
ฝนเบาๆ
โดย
ปรัชญา พงษ์พานิช
.
มวลเมฆครึ้มทะมึน
.
ท่วงทำนองครื้นเครงจากกลองทอมบ้าผสานเสียงฉิ่งฉาบระรัวเร้าใจทำให้บรรยากาศคึกคัก ชายชาวต่างชาติในชุดฮาวาเอี้ยนพื้นเมืองทำจากเชือกปอฉีกเป็นริ้วนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ยืนตั้งท่ารอบางสิ่งบางอย่างอยู่บนแท่นยกระดับสูงจากพื้นประมาณสามเมตร ในมือถือฝาหม้ออะลูมิเนียมเส้นผ่าศูนย์กลางราวสองฟุตไว้มั่น เปลวไฟบนกระทะร้อนจัดลุกพรึ่บพร้อมลวดลายกวัดไกวตะหลิวอย่างชำนิชำนาญ
“Are you ready ?”
เสียงชายในชุดเข้าครัวหน้าเตาไฟตะโกนถามชายชาวต่างชาติที่ตั้งท่ารอห่างออกไปไม่เกินสิบเมตร เรียกเสียงฮือฮาจากชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่รายล้อมเฝ้ารอชมได้ไม่น้อย
“Are you ready ?” ชายในชุดเข้าครัวตะโกนซ้ำ
เสียงกลองทอมบ้าระรัวลุ้นระทึก เสียงผู้คนที่รายล้อมเงียบกริบ แล้วผักบุ้งในกระทะก็ลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งเข้าหาชายชาวต่างชาติที่ตั้งท่ารออยู่บนแท่น แสงแฟลชจากกล้องกะพริบวูบวาบ ผู้คนที่รายล้อมต่างปรบมือและส่งเสียงเฮลั่นด้วยความยินดี
.
ผมฉวยแก้วเบียร์ขึ้นมาจิบกลั้วคอหลังพยายามข่มกลืนความคับข้องใจที่เต้นตุบ ๆ อยู่ในคอหอยอันแห้งผาก พลางคิดในใจอย่างเงียบเชียบมากที่สุด
‘ถุย…ไอ้พวกเวรตะไล ผักบุ้งไม่รู้จักกี่กำกี่ยอดมันเอามาโยนเล่นกันหมด ทำไมมันไม่นึกถึงคนยากคนจนที่เขาไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อกันบ้าง คนพวกนั้นข้าวปลาอาหารจะมีกินครบสามมื้อไหมยังต้องพึ่งดวง แล้วนี่อะไร ของกินแท้ ๆ มันเอามาทำเป็นของเล่น’
ถุย…
ผมถ่มน้ำลายลงบนพื้นคอนกรีตแข็งกระด้างระบายอารมณ์
.
ละอองฝนบางเบาปลิวลงจากมวลเมฆครึ้ม
.
พนักงานเสิร์ฟจดรายการอาหารเพิ่มเติมลงบนสมุดฉีกสองสามอย่างแล้วเดินจากไป ละอองฝนบางเบาลอยละล่องไร้ทิศทาง เบียร์ในแก้วพร่องไปเกินครึ่ง จานกับแกล้มว่างเปล่าวางเรียงเป็นชั้นรอให้พนักงานเสิร์ฟกลับมาเก็บ สมาชิกผู้สูงอายุร่วมโต๊ะกำลังสนทนาปัญหาบ้านเมืองกันอย่างออกรสออกชาติ ผมเหม่อมองไกลออกไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำประดับไฟหลากสีสันกะพริบระยิบระยับ ยวดยานสัญจรขวักไขว่ หลายคนคงเพิ่งจะถึงเวลากลับบ้าน และอีกหลายคนคงกำลังเดินทางออกจากบ้านเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์ยามค่ำคืน พนักงานเสิร์ฟกลับมาอีกครั้ง หล่อนคว้าแก้วเบียร์ของผมและสมาชิกอาวุโสอีกสามท่านไปเติมจนเต็ม ฟองเบียร์ขาวฟอดเนียนนุ่มพูนสูงขึ้นจนผมต้องรีบยกขึ้นจิบ
“จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ”
ผมถามหล่อนว่าเบียร์กับน้ำแข็งใกล้หมดหรือยัง หล่อนชะโงกหน้ามองในถังน้ำแข็ง
“จวนแล้วพี่”
ผมลอบสังเกตปริมาณเบียร์ในแก้วของสมาชิกร่วมโต๊ะที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
“งั้น…เอาน้ำแข็งถังนึง เบียร์อีกสองขวดนะ”
หล่อนพยักหน้ารับทราบ ผมถามหล่อนถึงอาหารที่สั่งไปเมื่อครู่
“รออีกแป๊บนะพี่ วันนี้ลูกค้าเยอะ”
.
หล่อนเดินลับหายไปหลังเคาน์เตอร์ ลมเย็นโชยแผ่ว ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว หล่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมน้ำแข็งพูนถังและเบียร์อีกสองขวด ผมบอกหล่อนว่าพยายามอย่ารินให้มีฟองมากไปได้ไหม หล่อนเผยลักยิ้มบนแก้มชมพูระเรื่อ
“หนูมือใหม่”
ผมยิ้มให้หล่อน
“พยายามเข้านะ พี่เป็นกำลังใจให้”
เนื้อนวลขาวของหล่อนขับแก้มสีชมพูระเรื่อให้ลอยเด่นจนน่าสัมผัส ยามเยื้องย่างช่างกระฉับกระเฉงมีความมั่นใจ ทรวดทรงองค์เอวก็พอเหมาะพอเจาะไม่มากไปไม่น้อยไป รูปหน้านั้นยิ่งต้องตาจับใจ คิ้วดกดำเรียวโค้งรับนัยน์ตากลมโตเปล่งประกาย ผมหางม้ารวบตึงเผยหน้าผากกลมกลึง สันจมูกเด่นชัดปลายเชิดรั้นน่ารัก เรียวปากหยักโค้งได้รูปสวย หล่อนทำให้ผมนึกถึงโคโยตี้สาวนุ่งน้อยห่มน้อยยืนสะบัดลีลาวาดลวดลายยั่วยวนหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้เพ้อคลั่งตามรมณียสถานที่มีอยู่เกลื่อนกล่น เพราะอันที่จริงรูปลักษณ์ของหล่อนน่าจะมีโอกาสสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำอย่างไม่ต้องเหนื่อยแรง แล้วเหตุใดหล่อนจึงเลือกอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อแลกกับเศษเงินเพียงน้อยนิด
“แล้วตอนนี้เราเรียนที่ไหน”
“อาชีวะค่ะ”
หล่อนชี้นิ้วไปยังสถาบันการศึกษาของหล่อนที่ตั้งอยู่อีกฝากของแม่น้ำ
“ปีไหนแล้วเนี่ย”
“ปีหนึ่ง ปวส.ปี หนึ่ง ค่ะ”
“น่ารัก ๆ แบบนี้มีแฟนหรือยังนะ”
ธารเลือดสูบฉีดทั่วพวงแก้มของหล่อนอย่างเต็มที่ หล่อนยิ้มขวยเขินแสร้งไม่ได้ยินถ้อยคำของผม สองมือบรรจงเอียงแก้วรินเบียร์ให้สมาชิกอาวุโสที่เหลือ
“ไม่ตอบแสดงว่ายังไม่มี ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ผู้หญิงน่ารัก ๆ อย่างเราจะยังไม่มีแฟน ถ้าอย่างนั้นพี่ขอจองไว้ก่อนได้ไหม”
พวงแก้มของหล่อนเปลี่ยนสีจากชมพูระเรื่อเป็นแดงสดราวผลตำลึง ผมไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลย
“เอาอย่างนี้นะ พี่ไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของเรา หากเราสองคนมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งตอนเช็คบิล พี่รบกวนช่วยแนบเบอร์โทรติดต่อมากับบิลค่าอาหารได้มั้ย”
หล่อนเอียงอายแล้วเดินลับหายไปหลังเคาน์เตอร์อีกครั้ง
.
สายฝนหลั่งพรั่งพรู สายลมปั่นป่วนกรูเกรียว
.
เบียร์ขวดที่หกหมดลงที่แก้วของผม สมาชิกอาวุโสยังคงถกปัญหาบ้านเมืองอย่างเมามัน ผมกลายเป็นส่วนเกินของวงน้ำเมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็ไม่ทันรู้ตัว สายฝนโปรยหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ อากาศเย็นโชยแผ่วระลอกแล้วระลอกเล่า ผมยกมือเป็นสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อสั่งเบียร์อีกสักสองขวด หล่อนไม่ได้มาบริการที่โต๊ะของเรา หล่อนหายตัวไปจากคลองจักษุของผมมาพักใหญ่แล้ว ผมไม่ได้สนใจเฝ้ามองตามหล่อนอย่างจริงจัง แต่ก็หวังว่าเมื่อถึงเวลาเช็คบิลจะมีเบอร์โทรของเธอแนบติดมาด้วย
ปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับเลือดเพิ่มสูงมากขึ้นตามปริมาณเบียร์ที่ไหลรินผ่านช่องปาก ผมเฝ้ามองผู้คนมากมายรายรอบ บ้างพาครอบครัวมารับประทานอาหารนอกบ้าน บ้างพาคนรักมาดินเนอร์เปลี่ยนบรรยากาศกันสองต่อสอง บ้างเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายร่วมวงสังสรรค์ บ้างเป็นชาวต่างชาติที่มาเป็นหมู่คณะ บ้างเป็นฝรั่งซำเหมาแบกกระเป๋าตะลอนเที่ยวเพียงลำพัง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีคราบแห่งความสุขสันต์เปื้อนอยู่บนใบหน้า
.
.
‘เสี่ยงโชคมั้ยครับ’ ชายพิการใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินโขยกเขยกเร่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล
’ช่วยซื้อผลไม้ของหนูหน่อยจ้า’ เด็กหญิงวัยประถมคล้องตระกร้าขายผลไม้ใบย่อมไว้กับวงแขนบอบบาง ส่งเสียงเรียกร้องขอความเห็นใจ
’ซื้อดอกกุหลาบไปให้แฟนมั้ยพี่’ เด็กชายตากลมใสเร่ขายดอกกุหลาบพันแผ่นพลาสติกใสลายการ์ตูนน่ารักผูกด้วยริบบิ้นสีสด
‘ผมตกรถไม่มีเงินกลับบ้าน ข้าวก็ยังไม่ได้กิน’ ชายวัยกลางคนอ้อนวอนขอเศษสตางค์จากผู้คนตามรายทางที่เขาเดินผ่าน
.
ผมกระดกเบียร์ค่อนแก้วจนหมดประชดประชันบรรยากาศหมองหม่นรอบกาย พลางคิดในใจอย่างเงียบเชียบที่สุด
‘พวกคุณลิ้มรสชาติอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยได้อย่างไรกัน ไอ้พวกเวรตะไล ในขณะที่พวกคุณช้อนอาหารรสเลิศเข้าปาก ยังมีคนอีกหลายคนในที่นี้ยังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยความเหนื่อยยากลำบาก นู้น…ดูเด็กขายดอกกุหลาบคนนั้น ค่ำมืดแล้วแทนที่จะได้ทบทวนความรู้จากโรงเรียนก่อนเข้านอนแต่หัวค่ำ กลับต้องตะลอนขายดอกกุหลาบในอ้อมกอดให้หมดเสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์ได้กลับบ้านพักผ่อน ดูพวกคุณดูชายวัยกลางคนคนนั้น คืนนี้ที่ซุกหัวนอนยังไม่รู้ว่าจะมีไหม ในขณะที่พวกคุณทุกคนหลังจากอิ่มหนำสำราญจนเพียบแปล้พวกคุณยังมีบ้านอันแสนอบอุ่นไว้เป็นรังนอน…’
ถุย…
ผมถ่มน้ำลายลงบนพื้นคอนกรีตแข็งกระด้างระบายอารมณ์ เฉียดหัวแม่เท้าที่โผล่จากรองเท้าผ้าใบขาด ๆ สีน้ำตาลซีดหม่นของใครบางคน ผมไล่สายตาสูงขึ้นพบเรียวขาป้อมสั้นในกางเกงนักเรียนตัวโคร่งสีกากีเก่า ๆ เสื้อยืดลายการ์ตูนโดเรม่อนมอซอ ในอ้อมกอดหอบดอกกุหลาบแดงสดห่อพลาสติกใสพันไว้ด้วยริบบิ้นหลากสี ใบหน้าซูบเซียวแต่ทว่าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มจริงใจ ดวงตากลมโตทอประกาย ในแววตายังคงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา
“พี่ซื้อดอกกุหลาบมั้ย”
เขายื่นยิ้มละไมให้ผม ทั้ง ๆ ที่เพิ่งผมถ่มน้ำลายเกือบจะรดหัวแม่เท้าของเขา
หลายครั้งในสถานการณ์แบบนี้ผมเลือกที่จะยิ้มอย่างมีไมตรีจิตและส่ายศีรษะปฏิเสธสินค้าของพวกเขา ผมจะเสียสตางค์เพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้นไว้ทำไม ทั้งสลากกินแบ่งของรัฐบาล ด้วยคำขวัญเชิดชูองค์กรที่ว่า "ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม" ช่วยราษฎร์ ช่วยให้ราษฎรมีชีวิตด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และงมงายว่าสักวันหนึ่งฟ้าจะประทานรางวัลที่หนึ่งมาให้ เสริมรัฐ เสริมให้นักการเมืองในรัฐสภามีเงินถลุงเล่นเดือนนึงตั้งสองหน หนละหลาย ๆ ล้านบาท ยืนหยัดยุติธรรม เหอะ…ยุติธรรม ยุติธรรมแบบไหนกันเวลาออกรางวัลแต่ละงวดมีแต่เสียงถ่ายทอดผ่านสถานีทางวิทยุไม่มีการถ่ายทอดทั้งภาพและเสียงผ่านสถานีโทรทัศน์ แล้วได้โปรดสังเกตรางวัลเลขท้ายสองตัวสามตัวที่ออกมาในระยะหลัง ๆ นี้ ใครหน้าไหนจะแทงถูก ไม่มีทางที่ผมจะเสียสตางค์สักแดงเดียวเพื่อ "ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม" ไม่มีทาง
แล้วไหนจะผลไม้พร้อมรับประทานในถาดโฟมหุ้มด้วยพลาสติกใสนั่นอีก ผมเป็นคนไม่ชอบบริโภคผลไม้ แล้วผมจะซื้อไว้ด้วยเหตุผลใดเสียเงินเสียทองเปล่า ๆ แต่ละบาทแต่ละสตางค์กว่าจะหามาเข้ากระเป๋าของผมได้ ไม่ใช่แค่หลับตาแล้วตื่นขึ้นมาบนกองเงินกองทอง
แต่สำหรับเด็กชายขะมุกขะมอมคนนี้กลับทำให้กำแพงหนาทึบที่ล้อมรอบตัวผมพังทลาย ผมอยากจะซื้อดอกกุหลาบในวงแขนเล็กเรียวนั้นสักดอก
“ดอกละเท่าไหร่ล่ะ”
รอยยิ้มจริงใจของเขาเผยกว้างมากขึ้น แววตาตื่นเต้นสุกใส
“ดอกละยี่สิบห้าครับพี่”
ผมสะอึกกับราคาค่าดอกกุหลาบเพียงหนึ่งดอก แต่ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงยีนหยิบธนบัตรใบละห้าสิบบาทที่ติดตัวมาเพียงใบเดียว
“เอาดอกนึง เลือกดอกสวย ๆ ให้พี่หน่อยนะ”
เขาพยักหน้ารับคำ และก้มหน้าเลือกดอกกุหลาบในอ้อมกอดส่งให้ผม ผมยื่นธนบัตรใบละห้าสิบแลกเปลี่ยนกับดอกกุหลาบของเขา
“ขอบคุณครับพี่”
ผมรับดอกกุหลาบของเขาและเงินทอนของผม
“ขอให้ขายหมดไว ๆ นะ”
“ครับ”
.
ละอองฝนบางเบาปลิวไร้ทิศทางจากมวลเมฆครึ้มที่กำลังสลายตัว ลมเย็นโชยชื่น
.
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าเกือบสี่ทุ่มครึ่งแล้ว เบียร์ขวดสุดท้ายหมดลง รายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองถึงวาระต้องรูดม่านปิดฉาก ผมยกมือส่งสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อมาเช็คบิล เพียงไม่นานหล่อนก็เดินมาพร้อมกับถาดสแตนเลสในมือ
“ทั้งหมดเก้าร้อยเจ็ดสิบบาทค่ะ”
ผมหยิบบิลค่าอาหารและเครื่องดื่มมาตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องแล้วส่งต่อให้สมาชิกอาวุโสหนึ่งในกลุ่มเป็นคนจ่ายเงิน บนถาดสแตนเลสในมือของหล่อนยังมีกระดาษโน้ตรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กเหลืออยู่อีกแผ่น ผมจ้องมองใบหน้าของหล่อน หล่อนหลบตายิ้มเอียงอาย ผมหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นขึ้นมา ในนั้นปรากฏข้อความว่า
.
ไหม
082-3964612
.
เจ้าภาพอาวุโสยื่นธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทพร้อมบิลค่าอาหารและเครื่องดื่มกลับคืนมาให้ผม ผมรับมาแล้ววางลงบนถาดสแตนเลสในมือของหล่อนพร้อมกับดอกกุหลาบที่เพิ่งซื้อจากเด็กชายมาเมื่อสักครู่
“ไม่ต้องทอนนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
หล่อนยิ้มเอียงอายแล้วเดินลับหายไปหลังเคาน์เตอร์อีกครั้ง.
.

นึกไปนึกมา แทบไม่ได้นั่งกิน ร้านแนวโต้รุ่งแบบนี้นานมากแล้ว
อารมณ์ปลิวๆกับบรรยากาศจอแจ สนุกดีค่ะ แต่พี่น่ะจาตั้งใจฟังเพื่อนในโต๊ะโต้คารมเรื่องการเมืองมากกว่า น่ะสนุกดี อ้อ! สำหรับฉากชีวิตอันคุ้นเคย เขียนได้ละเมียดขึ้นเยอะเลย ..