Falling Rain

15 07 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Falling Rain

.

Falling_Rain

เขียนข้างหน้าต่างขณะจังหวะสายฝนบรรเลงบทเพลงพลิ้วไหว…

.

.

ท่ามพร่างฝนพราย… (ไฮกุ)

.

ก้อนเมฆเทาเข้มครึ้ม

กลั่นหยดน้ำใสหล่นร่วงลง

วงน้ำเล็กทั่วถนน

.

สายลมหอบไอชื้น

โอบร่างใต้ร่มริมเส้นทาง

กอดกายเย็นใจหนาว

.

ก้าวเท้าที่รีบเร่ง

ฝนเย็นหยุดไว้ใต้ชายคา

ดวงตาสะท้อนฝน

.

บางก้าวยังวิ่งไป

กางเสื้อบังฝนให้คนข้าง

แววตายิ้มสบกัน

.

เด็กน้อยนั่งชิดใกล้

จับเสื้อกันฝนเธอเข้าที่

ซับหยดน้ำบนหน้า

.

รอเวลาฝนหยุด

แดดอ่อนส่องมารุ้งทอสาย

เด็กน้อยยิ้มสดใส

.

คนตัวเล็กก้าวไป

คนตัวใหญ่พากันก้าวแซง

แดดร้อนแรงไล่หลัง

.

ไอชื้นลอยเหนือทาง

มือใหญ่จับมือเล็กแนบแน่น

ค่อยก้าวไปพร้อมกัน…

.

.

.

แด่…เธอ และรอยทางด้านหลัง

 

 

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ภาพโปสการ์ดใบนี้ มองดูแล้วแปลกและแตกต่างจากภาพโปสการ์ดทุกใบซึ่งเสียบอยู่บนชั้นวางขายโปสการ์ดที่ห้องแถวไม้ ซึ่งผ่านอายุมานานวันริมคลองอัมพวาแห่งนี้ ขณะที่ฉันเพ่งพินิจดูว่าจะหยิบภาพนี้ขึ้นมารวมกับภาพโปสการ์ดวิถีชีวิตริมสายน้ำอัมพวาจำนวนหนึ่งที่ได้เลือกไว้หรือไม่ เพราะไม่แน่ใจในความหมายของภาพว่าจะสามารถสื่อกับผู้รับได้มากน้อยเพียงใด ดูครั้งแรกราวกับว่าภาพนี้เป็นภาพ abstract แต่สิ่งที่ฉันเห็นและนึกถึงจากโทนสีและลีลาบนพื้นกระดาษขนาด 4”x 6” ในมือ ก็คล้ายจะเป็นเรื่องราวในแนวสัจนิยมเสียมากกว่า เพราะฉันได้แต่นึกถึงแอ่งน้ำที่เจิ่งนองบนพื้นดินหลังฝนตก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันไม่เข้าถึงความลุ่มลึกของงาน หรือเพียงเพราะว่าใจฉันมุ่งจะให้ความสำคัญกับแอ่งน้ำเจิ่งนองซึ่งศิลปินหรือผู้มองคนอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใดกันแน่

นึกถึงน้ำเจิ่งนองบนพื้นดิน แล้วอดที่จะเงยหน้าขึ้นมองพื้นฟ้าไม่ได้ ซึ่งในฤดูนี้แผ่นฟ้ามิได้กว้างไกลและยิ่งใหญ่ไปด้วยสีครามสดใส หากแต่ถูกหยดน้ำที่กลั่นตัวมากมายร่วมกันระบายให้เป็นสีเทาหม่นครึ้มเข้มกระจายตัวปกคลุมไปไกลแสนไกล… จนสุดท้ายหยดน้ำเหล่านั้นก็ทนแรงดึงดูดของพื้นดินไม่ไหวตกลงมาจากก้อนเมฆสีเทาเบื้องบนในที่สุด…

.

ฉันยังจำได้ว่าหยดน้ำฝนเหล่านั้นหยดลงมากระทบหลังคา แล้วกระเซ็นสายมาตรงถ้วยน้ำกระดาษ ที่ภายในมีเมล็ดถั่วเขียววางอยู่บนกระดาษทิชชู่ชื้น ซึ่งพ่อได้นำงานเพาะถั่วเขียวเพื่อส่งคุณครูชั้นประถมปีที่ 3 ของฉันไปวางไว้ที่ระเบียงบ้าน พ่อบอกว่าให้มันได้รับแสงแดดบ้างน่าจะดี แต่ในฤดูฝนนอกจากมันจะได้รับแดดเพียงแค่บางเวลาแล้ว มันยังได้รับน้ำจากฟ้าแทนละอองฝอยจาก foggy ทำให้ฉันไม่ค่อยต้องรดน้ำเจ้าถั่วเขียวมากนัก ไม่นานรากของมันก็งอกแทงออกมา เมล็ดถั่วสูงขึ้นเพราะต้นของมันที่งอกยาวขึ้นตามมา และฉันก็เติบโตขึ้นด้วยเรียนรู้ว่า น้ำฝนทำให้ต้นไม้ที่เพาะปลูกนั้นโตขึ้นได้…

เมื่ออยู่ประถม 6 ฉันมักได้รับมอบหมายจากคุณครูใหญ่ ให้นำเพื่อน ๆ ไปรดน้ำต้นไม้บริเวณลานรูปปั้นพระแม่มารีอา ซึ่งพระนางยืนเด่นอย่างงดงามอยู่ตรงกลางลาน มีตู้ปลาสร้างไว้ที่ฐานของลานโดยรอบ ชั้นล่างลงมาจากตู้ปลามีการก่ออิฐถือปูนยื่นออกมาสำหรับปลูกต้นไม้ ไม้ดอกมากมายถูกปลูกไว้ที่ตรงนั้น อาทิ ดอกผกากรอง ดอกเข็ม ดอกแพงพวย ดอกเทียนหลากสี ฯลฯ และตรงมุมหนึ่งมีต้นสนฉัตรต้นใหญ่ยืนต้นอยู่ โดยมีดอกเล็บมือนางส่งกลิ่นหอมอย่างมีเสน่ห์เลื้อยพันประดับดอกขึ้นไปตามต้นสนฉัตร หน้าที่ของฉันก็ต้องดำเนินไปทุกเช้าและเย็น ยกเว้นในฤดูฝน ที่ฉันจะต้องรายงานครูใหญ่ไปตามความจริงว่า วันนี้เราไม่ได้รดน้ำต้นไม้กัน เพราะฝนตก… หยาดฝนก็ทำให้เราทุกคนเติบโตและสดใสไปพร้อม ๆ กับต้นไม้และดอกไม้ เหล่านั้น…

.

.2

แล้วฉันก็เติบโตขึ้นเพียงพอที่จะสร้างอาณาจักรต้นไม้ของตัวเองไว้รอบ ๆ บ้าน ฉันเลือกฤดูฝนเป็นเวลาสำหรับการสร้างอาณาจักรต้นไม้ของฉัน เพราะ 25 ฝนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะไม่ตายถ้าฉันปลูกพวกเค้าในฤดูฝน ฉันเลือกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ผล กับคุณพ่อผู้ชายที่ฉันรักมากที่สุด ผู้ชายที่มีความรักและสอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งต่าง ๆ พ่อสอนให้ฉันเรียนรู้ในอุปนิสัยของต้นไม้ทุกต้นที่เราจะนำมาปลูก เพื่อว่าเราจะได้ดูแลพวกเค้าได้อย่างถูกต้อง พ่อสอนวิธีปลูกต้นไม้ใหญ่ การขุดดิน การรองก้นหลุมด้วยกาบมะพร้าว เพื่อให้อมน้ำไว้เลี้ยงรากต้นไม้ที่เพิ่งลงปลูก กว่าอาณาจักรต้นไม้ของเราจะเสร็จสมบูรณ์ก็กินเวลาหลายเดือนทีเดียว แต่ต้นไม้ที่ได้รับการเอาใจใส่จากเราก็เติบโตให้ดอกผลที่งดงาม ให้ฉันได้เรียนรู้ว่า เราก็เป็นเช่นต้นไม้เหล่านี้ ที่ได้รับการเอาใจใส่ในความคิด ในจินตนาการ และในความฝันจากพ่อแม่ของเราจนเติบโตกระทั่งทุกวันนี้…

 1

 แล้วกล้ามนุษย์ที่พ่อกับแม่เลี้ยงดู ก็เติบโตจนสามารถให้ดอกให้ผลแตกกระจายเมล็ด คืนกลับเป็นต้นกล้าไม้เล็ก ๆ สู่ผืนแผ่นดินประเทศไทย เมื่อฉันและเพื่อนได้ไปปลูกป่าชายเลนกันที่ อ.บางปู จ.สมุทรปราการ ต้นกล้ามนุษย์อย่างฉัน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ราวกับว่าช่วงชีวิตได้แตกหน่อใหม่เล็ก ๆ ออกมา กับวิธีการปลูกป่าชายเลนที่ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน ความยากลำบากในการเดินบนดินเลน การขุดดินที่ง่ายดายกว่าบนพื้นดินแข็ง แต่ก็ต้องพยุงตัวไม่ให้จมเลน การฝังต้นกล้า การกลบหน้าดินเลน การผูกเชือกต้นกล้ากับไม้หลักเพื่อไม่ให้น้ำซัดพาไป ฉันเติบโตจนได้เรียนรู้ว่า บางครั้งต้นกล้าก็ไม่ได้มีพื้นฐานให้ยึดเหนี่ยวที่แข็งแรงมั่นคง ต้นกล้าบางต้นจึงอาจล้มลงได้ ต้นกล้ามนุษย์ก็อาจจะมีสักวันที่ล้มลงได้เช่นกัน แต่หลักมั่นคงเคียงข้างนั้นมีความสำคัญ หากต้นกล้าล้มลงแต่ยังพิงพักอยู่บนหลักเหล่านั้นได้ ก็ยังจะมีโอกาสได้ยืนต้นขึ้นอีกครั้ง…

ผ่านเวลามานับปี… วันนี้ต้นกล้าป่าชายเลนเหล่านั้นคงเติบโตขึ้นมากแล้ว ฉันนึกถึงวันที่ป่าชายเลนจะเขียวขจี กินพื้นที่เข้าไปในทะเลกว้างไกล ก่อกำเนิดผืนดินที่แข็งแรงขึ้น ใบไม้มากมายเหล่านั้นจะคายน้ำในปริมาณมหาศาลขึ้นไปในอากาศ แล้วไอน้ำก็รวมตัวกัน กลั่นมาเป็นหยดน้ำ สะสมไว้จนหนาหนักบนก้อนเมฆเทาหนาครึ้มนั้น แล้วทิ้งตัวลงมาให้ความชุ่มชื่นกับสรรพชีวิตอีกครา…

.

.

มองเม็ดฝนที่ร่วงพราวตรงหน้า แล้วให้มองลึกเข้าไปภายในใจของเราเอง ฉันหวังว่าสายฝนจะไม่เพียงตกลงมาเพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่เกิดจากการสะสมของวันเวลา แต่หยาดฝนควรจะตกลงมาชะล้างฝุ่นละอองบางอย่างที่ตกค้างคาอยู่ภายในใจเราด้วย ไม่ให้ฝุ่นละอองเหล่านั้นเกาะจับหัวใจให้หม่นมัว มองเข้าไปแล้วพบเพียงความเศร้าหมอง ซึมเซา ให้หยาดฝนพร่างพรมความสดชื่น สดใส ชะล้างให้ใจของเรานั้นชุ่มฉ่ำ จนมากพอที่จะเป็นแอ่งน้ำในใจที่ใสเย็น เพื่อโปรยปรายออกไปให้ชีวิตชีวาแก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์รอบ ๆ กาย…

.

issue-35-design-04tn

.


เลือกคำสั่ง

ข้อมูล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.