
Falling Rain
.
|
เขียนข้างหน้าต่างขณะจังหวะสายฝนบรรเลงบทเพลงพลิ้วไหว… . . ท่ามพร่างฝนพราย… (ไฮกุ) . ก้อนเมฆเทาเข้มครึ้ม กลั่นหยดน้ำใสหล่นร่วงลง วงน้ำเล็กทั่วถนน . สายลมหอบไอชื้น โอบร่างใต้ร่มริมเส้นทาง กอดกายเย็นใจหนาว . ก้าวเท้าที่รีบเร่ง ฝนเย็นหยุดไว้ใต้ชายคา ดวงตาสะท้อนฝน . บางก้าวยังวิ่งไป กางเสื้อบังฝนให้คนข้าง แววตายิ้มสบกัน . เด็กน้อยนั่งชิดใกล้ จับเสื้อกันฝนเธอเข้าที่ ซับหยดน้ำบนหน้า . รอเวลาฝนหยุด แดดอ่อนส่องมารุ้งทอสาย เด็กน้อยยิ้มสดใส . คนตัวเล็กก้าวไป คนตัวใหญ่พากันก้าวแซง แดดร้อนแรงไล่หลัง . ไอชื้นลอยเหนือทาง มือใหญ่จับมือเล็กแนบแน่น ค่อยก้าวไปพร้อมกัน… . . . แด่…เธอ และรอยทางด้านหลัง |
|
เบื้องหลังของด้านหลัง . ภาพโปสการ์ดใบนี้ มองดูแล้วแปลกและแตกต่างจากภาพโปสการ์ดทุกใบซึ่งเสียบอยู่บนชั้นวางขายโปสการ์ดที่ห้องแถวไม้ ซึ่งผ่านอายุมานานวันริมคลองอัมพวาแห่งนี้ ขณะที่ฉันเพ่งพินิจดูว่าจะหยิบภาพนี้ขึ้นมารวมกับภาพโปสการ์ดวิถีชีวิตริมสายน้ำอัมพวาจำนวนหนึ่งที่ได้เลือกไว้หรือไม่ เพราะไม่แน่ใจในความหมายของภาพว่าจะสามารถสื่อกับผู้รับได้มากน้อยเพียงใด ดูครั้งแรกราวกับว่าภาพนี้เป็นภาพ abstract แต่สิ่งที่ฉันเห็นและนึกถึงจากโทนสีและลีลาบนพื้นกระดาษขนาด 4”x 6” ในมือ ก็คล้ายจะเป็นเรื่องราวในแนวสัจนิยมเสียมากกว่า เพราะฉันได้แต่นึกถึงแอ่งน้ำที่เจิ่งนองบนพื้นดินหลังฝนตก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันไม่เข้าถึงความลุ่มลึกของงาน หรือเพียงเพราะว่าใจฉันมุ่งจะให้ความสำคัญกับแอ่งน้ำเจิ่งนองซึ่งศิลปินหรือผู้มองคนอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใดกันแน่ นึกถึงน้ำเจิ่งนองบนพื้นดิน แล้วอดที่จะเงยหน้าขึ้นมองพื้นฟ้าไม่ได้ ซึ่งในฤดูนี้แผ่นฟ้ามิได้กว้างไกลและยิ่งใหญ่ไปด้วยสีครามสดใส หากแต่ถูกหยดน้ำที่กลั่นตัวมากมายร่วมกันระบายให้เป็นสีเทาหม่นครึ้มเข้มกระจายตัวปกคลุมไปไกลแสนไกล… จนสุดท้ายหยดน้ำเหล่านั้นก็ทนแรงดึงดูดของพื้นดินไม่ไหวตกลงมาจากก้อนเมฆสีเทาเบื้องบนในที่สุด… . ฉันยังจำได้ว่าหยดน้ำฝนเหล่านั้นหยดลงมากระทบหลังคา แล้วกระเซ็นสายมาตรงถ้วยน้ำกระดาษ ที่ภายในมีเมล็ดถั่วเขียววางอยู่บนกระดาษทิชชู่ชื้น ซึ่งพ่อได้นำงานเพาะถั่วเขียวเพื่อส่งคุณครูชั้นประถมปีที่ 3 ของฉันไปวางไว้ที่ระเบียงบ้าน พ่อบอกว่าให้มันได้รับแสงแดดบ้างน่าจะดี แต่ในฤดูฝนนอกจากมันจะได้รับแดดเพียงแค่บางเวลาแล้ว มันยังได้รับน้ำจากฟ้าแทนละอองฝอยจาก foggy ทำให้ฉันไม่ค่อยต้องรดน้ำเจ้าถั่วเขียวมากนัก ไม่นานรากของมันก็งอกแทงออกมา เมล็ดถั่วสูงขึ้นเพราะต้นของมันที่งอกยาวขึ้นตามมา และฉันก็เติบโตขึ้นด้วยเรียนรู้ว่า น้ำฝนทำให้ต้นไม้ที่เพาะปลูกนั้นโตขึ้นได้… เมื่ออยู่ประถม 6 ฉันมักได้รับมอบหมายจากคุณครูใหญ่ ให้นำเพื่อน ๆ ไปรดน้ำต้นไม้บริเวณลานรูปปั้นพระแม่มารีอา ซึ่งพระนางยืนเด่นอย่างงดงามอยู่ตรงกลางลาน มีตู้ปลาสร้างไว้ที่ฐานของลานโดยรอบ ชั้นล่างลงมาจากตู้ปลามีการก่ออิฐถือปูนยื่นออกมาสำหรับปลูกต้นไม้ ไม้ดอกมากมายถูกปลูกไว้ที่ตรงนั้น อาทิ ดอกผกากรอง ดอกเข็ม ดอกแพงพวย ดอกเทียนหลากสี ฯลฯ และตรงมุมหนึ่งมีต้นสนฉัตรต้นใหญ่ยืนต้นอยู่ โดยมีดอกเล็บมือนางส่งกลิ่นหอมอย่างมีเสน่ห์เลื้อยพันประดับดอกขึ้นไปตามต้นสนฉัตร หน้าที่ของฉันก็ต้องดำเนินไปทุกเช้าและเย็น ยกเว้นในฤดูฝน ที่ฉันจะต้องรายงานครูใหญ่ไปตามความจริงว่า วันนี้เราไม่ได้รดน้ำต้นไม้กัน เพราะฝนตก… หยาดฝนก็ทำให้เราทุกคนเติบโตและสดใสไปพร้อม ๆ กับต้นไม้และดอกไม้ เหล่านั้น… . แล้วฉันก็เติบโตขึ้นเพียงพอที่จะสร้างอาณาจักรต้นไม้ของตัวเองไว้รอบ ๆ บ้าน ฉันเลือกฤดูฝนเป็นเวลาสำหรับการสร้างอาณาจักรต้นไม้ของฉัน เพราะ 25 ฝนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะไม่ตายถ้าฉันปลูกพวกเค้าในฤดูฝน ฉันเลือกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ผล กับคุณพ่อผู้ชายที่ฉันรักมากที่สุด ผู้ชายที่มีความรักและสอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งต่าง ๆ พ่อสอนให้ฉันเรียนรู้ในอุปนิสัยของต้นไม้ทุกต้นที่เราจะนำมาปลูก เพื่อว่าเราจะได้ดูแลพวกเค้าได้อย่างถูกต้อง พ่อสอนวิธีปลูกต้นไม้ใหญ่ การขุดดิน การรองก้นหลุมด้วยกาบมะพร้าว เพื่อให้อมน้ำไว้เลี้ยงรากต้นไม้ที่เพิ่งลงปลูก กว่าอาณาจักรต้นไม้ของเราจะเสร็จสมบูรณ์ก็กินเวลาหลายเดือนทีเดียว แต่ต้นไม้ที่ได้รับการเอาใจใส่จากเราก็เติบโตให้ดอกผลที่งดงาม ให้ฉันได้เรียนรู้ว่า เราก็เป็นเช่นต้นไม้เหล่านี้ ที่ได้รับการเอาใจใส่ในความคิด ในจินตนาการ และในความฝันจากพ่อแม่ของเราจนเติบโตกระทั่งทุกวันนี้… แล้วกล้ามนุษย์ที่พ่อกับแม่เลี้ยงดู ก็เติบโตจนสามารถให้ดอกให้ผลแตกกระจายเมล็ด คืนกลับเป็นต้นกล้าไม้เล็ก ๆ สู่ผืนแผ่นดินประเทศไทย เมื่อฉันและเพื่อนได้ไปปลูกป่าชายเลนกันที่ อ.บางปู จ.สมุทรปราการ ต้นกล้ามนุษย์อย่างฉัน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ราวกับว่าช่วงชีวิตได้แตกหน่อใหม่เล็ก ๆ ออกมา กับวิธีการปลูกป่าชายเลนที่ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน ความยากลำบากในการเดินบนดินเลน การขุดดินที่ง่ายดายกว่าบนพื้นดินแข็ง แต่ก็ต้องพยุงตัวไม่ให้จมเลน การฝังต้นกล้า การกลบหน้าดินเลน การผูกเชือกต้นกล้ากับไม้หลักเพื่อไม่ให้น้ำซัดพาไป ฉันเติบโตจนได้เรียนรู้ว่า บางครั้งต้นกล้าก็ไม่ได้มีพื้นฐานให้ยึดเหนี่ยวที่แข็งแรงมั่นคง ต้นกล้าบางต้นจึงอาจล้มลงได้ ต้นกล้ามนุษย์ก็อาจจะมีสักวันที่ล้มลงได้เช่นกัน แต่หลักมั่นคงเคียงข้างนั้นมีความสำคัญ หากต้นกล้าล้มลงแต่ยังพิงพักอยู่บนหลักเหล่านั้นได้ ก็ยังจะมีโอกาสได้ยืนต้นขึ้นอีกครั้ง… ผ่านเวลามานับปี… วันนี้ต้นกล้าป่าชายเลนเหล่านั้นคงเติบโตขึ้นมากแล้ว ฉันนึกถึงวันที่ป่าชายเลนจะเขียวขจี กินพื้นที่เข้าไปในทะเลกว้างไกล ก่อกำเนิดผืนดินที่แข็งแรงขึ้น ใบไม้มากมายเหล่านั้นจะคายน้ำในปริมาณมหาศาลขึ้นไปในอากาศ แล้วไอน้ำก็รวมตัวกัน กลั่นมาเป็นหยดน้ำ สะสมไว้จนหนาหนักบนก้อนเมฆเทาหนาครึ้มนั้น แล้วทิ้งตัวลงมาให้ความชุ่มชื่นกับสรรพชีวิตอีกครา… . . มองเม็ดฝนที่ร่วงพราวตรงหน้า แล้วให้มองลึกเข้าไปภายในใจของเราเอง ฉันหวังว่าสายฝนจะไม่เพียงตกลงมาเพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่เกิดจากการสะสมของวันเวลา แต่หยาดฝนควรจะตกลงมาชะล้างฝุ่นละอองบางอย่างที่ตกค้างคาอยู่ภายในใจเราด้วย ไม่ให้ฝุ่นละอองเหล่านั้นเกาะจับหัวใจให้หม่นมัว มองเข้าไปแล้วพบเพียงความเศร้าหมอง ซึมเซา ให้หยาดฝนพร่างพรมความสดชื่น สดใส ชะล้างให้ใจของเรานั้นชุ่มฉ่ำ จนมากพอที่จะเป็นแอ่งน้ำในใจที่ใสเย็น เพื่อโปรยปรายออกไปให้ชีวิตชีวาแก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์รอบ ๆ กาย… |
.
.

ความเห็นล่าสุด