อย ปรากฏประกายดาววิงวับข้างผนัง

โรงเตี๊ยมวิญญูชนกลับซุกซ้อนกลไกอันซับซ้อนไว้ เห็นจะมีเพียงเถ้าแก่หลงเท่านั้นที่สามารถใช้โรงเตี๊ยมเป็นอาวุธได้

มีดบินชุดหนึ่งพุ่งผ่านอากาศ คะเนจากประกายวาววับเป็นมีดบินเล่มเล็กอย่างน้อยสิบเล่ม เหล่าเติ่งไม่หันมอง หลับตาลง-ระบายลมหายใจ วาดฝ่ามือออก มีประกายเล็กๆพุ่งออกจากปลายนิ้วมือเรียวเล็กแห้งแล้ง เป็นประกายแสงเล็กหรี่สายเดียว

ติง!! เสียงคล้ายโลหะสองชิ้นปะทะกัน มีดบินหนึ่งในสิบเล่มที่พุ่งมากลับพลิกผันแปรเปลี่ยนทิศทาง มีดที่หนึ่งหมุนสะท้อนใส่มีดที่สอง มีดที่สองกระแทกใส่มีดที่สามและสี่ จากสี่กระแทกใส่ห้าและหก จากสามกระแทกใส่เจ็ดและแปด มีดที่สองกระแทกต่อไปยังมีดที่เก้าและสิบ มีดทั้งสิบเล่มเปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าหากระบี่โปรยบุปผาและเถ้าแก่หลง สภาวะที่เกิดขึ้นพลิกแพลงเพียงชั่ววูบเดียว ผู้คนเดินไปมาภายนอกโรงเตี๊ยมเพียงหายใจเข้าออกหนึ่งรอบ

Read the rest of this entry »





วาระนั้น

15 08 2009

ไป Blog ของ กวิสรา

.

วาระนั้น

.

1. .
เพิ่งเห็นบานเบ่งอยู่หลัดหลัด วันนี้กระจัดกระจายเศร้า
โดยใดทำขาวกลายเป็นเทา แผ่วเบาเหลือเกินคำเอ่ยลา
. .
ผลิช่อเติบตูมมาแตกก้าน แตกบานสะพรั่งทั้งรั้วหน้า
ล้อมบ้านด้วยสีที่เจ้าทา จะสิ้นมิถุนาก็ราโรย
. .
ราโรยในวันที่ข้าเศร้า มองเจ้าพลัดหายใจแห้งโหย
ผีเสื้อตัวนั้นร้องโอดโอย โบกโบยมาพบศพดอกไม้
. .
ดั่งข้าเคยตื่นมาเต็มฝัน เช้าหนึ่งเช้านั้นฝันกลับไหม้
เหมือนเห็นกระดาษเลียโดยไฟ เนิบช้ารุกไล่กลายผงคลี
. .
ดอกไม้เจ้าบานขึ้นมาใหม่ เติบต้นแตกใบมาคลายคลี่
ฝันใหม่ฝันนั้นจึงยังมี แต่นานไหมนาทีวาระนั้น
. .
2. .
ฝันใดเจ้าเอยเคยฝัน กระจ่างกลางควัน
สลายสลายร่องรอย .
จึงตื่นมาพบโศกสร้อย ในโลกใบน้อย
พร่าพร่าสะเทือนเลือนไหว .
"ความรัก"ของใครหายไป สูญสิ้นจนใจ
เอ่อท้นน้ำตาจำนน .
. .
ดอกน้ำแตกช่อจากบน ลมละล้อเส้นฝน
โลมเล่นเส้นผมเปียกปอน .
เหน็บหนาวกลางม่านฝนละคร เม็ดน้ำระเริงฟ้อน
ขณะดอกไม้กรีดกรายลง .
ฟ้าผลิฝนพราวหนาวคง หนาวนั้นบรรจง
ละเลียดผิวเนื้อสู่แก่นใจ .
. .
"ความรัก"ของใครหายไป ถามทวงจากไหน
ฉันรู้สึกหวาดกลัวนัก .
สุสานดอกไม้บนหญ้าหัก วาระนั้นความรัก
คงรูปในดอกไม้กี่นาที .
. .
หาก"ความรัก"นั้นไม่มี โลกใบน้อยนี้
ย่อมเหลือเพียงความเกลียดชัง .
. .
เธออย่าให้รักภินท์พัง ซ่อนไว้ในภวังค์
ในลึกเบื้องนั้นใจเธอ .
. .
ฉกฉวยความรักไปเสมอ โดยใดมิทันเจอ
เรามองไม่เห็นเหมือนปิดตา .
โดยโลกใบนี้คือมายา แวดล้อมปริศนา
สองอย่างแย่งยื้อครองเรา .
ยามใดความรักกลายเถ้า มนุษย์โฉดเขลา
สืบถ่ายสายพันธุ์ความชัง .
. .
3. .
ฝันใดเจ้าเอยจะเคยฝัน ดอกไม้ดอกนั้นจะผลิหวัง
สูญสิ้นศรัทธาไปลำพัง เรายังหลงเหลือคือหัวใจ
. .
หัวใจแท้แท้แห่งมนุษย์ เจ็บร้าวมิสุดร้องโหยไห้
รู้สุขลึกซึ้งมาปานใด มอบให้แก่กันนามแห่งรัก
. .
. .
กวิสรา .

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





ไม่แตกต่าง

15 08 2009

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

ไม่แตกต่าง

 

Click เพื่อดูภาพใหญ่

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





เล่นเงา

15 08 2009

ปลิวไปตาม 'รมณ์  -  ปรัชญา พงษ์พานิช

DARK STORY

เล่นเงา

โดย ปรัชญา พงษ์พานิช

.

.

ควันจางบางเบาลอยนิ่งท่ามกลางความฉ่ำเย็นของเครื่องปรับอากาศ  เทียนหอมแท่งเขื่องโชนแสงให้กับห้องหับอันทึมทึบ  สเตอริโอครางเพลงของคณะดนตรีสี่เต่าทองคลอเสียงระเหิดของเม็ดสารเคมีบนกระทงกระดาษฟอยล์  กระไอควันลอยตัวบิดเกลียวตามแรงสูดจากปลายหลอดกระดาษซองบุหรี่  ส่งมวลควันผ่านช่องปากตรงเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจจนสุดแรงกลั้น  หัวใจรัวระทึกอยู่ในทรวงอก  หลอดเลือดสูบฉีดโลหิตจนแทบปริแตก  หนังกะโหลกชาวาบ  ความเย็นยะเยือกแล่นจับแกนกระดูกสันหลัง  เขาโงหัวขึ้นจากกระทงกระดาษฟอยล์มองรูปเงาของตัวเองวูบไหวอยู่บนผนังห้อง  ก่อนจะพริ้มตาหลับซาบซ่านไปกับฤทธานุภาพของสารเคมีเม็ดสีส้มที่ฉีดพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์  เข็มวินาทีบนนาฬิกาแขวนผนังกระดิกยังไม่ทันครบรอบ  เขาก็ลืมตาหยิบหลอดกระดาษมวนจากซองบุหรี่ยื่นส่งให้หญิงสาวบนเตียง  จ่อไฟแช็กกับเปลวไฟตรงปลายเทียนหอม  เมื่อไฟติดเขาจึงนำมาลนใต้กระทงกระดาษฟอยล์  ความร้อนค่อย ๆ แผ่พลังงานจนทำให้สารเคมีเม็ดสีส้มเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นของเหลวสีดำ  เขาประคองมือปรับสมดุลให้นิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้ของเหลวสีดำไหลล้นออกนอกกระทงกระดาษฟอยล์  ไม่นานของเหลวสีดำก็เปลี่ยนสถานะอีกครั้งกลายไอควันสีขาว  หญิงสาวเสียบหลอดกระดาษคาริมฝีปากยื่นปลายหลอดจ่อเหนือกระทงกระดาษฟอยล์  ออกแรงสูดควันสีขาวลึกนานจนสุดลมหายใจ  เธอโงหัวขึ้นระบายสายควันสีขาวแล้วหงายหลังทิ้งกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง  สายตาเหม่อมองแพรควันที่ลอยนิ่งกั้นกลางระหว่างเธอกับฝ้าเพดาน  เหงื่อซึมผิวฝ่ามือจนชุ่ม  เธอชักผ้าห่มขึ้นคลุมร่าง  อุณหภูมิเย็นเฉียบในห้องปรับอากาศไม่ได้ระคายผิวแม้แต่น้อย  แต่ความละอายที่ต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าชายหนุ่มผู้นั้นและยินยอมร่วมประเวณีกับเขาเพื่อแลกกับการปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาที่รุกเร้าจนแทบไม่อยากมีชีวิต  ทำให้เรือนกายอันบอบบางและเปลือยเปล่าของเธอต้องหนาวสะท้าน  เธอละสายตาจากกลุ่มควันขาวจ้องมองปอยผมยาวหยักศกเป็นมันวาวสะท้อนแสงเทียนแผ่เคลียจนถึงกลางแผ่นหลังหยาบหนาของชายหนุ่ม, ทำไมต้องเป็นผู้ชายคนนี้  เธอตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง  ผีห่าซาตานตนใดดลใจให้เธอทอดร่างสังเวยกามารมณ์ให้กับชายคนนี้  เขาโงหัวขึ้นจากกระทงกระดาษฟอยล์ระบายควันที่เหลือค้างในปอด  วางอุปกรณ์การเสพยาลงบนพื้นไม้ปาเก้มันขลับ  เหลียวสายตาพิศวาสจับจ้องส่วนเว้าส่วนโค้งบนพื้นผิวผ้าห่มที่คลุมร่างทั้งร่างของหญิงสาวอย่างหื่นกระหาย  รอยยิ้มแฝงด้วยแรงปรารถนา  เขาชูนิ้วกลางให้แสงเงาปรากฏบนผนังห้องหยอกเย้ากับหญิงสาวบนเตียง  แสงสลัวขับเงานิ้วกลางของเขาให้ลอยเด่น  เธอมองเงานั้นด้วยสายตาเมินเฉยไร้ความรู้สึก  คณะดนตรีสี่เต่าทองยังคงบรรเลงเพลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  เธออ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการสนองกำหนัดให้แก่ชายผู้นั้นมาแล้วถึงสี่ห้าหน  คราบเหนียวเหนอะตามร่างกายยังไม่ทันได้ชำระล้าง  เขาชันกายขึ้นนั่งบนขอบเตียง  สบสายตาไร้อารมณ์ของหญิงสาวที่เพิ่งเป็นลูกค้าของเขาได้เพียงไม่กี่ครั้ง  เขานึกแปลกใจทั้งที่เขาไม่เคยเสนอข้อแลกเปลี่ยนชนิดนี้กับลูกค้ารายไหน  แล้วเหตุใดเมื่อเธอยืนลุกลี้ลุกลนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักพร้อมกับเอ่ยปากขอเครดิตนำยาของเขาไปเสพก่อนแล้วค่อยนำเงินกลับมาชดใช้ให้ในภายหลัง  สวรรค์บันดาลหรือนรกดลใจให้เขาหลุดปากยื่นข้อเสนอนั้นกับเธอ, เขาไม่ทราบแน่ชัด  แต่ที่รู้แน่แก่ใจคือหากเธอปฏิเสธเขาก็จะไม่เหนี่ยวรั้งให้เธอต้องบำเรออารมณ์ใคร่ให้เขาทั้งที่ไม่ได้สมัครใจ  เขาจะหันกลับเดินเข้าไปหยิบยาเท่าที่เธอต้องการมาให้  และประตูห้องพักของเขาก็จะยังคงเปิดอ้าเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอเสมอ  เขาล้วงมือเข้าไปสัมผัสเนื้อหนังเนียนนวลใต้ผ้าห่ม  สายตาว่างเปล่าไร้ความหมายยังคงช้อนมองราวกับว่าดวงตาคู่นั้นมองเลยผ่านทะลุร่างของเขาไกลออกไป  ไกลออกไป  อย่างไร้ที่หมาย,  เธออยากจะกรีดร้องให้เพดานพังครืนลงมาผนังห้องถล่มจนเป็นจุณ  เมื่ออาการเสี้ยนยาบรรเทาเบาบางลงยางอายและศีลธรรมเริ่มสว่างฉายชัดในหัวใจดวงน้อย ๆ ฝ่ามือหยาบกร้านของชายคนนั้นที่สัมผัสลูบไล้เหนือหน้าขาทำให้เธอรู้สึกขยะแขยง  ยิ่งสบสายตากะลิ้มกะเหลี่ยที่จดจ้องบนเรือนร่างของเธอด้วยแล้วยิ่งทำให้เธออยากคลุ้มคลั่ง  ทำไมเธอไม่ปฏิเสธข้อเสนอของชายผู้นั้นไปเสีย  แล้วลองไปขอเครดิตจากเอเย่นต์รายอื่น  ทำไมเธอไม่ขัดขืนเมื่อเขาค่อย ๆ ยื่นมือมากำข้อมือของเธอและเพียงเขาออกแรงดึงเบา ๆ เธอก็ลอยมานอนลงบนเตียงของเขาเสียแล้ว  จอห์น เลนนอน  นักร้องนำคณะดนตรีสี่เต่าทองครวญท่อนสร้อยเพลง  Beautiful boy (darling boy) ด้วยสำเนียงอันอบอุ่นและนุ่มนวล  beautiful beautiful beautiful beautiful boy, เขาชักมือออกจากใต้ผ้าห่มลูบไรหนวดเหนือริมฝีปากคิ้วขมวดมุ่นจนหน้าผากยับย่น  beautiful beautiful beautiful beautiful boy  เขาถอนหายใจคล้ายระบายความกลัดกลุ้ม  ลุกเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำอัดลมกรอกของเหลวรสหวานลงคออันแห้งแผก  beautiful beautiful beautiful beautiful boy  จะมีพ่อคนไหนรักลูกได้มากเท่ากับจอห์น เลนนอน ไหม  ฟังเนื้อเพลงที่เขาบรรจงร้อยเรียงขึ้นเพื่อลูกชายของเขาก็จะรู้ว่าความรักของพ่อมันมีมากล้นเพียงใด  แต่คงเปรียบไม่ได้กับความรักที่พ่อมอบให้เขา  ชายหนุ่มรำพึงในใจ  เพราะระดับความรักของพ่อคือทรัพย์สินเงินทองที่นำมาปรนเปรอแก่เขา  ตั้งแต่แม่ตายไปพ่อก็มีครอบครัวใหม่และเขาเหมือนจะถูกกันให้ออกห่างจากครอบครัวใหม่ของพ่อ  เขาต้องเรียนโรงเรียนประจำตั้งแต่ชั้นประถม  ระยะทางระหว่างเขากับพ่อจึงค่อย ๆ ฉีกถ่างจนแทบประสานไม่ติด  เขาไม่ได้เกลียดชังพ่อเพียงแต่เขาไม่รู้สึกรักพ่อเท่านั้น  เงินถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารทุกเดือนไม่เคยขาดแต่เสียงตามสายสำหรับพูดจาทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกันกลับเลือนลางจางหายจนแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้า  เขาอยากเป็นลูกของจอห์น เลนนอน  เขาอยากพบปะกับความรักจากพ่อบ้างสักครั้งให้หัวใจได้พองฟูตื้นตัน, น้ำตาคลอหน่วยที่หางตาเธอยกหลังมือขึ้นปาดก่อนที่มันจะรินไหลรดที่นอนของผู้ชายคนนั้น  beautiful beautiful beautiful beautiful boy  เธอจมอยู่กับเตียงหนานุ่มของเขาและเฝ้าคิดถึงพ่อ  อยากจะโทรศัพท์ไปบอกพ่อว่าตอนนี้เธอไม่ใช่ลูกสาวแสนน่ารักของพ่ออีกต่อไปแล้ว  แต่ก็จนด้วยเกล้าเพราะโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เธอนำมันไปแลกยามาเสพเสียนานแล้ว  เงาร่างบนผนังห้องของชายคนนั้นขยายใหญ่คล้ายเงาปีศาจยักษ์ที่พร้อมจะขย้ำกลืนกินเธอได้ทุกเมื่อ  เธอบีบเปลือกตาเข้าหากันจนปิดสนิทชักผ้าห่มขึ้นบดบังใบหน้าหวาดผวากับเงาปีศาจยักษ์ที่คืบเคลื่อนบนผนังห้อง  หากยังเยาว์วัยเมื่อราตรีกาลเดินทางมาถึงพ่อจะคอยกล่อมเธอให้คลายความหวาดกลัวด้วยนิทานเงา  พ่อจะเสกสัตว์นานาชนิดให้มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนผนังห้องด้วยสองมือเปล่า ๆ ของพ่อ, เขาปิดตู้เย็นเดินหิ้วขวดน้ำอัดลมมานั่งตรงขอบเตียงแล้วสะกิดหญิงสาวใต้ผ้าห่มก่อนจะพลิกผ้าเผยดวงหน้าซีดเซียว  เปลือกตาของเธอยังคงปิดสนิท  แม้จะเล่นยาจนแก้มตอบซูบซีดแต่ก็ไม่อาจกลบความสวยความน่ารักของใบหน้านี้ลงได้  ทำไมหญิงสาวผู้นี้จึงเลือกเดินบนเส้นทางสายดิ่งลงหุบเหวอเวจี  เขาไม่เข้าใจ  beautiful beautiful  beautiful beautiful boy  เมื่อไหร่จอห์น เลนนอน จะหุบปากไปเสียที  เขารู้สึกหงุดหงิดและริษยาความรักของพ่อลูกคู่นี้  เขาหันรีหันขวางควานหารีโมตสเตอริโอเพื่อเปลี่ยนเพลง  เปียโนบรรเลงนำเพลงมีไวโอลินและเชลโลเป็นคู่ประสานเธอเปิดเปลือกตามองชายหนุ่มผู้นั้นบนพื้นไม้ปาเก้  เขาลงไปนั่งบนพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่เธอไม่ทันรู้สึก  เพลง Beautiful boy (darling boy) ของคณะดนตรีสี่เต่าทองยังไม่ทับจบทำไมเขาจึงรีบหุนหันเปลี่ยนมาฟังเพลงคลาสสิคบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง  หว่างคิ้วของเขายับย่นจนน่าเกลียด  เส้นเลือดปูดโปนตรงขมับ  เขาเป็นอะไรของเขา เธอไม่เข้าใจ  หรือเพราะบางครั้งถ้อยคำก็ไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกได้ดีเท่าท่วงทำนองแห่งชีวิต  เขากำลังนั่งลอกกระดาษฟอยล์เพื่อนำมาใช้แทนกระทงอันเก่าที่มีคราบสีดำติดหนึบจนใช้งานต่อไปไม่ได้และหากดันทุรังใช้มันต่อไปรสชาติของควันสีขาวก็จะข่มปร่ายากจะกล้ำกลืน  เธอเอื้อมมือลงไปหยิบกระดาษซองบุหรี่ขึ้นมามวนเป็นหลอดทดแทนหลอดอันเก่าที่มีผงสารเคมีอุดตัน  เขาหันมาสบตาเธอ  แววตาของชายผู้นั้นกำลังยิ้ม  เธอเผลอเผยรอยยิ้มครั้งแรกส่งกลับคืนให้เขาอย่างลืมตัว, ไวโอลินหวีดหวิวรัญจวนโสตเขาโผขึ้นคร่อมบนตัวของหญิงสาวด้วยความกระสัน  ผ้าห่มผืนบางถูกเพลิงแห่งราคะเผาจนมอดไหม้  เขากระชากมันลอยคว้างขึ้นในอากาศ  แหวกหว่างขาของหญิงสาวบนเตียงแล้วชำแรกผ่านเนื้อหนังมังสาของเธออย่างป่าเถื่อน  เงาบนผนังห้องคล้ายหนอนตัวใหญ่กำลังคืบคลานอย่างรีบเร่ง  เธอเบือนหน้าหนีแสงเงาอัปลักษณ์บนผนังห้องด้วยดวงใจที่แตกยับ, ครั้งนี้เขากำลังข่มขืนเธอ!!!     

.

.

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





Dark & Light

15 08 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Dark & Light

.

.

.

ดึกสงัดแห่งความเดียวดายค่ำคืนหนึ่ง…

ความมืดมิดห่มคลุมทุกอณูของระยะทางภายในซอยเล็ก ๆ แห่งนี้ ฉันเดินเข้าซอยด้วยความยากลำบาก อาศัยไฟรถที่ผ่านไปมาตรงถนนใหญ่ให้ความสว่างแค่พอให้อุ่นภายในใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันค่อย ๆ ยื่นมือและขาออกไปควานและแตะ ระวังสิ่งกีดขวางในระยะใกล้ ๆ จนถึงบ้าน…

เปิดประตูเข้ามาในความมืดมิด และ…อ้างว้าง วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากฉันเพียงคนเดียว

ฉันก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน มือคลำไปตามสิ่งของรายทาง…

เสียงลมพัดหวีดหวิวมาวูบหนึ่ง…

ขวับ! ฉันหันไปไม่เห็นใคร สายตาปะทะกับความมืดมิดเข้าเต็มแรง ในความมืดมิดที่แสนว่างเปล่า… ความหนาววูบ…เข้าจับขั้วหัวใจของฉัน

.

.

หันกลับมาอีกครั้ง ขาก็ก้าวมาตรงเงาทะมึนทึบใหญ่ที่ขวางหน้า

ฟืด…ด ฉันหายใจเข้าเต็มที่ แล้วกลั้นหายใจทันที

แย่แล้ว…

จะทำยังไงดี…

เธออยู่ไหนช่วยฉันที…

.

.

ฉันก้าวเท้าไม่ออกแล้ว…

.

.

อย่านะ!

อย่าทำอะไรฉันนะ!

ใครก็ได้ช่วยด้วย…ยยยยยย!

ฉันได้แต่ตะโกนก้องอยู่ภายในใจ…

.

.

ฉันจะขยับปากเท่าไรก็ทำไม่ได้!

.

ได้โปรด…

ได้โปรด…

.

.

.

.

.

อย่าทำอะไรฉันนะ คุณผี!!!!

.

.

.

.

พรึบ! ความสว่างเผยตัวแผ่กว้างขึ้นจากทุกสารทิศ

.

.

.

“ กลับดึกจัง! พ่อกับแม่ให้ป้ามานอนเป็นเพื่อนน่ะ ได้ยินเสียงประตูเลยลงมาดู ไฟก็ดับอยู่ตั้งนาน เทียน ไฟฉายก็หาไม่เจอเล้ย… ”

ฉันยิ้มให้ป้าน้ำตาเอ่อซึมออกมาเล็กน้อย

.

นึกขอบคุณความสว่างที่เผยความอบอุ่น ชั่วผลิกผันความมืดมิดในคืนเดียวดายค่ำคืนนี้…

.

.

.

.

.

.

แด่…ความกลัวและทุกผู้คนซึ่งอยู่ในห้วงมนต์ความมืดมิด

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

โปสการ์ดใบนี้เป็นหนึ่งในโปสการ์ดชุดที่ฉันได้มาจากอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อครั้งที่ไปดูดาวกับสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย…

เสาเฉลียง เป็นสถานที่หนึ่งที่ทางคณะพาพวกเราไปเยือน เมื่อไปถึง ฉันได้เห็นเสาหินคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่มหึมายืนเรียงรายอยู่บนลานโล่ง ที่รายล้อมด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ มองคล้ายเป็นสวนหินในปกคลุมของแมกไม้ตามธรรมชาติ

เสาเฉลียง เป็นคำที่ชาวบ้านเรียกแผลงมาจากภาษาส่วยหรือกูย ซึ่งเป็นภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร คือคำว่า “ สะเลียง ” หมายถึง เสาหิน

เสาเฉลียง เป็นประติมากรรมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ ในสองยุคด้วยกัน คือ ช่วงต้นเสาเป็นการสะสมของหินทรายในยุคไดโนเสาร์ (Jurassic Period) เมื่อประมาณ 180 ล้านปีก่อน ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศในยุคนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการแข็งและเกาะยึดตัวของหินทราย หินทรายในยุคนั้นจึงถูกกัดเซาะด้วยน้ำ ลม และแสงแดดต่อเนื่องกันยาวนานนับหลายล้านปี

ส่วนยุคถัดมาคือหินทรายยุคครีเทเชียส เมื่อประมาณ 135 ล้านปี คือหินส่วนบน ซึ่งเป็นหินที่แข็งแรงกว่า ทนต่อการสึกร่อนได้ดีกว่า ด้วยเงื่อนไขของสภาพดินฟ้าอากาศภายในโลกที่แปรปรวนน้อยลงในยุคนั้น

.

.

.

ในวันที่ฉันได้ไปยืนแหงนหน้ามองเสาเฉลียง ฉันรู้สึกทึ่งในผลงานของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เราได้เห็นประติมากรรมธรรมชาติ ที่มองแล้วเป็นธรรมชาติไร้การปรุงแต่งจากสมองหรือหัวใจหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ จึงมีเอกลักษณ์ของธรรมชาติโดยแก่นแท้เช่นที่เห็นอยู่นั้น…

.

แต่ในวันนี้ เมื่อฉันได้หยิบโปสการ์ดใบนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง ได้มองดวงอาทิตย์ยอแสงที่มีอานุภาพทำให้แผ่นฟ้าเบื้องบนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงสุดท้าย ก่อนที่จะอำลาด้านที่เคยสว่างนั้นไป ภาพในโปสการ์ดทำให้ฉันนึกต่อไปถึงช่วงเวลาหลังจากนั้น ที่ดวงอาทิตย์กลมโตต้องลับหาย บริเวณนั้นคงแทบมืดมิด เพราะความห่างไกลจากตัวเมืองและบ้านเรือนของผู้คน เมื่อไฟธรรมชาติดวงโตได้เสมือนดับไปในยามค่ำคืน หากเป็นทุกวันนี้ อาจจะมีแสงจากกองไฟหรือไฟฉายของนักท่องเที่ยวที่มากางเต็นท์พักแรม ถูกจุดหรือเปิดขึ้นมาทดแทนได้

แต่เมื่อครั้งยุคหินนั่นล่ะ เมื่อไฟอาทิตย์ดับไป มนุษย์ในยุคหินจะดำเนินชีวิตกันได้อย่างไร?

เป็นสิ่งที่ฉันสงสัยจากโปสการ์ด ในวันที่ไฟฟ้าให้ความสว่างไสวจนแลเห็นสีสันความสวยงามของภาพในโปสการ์ดได้อย่างชัดเจน…

.

.

เมื่อนึกทบทวนดูฉันก็รู้แต่เพียงว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ถือกำเนิดขึ้นมาในมหายุคซีโนโซอิก สมัยไมโอซีน (Miocene epoch) ช่วงประมาณ 23-5 ล้านปีที่ผ่านมา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้เรารู้จักกันว่า “ ไพรเมต (primate) ” ซึ่งชีวิตส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บนต้นไม้ มีนิ้วมือนิ้วเท้าเพื่อใช้ห้อยโหน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชนิด คือ พวกเอป (ape) ได้แก่ กลุ่มลิงไม่มีหาง ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นบรรพบุรุษของสกุลมนุษย์หรือสกุลโฮโม (Homo) ในช่วงปลายสมัยไพลโอซีน (Pliocene epoch)

พวกโฮโมหรือมนุษย์ นั้นวิวัฒนาการมาตั้งแต่ 2 ล้านปีที่แล้ว คือ Homo habilis หรือ คนใช้มือ (Handy man) Homo erectus เมื่อ 1.6 ล้านปีที่แล้ว มนุษย์ยุคนี้รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้อย่างง่าย ๆ เช่น ขวานจากสะเก็ดหิน รู้จักสร้างวัฒนธรรมขึ้นในสังคมกลุ่มเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีมนุษย์ในยุคต่าง ๆ ในหลาย ๆ พื้นที่ของโลก เช่น ยุโรป มีมนุษย์พวก Homo heidelbergensis ที่บางพวกวิวัฒนาการไปเป็น Homo Neanderthalensis ที่พบในประเทศเยอรมัน จนในที่สุดก็วิวัฒนาการมาถึง Homo sapiens มนุษย์ซึ่งมีสมองใหญ่ประมาณ 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสติปัญญาก้าวไกลจนได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาด (wise man)

จากประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกสืบต่อกันมา ทำให้คิดว่าเมื่อดวงอาทิตย์ห่มคลุมความมืดให้โดยรอบด้าน สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ในยุคโบราณรุ่นหลัง ๆ อาจกระทำเมื่อช่วงเวลานั้นมาเยี่ยมเยือน คือการคิดบางสิ่งบางอย่าง คิดในสิ่งมากมายที่ยังคงขาดหายไปจากการดำรงชีวิต และนั่นคือที่มาของการคิดค้นประดิษฐ์ หรือแม้แต่การคิดที่จะสื่อสารกัน เพื่อไม่ให้รู้สึกเดียวดายและไม่ปลอดภัยจนเกินไป อีกทั้งมากมายที่จะมาเติมเต็มวิถีชีวิตของพวกเขา

.

แม้ว่ามนุษย์จะเข้าสู่ยุคที่วิถีชีวิตนั้นถูกเติมเต็มเสียจนดูเหมือนว่าล้นปรี่ และบางคนถึงกับหมดสิ้นหนทางสำหรับความคิดอ่าน แต่บางที…ถ้าเพียงเราลองหลับตาหลับใจ ดับไฟแรงร้อนที่ลุกโชนอยู่ในสมองและหัวใจ ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในชั่วขณะของความมืด…เสียบ้าง ปิดตัวเองจากโลกภายนอกทั้งมวล …แล้วเมื่อไฟสว่างแห่งดวงตาและดวงใจเปิดจ้าขึ้นมาอีกครา เราอาจมีกำลังสติและกำลังใจที่แรงกล้าขึ้นจนเพียงพอที่จะมองเห็นอะไรใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นผันแปรไปจากเดิม หรืออย่างน้อยก็น่าจะมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะก้าวเดินต่อไป…

.

.

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก

- http://guideubon.com/news/view.php?t=40&s_id=7&d_id=4

- หนังสือธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี และคณะ

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗





วัฏจักรแห่งการสร้างสรรค์ (2)

15 08 2009

วัฏจักรแห่งการสร้างสรรค์

โดย : ซู กราฟตัน แปลจาก : The Creative Cycle

จาก : คำให้การของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์

เจน สงสมพันธุ์ / นิศรัย หนูหล่อ : แปลและเรียบเรียง

ธุลีดิน : ขออนุญาตถ่ายทอด

.

.

2. แรงจูงใจ (Inspiration)

 

อา..ในที่สุดก็มีประกายออกมาเป็นแสงวูบวาบน่าตื่นเต้น แม้จะน้อยนิดแต่ทำให้ใจฉันสั่นและพุ่งปราดออกไปเหมือนลิ้นของกบที่ตวัดแมลงวัน  ประหลาดแท้ ๆ มันเป็นเรื่องใกล้ตัว ยากที่จะได้มา ปราศจากเหตุผลที่สุด ไม่อาจคาดหมายที่สุด และควบคุมไม่ได้  ถ้าประกายไฟแห่งการบอกกล่าวนี้ไม่เกิดขึ้น ฉันคงดึงข้อมูลเก่า ๆ ออกมาอ่านซ้ำ หรือหยิบเอาเรื่องหรือบทความเก่ามาทบทวน ฉันอาจปรับปรุงเพื่อนำไปขายที่อื่นอีก  ฉันอาจปล่อยความคิดไปตามอำเภอใจไม่เอาจริงเอาจังบางครั้งคราว แล้วเริ่มต้นงานเขียนของตัวเอง  ฉันพบว่ามันมีประโยชน์เมื่อฉันยึดถือมัน, และคำแนะนำก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะบ่อยครั้งฉันพบว่าผู้พิมพ์หรือบรรณาธิการสนใจต้นฉบับที่วิธีนำเสนอต่างกันเล็กน้อย หรือโดยวิธีเริ่มเรื่องที่แตกต่างกัน บางครั้งพบว่าปฏิกริยาโต้ตอบของฉันเมื่อได้รับคำปฏิเสธงานในตอนแรกนั้น ทำให้ฉันขาดความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า พยายามอีกครั้งหรือ เสนอต้นฉบับใหม่ เมื่อคุณแก้ไขส่วนที่บกพร่องแล้วมากทีเดียว

คำแนะนำนี้เหมือนกับถูกไฟฟ้าดูด–ถูกกระแทกโดยไม่ได้คาดฝัน, บางทีก็แปลกใจที่มันเกิดขึ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งดลใจเราให้เขียนเรื่องหรือนวนิยายหรือบทละคร  บ่อยครั้งที่ความคิดของเราปรากฏออกมาอย่างเปราะบางและไร้สภาวะ แต่ก็คือความคิดที่เผาผลาญฉันในขณะนั้น ฉันรู้สึกด้วยตัวเองว่ามันตอบสนองตัณหาเพียงอึดใจหนึ่งต่อความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้น กังวลใจและเต็มไปด้วยความหวัง  บางครั้งความคิดปรากฏออกมาเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด และมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ถ้าความคิดไม่สมบูรณ์ อย่างน้อยฉันจะจับจุดสำคัญของโครงร่างหรือย่อสั้น ๆ เอาไว้ ตรงนี้ฉันจะหาจุดสำคัญให้พบ ร่างภาพออกมาให้มากพอเท่าที่จะทำได้ จัดการวางแผนบนภูมิประเทศที่ขรุขระแม้จะมีบางพื้นที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ก็ตาม

 

3. เสาะหาข้อมูล (Research)

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

 

 

ผมคิดว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องหนึ่ง และการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  เราทำงานอย่างมีวินัยสูง ซึ่งผมคิดว่าวินัยเป็นคนละเรื่องกับความคิดสร้างสรรค์ ถึงแม้ว่าเราจะมีวินัยสูงสุดก็มีความคิดสร้างสรรค์ได้ มันคนละเรื่องกัน

 

วินทร์ เลียววาริณ

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๗

 





10 หนังเรียกน้ำตา (ภาคจบ)

15 08 2009

กาลครั้งหนึ่ง โดย THEJUI

10 หนังเรียกน้ำตา (ภาคจบ)

6. CINEMA PARADISO (1988)

 

หนึ่งในหนังที่ชีวิตนี้ต้องดู  หนังไปได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม  ก่อนจะได้ดูผมได้ยินนักวิจารณ์ คนที่เคยดูมาแล้วชื่นชมกันนักหนา  เมื่อได้ดูบ้างก็ปลาบปลื้มประทับใจไปด้วยจริง ๆ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้เพื่อน ๆ ทุกคนดู  หนังเล่าเรื่องของเด็กน้อย โตโต้  ที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ  ชอบไปขลุกอยู่กับ อัลเฟร โด้ ชายแก่ที่ทำหน้าที่ฉายหนังในโรงหนัง  ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นหนังเงียบ  และถึงแม้ว่าโตโต้ จะโดนแม่ทั้งตีทั้งห้ามไม่ให้ไปเล่นในโรงหนังแต่โตโต้ก็ยังแอบดอดไปอยู่กับอัลเฟร โด้ อยู่ดี  หนังเล่าเหตุการณ์ความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ ได้ซาบซึ้งดี  จากชายแก่ที่รำคาญเด็กกวนใจกลายเป็นความรัก ดั่งพ่อกับลูก วันหนึ่งไฟไหม้โรงหนัง เด็กน้อยโตโต้ก็เป็นคนที่ช่วยอัลเฟร โด้ ออกมาจากกองเพลิง  อัลเฟร โด้ ตาบอด โตโต้รับหน้าที่เป็นคนฉายหนังแทน

หนังเข้าสู่องก์ที่ 2 โตโต้ เป็นวัยรุ่นเริ่มศึกษาการถ่ายหนังโดยได้แรงสนับสนุนจากอัลเฟ โด้ จนโตโต้ตัดสินใจเดินทางจากเมืองบ้านนอกไปเรียนภาพยนตร์อย่างจริงจัง   นี่คือซีนที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดหลังจากปูความผูกพันระหว่างโตโต้ กับอัลเฟร โด้ มาถึง 2 ชั่วโมงเต็ม  แล้วก็หักอารมณ์ด้วยฉากลาจาก  อัลเฟร โด้ในวัยชราตาบอด เดินทางไปส่งโตโต้ที่สถานีรถไฟและกล่าวลาโตโต้

อย่ากลับมานะ อย่าคิดถึงอะไรอีก ไม่ต้องเขียนอะไรถึง ลืมพวกเราซะ อย่ายอมแพ้ต่อความคิดถึง ถ้ากลับมาฉันจะไม่ให้เธอเข้าบ้าน   เป็นคำกล่าวลาที่ฟังดูแรง  กร้าน  แต่เต็มไปด้วยความรัก  

หนังยังต่อด้วยองก์ที่ 3  อีก 1 ชั่วโมง โตโต้ในวัยกลางคนที่กลายเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียง  เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน  ยังมีฉากน่าประทับใจอีกหลาย ๆ ฉากในเรื่อง เป็นหนังที่ยาวมาก  คุ้มค่ากับการสละเวลา 2ชั่วโมง 53 นาที  ดูจริง ๆ ครับ

Read the rest of this entry »





มาดับไฟก่อนไฟดับกับ “นิติพงษ์ ศรีระพันธ์” กันเถอะ

15 08 2009

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

มาดับไฟก่อนไฟดับกับ “นิติพงษ์ ศรีระพันธ์” กันเถอะ

.

.

ไฟดับลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกิดอุบัติเหตุหรือความขัดข้องอะไรบางอย่าง คุณหรือใครจะมีความยากลำบากแค่ไหนในการใช้ชีวิต สำหรับเขา  นิติพงษ์ ศรีระพันธ์ ผู้มีนามปากกาว่า มะดิ่ง ดิงงุย ในงานเขียนเมื่อหลายปีก่อน เขาคือนักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม บอกกับสารากร ผ่านการสนทนาว่า มันมีมุมบางมุมที่ทำให้การอยู่อย่างไม่ได้ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนไปได้

SNV30907

Read the rest of this entry »





ราตรีสงัด ราตรีสวัสดิ์

15 08 2009

Book Review โดย (...)

โดย (…)

ราตรีสงัด ราตรีสวัสดิ์

.

.

โลกเคลื่อนตามจักรราศี มีทิวา มีราตรีเป็นแผนที่แห่งเวลา อาบอุ่นไอสุริยา เพื่อผลิงอกชีวิตบรรจง ตราบเท่าอาทิตย์ยังคง องค์ธาตุยังครบ จะโคจร ก่อเป็นวัฏอันบวร และวังวนแห่งคืนวัน

ใต้แสงตะวัน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

 

ไฟดับ - ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินออกมายืนรับลมที่ระเบียงห้อง ลมพัดเบาเหมือนเด็กวัยรุ่นเสือกเกิดอารมณ์อยากขี้เกียจ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาวาระประเทศ -ข้าฯ จึงวางไว้ภายหลัง จากนั้นยืนมองสิ่งต่าง ๆ ภายหน้า

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากมาย ข้าฯ เห็นสิ่งต่าง ๆ เคลื่อนไหวเบื้องล่าง แสงไฟ เสียงเพลง เสียงคนพูดคุย-หากเขาพูดเสียงดัง บ้างตะโกนด่าทอต่อกันและไม่นานกอดคอกินเหล้าร้องเพลง ชีวิตหมุนเวียน บ้างสับสน บ้างเป็นวงจรชัดเจนซ้ำซาก บางครั้งไฟดับไปไม่ทั่วถึง เรายังสามารถมองเห็นชีวิตอื่นที่อาศัยแสงไฟในราตรีเดียวกันได้ ชวนให้นึกถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่ง

ข้าพเจ้าอยากเล่า แม้จะไม่มีใครอยากฟังก็ตาม

Read the rest of this entry »





หาดทรายเปลือกหอย

15 08 2009

คอลัมน์พิเศษ

.9

หาดทรายเปลือกหอย

โดย ไพราษฎร์ สุขสุเมฆ

 www.oknation.net/blog/dreamline

paipai_p@hotmail.com

 

 

ต้นเดือนพฤษภาคม ผมได้ไปเที่ยวหาดเจ้าหลาว-แหลมเสด็จ จังหวัดจันทบุรี ช่วงนั้นกำลังเริ่มเข้าฤดูฝนพอดี  กล่าวกันว่าถ้ามาเมืองจันท์ แต่ไม่เจอฝนก็แสดงว่ายังไม่ถึงเมืองจันท์  สำหรับผมนับว่ามาถึงจันทบุรีโดยสมบูรณ์ เพราะพอเข้าเขตจังหวัด ฝนก็เริ่มเทลงมา

ผมแวะกินข้าวที่บ้านหมูดุด บริเวณหาดเจ้าหลาว  ตามร้านขายอาหารทะเลและของฝากมีเปลือกหอยวางขาย  เปลือกหอยใส่จนเต็มถุงแกงใบใหญ่ ขายแค่ถุงละ 10 บาท  ผมแปลกใจที่แถวนี้ขายเปลือกหอยราคาถูกมาก และเมื่อเห็นเปลือกหอยวางขายมากมายทั้งที่ใส่ถุงและทำเป็นโมบาย ก็รู้สึกว่าชาวบ้านเก็บเปลือกหอยกันแบบนี้ ไม่ทำให้หอยหมดหาดไปหรือไง

เมื่อมาถึงที่พักริมทะเล บรรยากาศขมุกขมัว ฟ้าหม่นจนเป็นสีเดียวกับทะเล  ผมเพิ่งเคยเห็นทะเลแบบนี้เป็นครั้งแรก มันเป็นทะเลที่ไม่มีเส้นขอบฟ้า ทั้งสองสิ่งหลอมรวมกลายเป็นผืนเดียวกัน ดูหดหู่น่ากลัว  ถ้าใครเชื่อในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ นี่อาจเป็นสัญญาณที่เตือนถึงอะไรสักอย่าง

Read the rest of this entry »





ก้าวฯที่ ๓๖

1 08 2009

.

ก้าวฯที่ ๓๖

  ก้าวฯที่ ๓๖

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

issue-36-design-01 tn issue-36-design-03 issue-36-design-04

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.