.
กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI
.
Marley & Me
มองชีวิตหมาผ่านคน มองชีวิตคนผ่านหมา

(เกือบ ๆ สปอยล์นะครับ มีการเปรยถึงฉากท้าย ๆ ของหนังแบบเลี่ยงไม่ได้)
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นฮอลลีวู้ดทำหนังที่เกี่ยวกับหมาในอารมณ์จริงจังแบบนี้ มองย้อนไปที่พอนึกออกก็จะมี Benji, Lassie เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีได้แล้วมั้ง ส่วนใหญ่หนังที่เกี่ยวกับหมาของฮอลลีวู้ดมักจะเป็นหนังคอเมดี อย่าง Beethoven, K9 หรือ Turner & Hooch นี่ผมไม่นับหนังเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง Air Bud หรือหนัง Cats And Dogs พวกสัตว์พูดได้ทั้งหลายนะ Marley & Me เป็นหนังหมาที่ให้อารมณ์แตกต่างจากที่เคยดู ๆ มา ถึงแม้หน้าหนังจะดูว่าเป็นหนังคอเมดี ด้วยภาพโปสเตอร์กับดารานำอย่าง Owen Wilson และ Jennifer Aniston ที่งานแสดงส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังคอเมดี แต่เมื่อดูแล้วจะพบว่าสัดส่วนของคอเมดีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับอารมณ์ดราม่าของหนัง ถ้าคนไม่รู้เรื่องโทนหนังมาก่อนจะถึงกับจุกในลำคอเหมือนกันกับฉาก 30 นาทีสุดท้ายของหนัง
Marley & Me เป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างจากนิยายขายดีในชื่อเดียวกัน พอมาทำเป็นหนังก็พาให้หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงอีก หนังจบที่สหรัฐอเมริกาด้วยตัวเลข 143 ล้านเหรียญ สำหรับหนังที่ไม่มีดาราค่าตัวแพง ไร้เอฟเฟ็คท์แบบนี้ กำไรมหาศาลครับ น่าแปลกที่หนังไม่ลงโรงบ้านเรา แต่วิ่งลงแผ่นดีวีดีเลย ซึ่งผมไม่เห็นเวอร์ชั่นซาวด์แทร็คของแผ่นลิขสิทธิ์เสียด้วย เลยต้องดูเวอร์ชั่นพากย์ไทย ก็ถือว่าโอเคครับไม่เสียอรรถรส
หนังสือเป็นบทประพันธ์ของ John Grogan ที่เอาบทความที่เขาเขียนลงในคอลัมน์ประจำมาเรียบเรียงให้กลายเป็นนิยาย จอห์นเล่าเรื่องชีวิตครอบครัวตัวเองกับสัตว์เลี้ยงที่เปรียบเหมือนสมาชิกครอบครัวตัวหนึ่งชื่อ มาลีย์
สำหรับในส่วนของหนังเริ่มเรื่องที่ จอห์น (โอเวน วิลสัน) กับ เจนนิเฟอร์ (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) แต่งงานกัน ทั้งคู่ตัดสินใจมาตั้งรกรากกันใน ฟลอริด้า จอห์นเป็นนักข่าวเลยไปสมัครงานที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ที่มี เซบาสเตียน เพื่อนของเขาทำงานอยู่ก่อน ที่นี่จอห์น ได้งานเป็นนักข่าวสมใจ เวลาผ่านไป จอห์นและเจนนิเฟอร์ มีอาการระหองระแหงกันบ้าง เซบาสเตียนแนะนำจอห์น ให้หาสัตว์เลี้ยงมาให้ภรรยาแก้เหงาเพื่อเธอจะได้คลายความตึงเครียดในบ้านลงไปได้บ้าง จอห์น เชื่อคำแนะนำ และพาเจนนิเฟอร์ ไปซื้อลูกหมาพันธุ์ลาบาร์ดอร์ รีทริฟเวอร์ถึงในฟาร์ม เนื่องในวันเกิดของเธอ ทั้งคู่เลือกเอาลูกหมาตัวที่เจ้าของลดราคาให้พิเศษเพราะว่ามันตัวเล็กที่สุด จอห์นตั้งชื่อให้มันว่า มาลีย์ ตามศิลปินเร็กเก้ผู้ยิ่งใหญ่ บ๊อบ มาลีย์
มาลีย์เป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวโกรแกนที่ทั้งคู่รักใคร่ เห่อ และให้ความสำคัญเปรียบดังสมาชิกครอบครัว มาลีย์เป็นหมาที่เกเร ไม่เชื่อฟัง สร้างความโกลาหลให้กับทั้งคู่อย่างมาก จอห์นจูงมันออกไปเดินเล่นตามถนน หรือตามชายหาด มาลีย์ก็สร้างวีรกรรมให้จอห์นได้อับอายขายหน้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ยังรักใคร่มันดี คงเป็นเพราะมันเป็นนิยายเรื่องหนึ่งนี่นะ จอห์น มักจะเรียกมาลีย์ว่า หมาที่ห่วยที่สุด (The worst dog) แล้ววันหนึ่ง อาร์นี่ย์ (Alan Arkin) บรรณาธิการเจ้านายของจอห์นก็มอบหมายให้จอห์น เขียนคอลัมน์ประจำ จอห์นจึงหยิบเอาเรื่องของตัวเขาเองกับชีวิตที่วุ่นวายเพราะเจ้ามาลีย์มาเขียนเล่าเรื่องลงในคอลัมน์ซะเลย ผลกลับกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอ่าน ทั้งจอห์นและมาลีย์กลายเป็นที่รู้จักไปไหนมาไหนก็มีคนทัก แล้วครอบครัวโกรแกนก็มาถึงวันที่มีสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้น ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตรถึง 3 คนในเวลาต่อมา แพทริค คอนเนอร์ และคอลลีน เจนนิเฟอร์ ต้องออกจากงานมาดูแลลูก ๆ ประจวบกับชื่อเสียงของจอห์นที่มีมากขึ้น ทำให้จอห์นได้รับการทาบทามให้ไปอยู่นสพ.ในฟิลาเดเฟีย จอห์นตอบรับ และย้ายครอบครัวไปอยู่บ้านหลังใหญ่ใน ฟิลาเดเฟีย
หลังจากนี้โทนหนังซีเรียสขึ้นสู่อารมณ์ที่เดาไม่ยากเมื่อมาลีย์มาถึงวัยชรา
หนังใช้เวลา 2 ชั่วโมง ให้เราเห็นความเป็นไปของครอบครัว โกรแกน ไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของหมาลาบาร์ดอร์ตัวหนึ่ง คนดูได้ใกล้ชิด ผูกพันกับครอบครัวนี้ ได้เห็นช่วงสุข ช่วงทุกข์ ช่วงสวีท และช่วงที่มีปากเสียงกัน
ได้เห็นมาลีย์ตั้งแต่เป็นลูกหมา จนถึงวันที่มันเป็นหมาแก่ตัวหนึ่ง ไม่ยากที่หนังจะพาคนดูมาถึงอารมณ์หดหู่ในตอนท้ายได้ซีนที่น่ารักน่าจดจำสำหรับผม คือ เย็นวันหนึ่งที่จอห์นเลิกงานกลับมาบ้านที่ฟิลาเดเฟีย ไม่เจอเมียและลูกแต่เจอมาลีย์อยู่ในบ้าน ซึ่งในวันนี้มาลีย์เป็นหมาแก่ที่หูไม่ค่อยได้ยินแล้ว จอห์นพามาลีย์วิ่งเหยาะ ๆ ไปเดินเล่นในทุ่งหญ้าหลังบ้าน จอห์นและมาลีย์ นั่งดูอาทิตย์ตกด้วยกัน ภาพมุมกว้างให้ทิวทัศน์สวยงาม มองเห็นแสงสีทองส่องทุ่งหญ้า จอห์นเปรยขึ้นมากับมาลีย์ ในฐานะเพื่อนรักคนหนึ่ง “นายต้องให้ฉันรู้นะ วันที่นายพร้อมจะไปแล้ว ตกลงนะ”
ผมเชื่อว่า Marley & Me สามารถทำให้คนที่ไม่ได้รักหมา ก็สามารถดูแล้วรู้สึกรักมาลีย์ และทำให้ยิ้มไปกับความซุกซนของมันได้ แต่กับคนที่รักหมาก็เตรียมทิชชู่ไว้แล้วกันครับ ผมเองก็ไม่ได้เสียน้ำตาให้กับหนังฮอลลีวู้ดมานานมากแล้ว
โดยลำพังตัวของมาลีย์แล้วไม่ได้เป็นหมาที่ความพิเศษแต่อย่างใด มันก็แค่เป็นหมาธรรมดา ๆ ตัวหนึ่ง ที่ซน ดื้อ ตามลักษณะสายพันธุ์ของมัน จึงไม่ใช่งานหินสำหรับคนที่รับหน้าที่ฝึกหัดหมาในเรื่องนี้ แต่คนที่เก่งก็คือตัว จอห์น โกรแกน ผู้เขียนเอง ที่ฉลาดในการหยิบยก เรื่องราวในชีวิตประจำวันที่น่าจะเกิดขึ้นได้กับหลาย ๆ ครอบครัวของคนอเมริกันมาเล่าเรื่องได้อย่างสนุกน่าติดตาม จอห์นเล่าเรื่องเหมือนไดอารี่ของตัวเองในช่วงเวลาประมาณ 15 ปี จากนักข่าวอาชีพตำแหน่งเล็ก ๆ ในนสพ.ท้องถิ่น กลายมาเป็นนักเขียนคอลัมน์ชื่อดังที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตครอบครัวและอาชีพการงาน ก็เพราะการที่ได้มาลีย์มาเป็นสมาชิกครอบครัว โดยที่ตัวมันเองก็หารู้ไม่ว่ามันมีผลกับความรุ่งโรจน์ต่อครอบครัวนี้ขนาดไหน นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้มาลีย์จะสร้างความวุ่นวายในบ้าน หรือความเสียหายให้กับข้าวของเครื่องใช้ขนาดไหน ครอบครัว โกรแกน ก็ขาดมันไปไม่ได้
ไม่เพียงแต่จอห์นและเจนนิเฟอร์เท่านั้นที่รู้สึกผูกพันกับมาลีย์ ลูก ๆ ทั้งสาม ที่เราเห็นเรื่องราวของพวกเขาตั้งแต่วันแรกเกิด จนตอนจบที่แพทริค น่าจะอายุสักสิบขวบได้ ต่างก็รักและรู้สึกว่ามาลีย์เป็นพี่น้องกับพวกเขา หลาย ๆ ฉากที่เราได้เห็นมาลีย์วิ่งเล่นกับเด็ก ๆ ทั้งสาม ก็เป็นภาพชีวิตธรรมดาที่ดูน่ารักแล้วทำให้อดยิ้มไม่ได้ ไม่แปลกที่เมื่อหนังดำเนินมาถึงซีนท้าย ตอนที่ คอนเนอร์ เรียกแทนตัวเองกับมาลีย์ว่า “จากน้องของนาย” ก็ทำเอาบ่อน้ำตาแตกได้
ทั้ง โอเวน วิลสัน และ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ถือว่าโชคดีที่ได้รับการคัดเลือกให้มารับบทนำในเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่นผ่านไปได้ง่าย ๆ ไม่มีซีนยาก ๆ สำหรับทั้งคู่ แต่กลับเป็นหนังร้อยล้านในเครดิตตัวเอง โดยเฉพาะเจนนิเฟอร์ที่ไม่มีหนังทำเงินมาตั้งแต่ The Break-up ปี 2006 เจนนิเฟอร์ ในเรื่องนี้เธอปาเข้าไป 39 แล้ว แต่ก็ยังดูสวยอยู่มาก
David Frankel ผู้กำกับฯ เคยฝากผลงานที่น่าจดจำมาแล้วกับ Devil Wears Prada มาเรื่องนี้แฟรงเคลก็ตอกย้ำความสำเร็จได้อีกครั้ง Marley & Me กลายเป็นหนังที่สร้างความประทับใจครั้งใหญ่ให้กับคนดูชาวอเมริกัน เรื่องหน้า แฟรงเคล น่าจะเป็นผู้กำกับที่เอาชื่อมาเป็นจุดขายหนังได้แล้ว
ผมไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้เลยตัดสินไม่ได้กับการที่ผลลัพธ์ของ Marley & Me กลายเป็นหนังฮิตได้นี้เป็นเพราะ Frankel เก่งที่ถ่ายทอดอารมณ์จากตัวหนังสือออกมาได้ดี หรือว่าแฟรงเคล สามารถบวกเพิ่มอารมณ์ได้นอกเหนือกว่าอารมณ์ที่ได้รับจากตอนอ่านหนังสือกันแน่ คงต้องรอคุยกับคนที่ได้อ่านหนังสือ
ขณะอ่านเครดิตหนังตอนต้นเรื่อง ผมเห็นชื่อของ Haley Bennett ดาราสาวที่ผมประทับใจเธอจากบท นักร้องซูเปอร์สตาร์ ในเรื่อง Music And Lyric
Haley น่ารักแต่ไม่ดังเลย ดีใจที่จะได้เห็นเธอในหนังอีก แต่ก็น่าผิดหวังเพราะบทที่เธอเล่นแทบไม่มีบทบาทเลย โผล่มาบนจอไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำแถมไม่น่ารักเหมือนเดิมด้วย
ดู Marley & Me แล้วทำให้ย้อนมองเปรียบเทียบวัฒนธรรมการเลี้ยงหมาของบ้านเรากับ อเมริกัน น่าแปลกที่คนไทยเราให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับหมาได้เหมือนครอบครัวอเมริกัน คนไทยเราเลี้ยงหมานอกบ้าน แต่คนอเมริกันเลี้ยงหมาในบ้าน ปล่อยให้หมานอนเล่นกับลูก ๆ ตัวเอง คนอเมริกันให้ความสำคัญกับการจูงหมาเดินเล่น ถึงกับมีอาชีพรับจูงหมาเดินเล่นได้ แต่ยากที่จะเห็นคนไทยจูงหมาเดินเล่น ที่น่าทึ่งก็คือมีฉากหนึ่งที่ จอห์น และ เจนนิเฟอร์ ตัดสินใจไปพักผ่อนกันหลายวัน ทั้งคู่จ้างพี่เลี้ยงมานอนค้างเพื่ออยู่ดูแลมาลีย์เป็นคนไทยคงแค่ฝากข้างบ้านมาเทอาหารให้แค่นั้นแหละ ในเรื่องได้เห็นมาลีย์เลียหน้าเลียปากจอห์น เฉย ๆ แต่คนไทยจะรู้สึกรังเกียจสกปรกถ้าให้หมาเลียหน้า ถึงมี พังเพยว่า “เล่นกับหมา หมาเลียปาก”
ถ้าใครรักหมา ชอบดูหนังหมา ในอารมณ์ใกล้เคียงแบบนี้ แนะนำอีกสองเรื่องครับเป็นหนังญี่ปุ่นทั้งคู่ คือ Quill (2004) ชื่อไทย โฮ่ง ฮับ หมาลาบาร์ดอร์เหมือนกัน เรื่องนี้เศร้ามาก ร้องไห้ตายเลย และ A Tales Of Mari เพื่อนซื่อ ชื่อมาริ หนังที่สร้างจากเรื่องจริง หนังปีที่แล้วประทับใจเช่นกันครับ ·

[...] กาลครั้งหนึ่งฯ : [THEJUI] Marley & Me มองชีวิตหมาผ่านคน มองชีวิตคนผ่านหมา [...]