ก้าวฯที่ ๓๓

15 06 2009

.

ก้าวฯที่ ๓๓

ก้าวฯที่ ๓๓

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

 

issue-33-design-01 issue-33-design-02 issue-33-design-03

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





กินไปเถอะน้ำพริกถ้วยเดียวเดี๋ยวก็หมด

15 06 2009

.

เรื่องจากปก โดย กีรติ

กินไปเถอะน้ำพริกถ้วยเดียวเดี๋ยวก็หมด

.

.

แหม…เสียดายรสชาติแย่ ถ้าจะต้องทิ้งน้ำพริกอร่อยเด็ดถ้วยเล็กๆลงคลองไป อย่างคำพังเพยที่ว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่อย่าบอกนะว่ามีคนบ๊องทำแบบนั้นจริงๆ

ถ้าจะถามหาความหมายของคำพังเพยประชดๆ บทนี้ก็จะต้องขอบอกว่า แลกไม่คุ้มกัน ทำของดีที่มีน้อยให้ด้อยค่าโดยไม่รู้จักประมาณ ถ้าใครจะเถียงหรือจะอธิบายเพิ่มก็คงไม่พ้นไปจากที่กล่าวมานั้นหรอก เอาเป็นว่า ผลของมันคือได้ไม่คุ้มเสีย

ตัวอย่างก็มีให้เห็น และเชื่อว่าประสบการณ์โดยตรงส่วนตัวของใครๆกันบ้าง อยู่ที่ว่าใครจะทำความเข้าใจ และรู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ที่จะทำ

การหยิบเอาเรื่องของน้ำพริก และ แม่น้ำ เข้ามาเปรียบเปรยนี้ ผู้เขียนเข้าใจว่า นี่เป็นเรื่องที่ทำให้มองเห็นภาพชัดเจน แม่น้ำสายไหนจะกลายเป็นน้ำพริกได้ ตำอย่างไรก็ไม่พอ สู้เก็บไว้กินให้รสชาติมันเข้มข้นท่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ

แล้วถ้าจะกล่าวว่า เทน้ำฝนลงน้ำครำ บ้างล่ะ จะรู้สึกอย่างไรบ้าง ความหมายต่างกันเพียงนิดหน่อย แต่สุดท้ายมันก็แปลว่า ทำของดีให้เสื่อมค่าลงเช่นเดิม

อย่าเชียวที่จะทำแบบนั้น เพราะนอกจากจะไม่ได้อะไรสักอย่างแล้ว เราอาจต้องมานั่งนึกเสียดายก็ได้ คิดในอีกมุมหนึ่งของการเจือจุนคนอื่นๆ ด้วยวิธีการทำของน้อยให้ทั่วถึง เช่น มีเงินหนึ่งร้อยบาทแบ่งให้คนหนึ่งร้อยคน ก็จะได้คนละหนึ่งบาท แต่ถ้าจะให้มีปริมาณมากๆอย่างแบ่งให้คนสองร้อยคน แต่ละคนก็จะได้รับส่วนแบ่งคนละห้าสิบสตางค์ และแต่ละคนก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้จากการแบ่งปันนั้นไปทำประโยชน์อะไรได้ นอกเสียจากเป็นเงินขวัญถุง (?) เท่านั้น

ความจำเป็นบางอย่าง และข้อกำหนดของธรรมชาติก็สอนให้รู้ว่า ที่อยู่ของของแต่ละสิ่ง อยู่ที่บริเวณของมัน ไม่ใช่ภาชนะอะไรก็ได้ที่จะบรรจุของได้ทุกสิ่ง

เพราะฉะนั้นกินไปเถอะน้ำพริกถ้วยเดียวเดี๋ยวก็หมด แค่เพียงแบ่งปันเท่าที่พอจะแบ่งได้ในวงล้อมของมิตรก็พอแล้ว จริงไหม ·

         

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





ตอนที่ ๗ : ผู้คนจับปลาบนต้นไม้

15 06 2009

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอนที่ ๗ : ผู้คนจับปลาบนต้นไม้

.

.
อัสดงกาล เมฆน้อยหยอกเย้าสายลม บุรุษหนุ่มเกี้ยวพาราสี   ดรุณีแรกรุ่นกรีดกรายร่ายระเริง  บรรยากาศขณะนั้นชวนหลงใหลจนคิดหายตัวมลายตนจากโลกีย์วิสัย สหายใต้หล้านั่งผ่อนลมหายใจซึมเซา ซินแสเกากลับมีสายตาเหม่อลอย เถ้าแก่หลงพลันหดหู่ไปตามกัน ไฉนพวกมันทั้งสามกลับมีอาการเช่นนี้

เบื้องนอกโรงเตี๊ยมกลับแตกต่าง ด้วยเพราะมีเสียงคึกคักของฝูงชน ในมวลหมู่ผู้คนนั้น ปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งย่างก้าวแต่ละครั้งสง่างามกรุยกรายชวนมอง  ในมือ ถือพัดจีบโบยสะบัดไปมาอย่างผ่อนคลาย คนทำการค้าพบเจอคนผู้นั้นเดินผ่านมา มิกล่าวทักทาย

"บัณฑิตธนูทอง วันนี้ท่านเมามายอีกแล้วกระมัง"

เสียงพ่อค้าขายบะหมี่ร้องทัก เป็นถ้วย(ถ้อย)ความสามัญที่ใช้กันประจำ บัณฑิตธนูทองเมื่อเว้นว่างจากการงานมักหมดเวลาไปกับสุรานารี ดำเนินวิถีอย่างคนสามัญ หากแต่ชนชั้นบัณฑิตกลับเรียกมันว่า หานหลินเฟิง(บัณฑิตไม่เอาถ่าน)

ด้วยเพราะมันกลับไม่เอาธุระอันใดกับสมาคมบัณฑิตของทางการ ฉายาเช่นนี้มันกลับสมใจยิ่ง ด้วยเพราะทำให้ระลึกเสมอว่า การศึกษาไม่อาจจบสิ้น ด้วยเพราะมันคือบัณฑิตที่ไม่เอาถ่าน

Read the rest of this entry »





การเดินทางในบางเช้า

15 06 2009

ไป Blog ของ กวิสรา

.

การเดินทางในบางเช้า

.

พอลอดผ่านม่านเขียวเหลือเสี้ยวแดด

ทองกวาวแสดบานแต่งลมแล้งหนาว

ที่ระยับจับหญ้าเป็นป่าดาว

คือน้ำค้างพริบพราวจากหยดเย็น

.

ทุกวันตื่นทอดน่องท่องตะวัน

พบลมสั่นน้ำค้างพร่างลงเล่น

พบใบไม้ไหวพลิ้วริ้วโอนเอน

พบแดดเต้นวูบวับกับเสียงนก

.

ไกลเท่าไรกว่าเราจะพบรัก

ช่างไกลนักกับวันระเหินระหก

จากเช้างามยามนี้ที่เพ้อพก

อาทิตย์ตกยังว่างเปล่าเราคอยใคร

.

หนทางอาบแสงเดือนห่มแสงวัน

ณ ที่นี่ที่นั่นก็ไปได้

ไปสู่แดนแสนหวานบานดอกไม้

สู่เวิ้งไกลข้ามฟากมหรรณพ

.

.

แต่ไม่เคยไปถึงซึ่งความรัก

พบแต่ความแตกหักและจุดจบ

ไกลเท่านั้นฝันใฝ่ไปค้นพบ

ใกล้เท่านี้น้ำตากลบไปทุกเช้า

.

เศร้าที่สุดเพียงเพราะไม่พบรัก

เช้างามจักอ้างว้างจนแสนเศร้า

เดินเก็บดอกไม้ร่วงมาแนบเนา

พรุ่งนี้เล่า… จะใฝ่ใดในชีวิต

.

กวิสรา

 

issue-33-design-01





สูญ ศูนย์

15 06 2009

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

สูญ ศูนย์

.

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

000000000000000000000000000000000000000000000000000000

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์ สูญ ศูนย์

000000000000000000000000000000000000000000000000000000

สูญค่า ไร้ค่า สูญสลาย หายไป = ศูนย์

พยายาม พัฒนา หล่อเลี้ยง เกื้อกูล = สูญ

คิดการใหญ่ ลงทุน ไร้คนอุดหนุน เกินตัว ไม่มองการณ์ไกล = สูญสลาย = ศูนย์

 

.

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





ปัจเจกวี : ซากเน่าของความรักและรอยประทับบนผืนทราย

15 06 2009

ปลิวไปตาม 'รมณ์  -  ปรัชญา พงษ์พานิช

ปัจเจกวี : ซากเน่าของความรักและรอยประทับบนผืนทราย

.

 

ฟองคลื่นซัดซ่า

แนบซบหาดทรายโค้ง

ลมทะเลโหมแรง

พัดสนไหวเอน

ซากเน่าของแมงกะพรุน

เกยฝั่งมาชั่วนาตาปี

ตรงรอยเท้าบนผืนทรายของเราทั้งสอง

.

เธอเห็นไหม…

รอยเท้าของเรา

หันหน้าสบตากัน

ส่งยิ้มละไมหวานซึ้ง

แล้วรอยเท้าของฉัน

ดูสิ…เธอเห็นไหม

รอยเท้าของฉัน

กำลังโน้มใกล้

รอยเท้าของเธอ-

รอยเท้าของเธอเอียงอาย

แต่ไม่มีท่าทีปฏิเสธ

รสสัมผัสจากจุมพิต

จุมพิตจากรอยเท้าของฉัน

.

เธอเห็นไหม…

รอยประทับบนผืนทราย

ข้างซากเน่าของแมงกะพรุน

เราเคยดื่มกินความรัก

จากกันและกัน

จนผอมซีด แห้งโรย

วิญญาณแห่งรักกำลังหลุดลอย

.

แล้วรอยเท้าของเธอ

เธอเห็นไหม…

รอยเท้าของเธอกำลังหันหลังกลับ

และย่ำเดิน ทิ้งรอยประทับ

ห่างไกลออกไป

ห่างไกลออกไป ทุกขณะฯ

.

และเธอเห็นไหม…

รอยเท้าของฉันบนผืนทราย

ยังคงประทับแนบแน่น

อยู่บนผืนทรายแห่งนี้

ในอาณาบริเวณแห่งรักของเราสอง

และกลิ่นอบอวลของซากเน่า

ซากเน่าของแมงกะพรุน

.

ฟองคลื่นซัดซ่า

ลมทะเลโหม

พาวิญญาณแห่งรักฉัน

ปลิดปลิว ล่องลอย…

.

ลมทะเลโหมพัด

พาวิญญาณแห่งรักฉัน

ปลิดปลิว ล่องลอย

ตามไป

ตามไป…

ตามรอยประทับของเธอไป

ตราบนิรันดร์.

.

วิปลาสนาการ

๘ พฤษา ๒๕๕๒

 

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





Life Sauce

15 06 2009

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

Life Sauce

.

เขียนที่เก้าอี้ม้าหินภายใต้ร่มเงาต้นมะม่วงใหญ่…

.

สวัสดีจ้ะน้องหนู

น้องหนูชอบภาพในโปสการ์ดที่พี่ส่งมาให้ไหมจ๊ะ ภาพนี้เป็นภาพปราสาทที่มีชื่อว่า “ นอยชวานชไตน์ ” (Schloß Neuschwanstein) ซึ่งอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันจ้ะ ปราสาทนี้มีความสวยงามราวเทพนิยาย เนื่องจากผู้ออกแบบตกแต่งเป็นนักสร้างฉากละครผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งมีชื่อว่า “ คริสเตียน แยงค์ (Christian Jank) ” แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทคือ “ กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ” แห่งแคว้นบาวาเรีย (ในช่วง ค.ศ. 1845-86 ) ทรงมิได้เห็นปราสาทหลังงามหลังนี้เมื่อเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตเนื่องจากจมน้ำ พร้อมกับแพทย์ประจำพระองค์ ในวันหนึ่งภายหลังจากทรงเสด็จพระราชดำเนินตรวจดูการก่อสร้าง

.

น้องหนูคิดเหมือนกับพี่ไหมจ๊ะว่า ความฝันนั้นกว่าที่จะก่อร่างสร้างตัวให้เป็นรูปเป็นร่างที่จับต้องได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก และชั่วชีวิตหนึ่งของคนเราก็แสนสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับอายุของจักรวาล ดังนั้นในระหว่างเส้นทางไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความฝัน จึงไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่ว่างเปล่า ที่เพียงแต่ปล่อยให้จินตนาการความฝันระเหยฟุ้งไปในอากาศ หากแต่เราควรเก็บเกี่ยวความหอมหวานและความสุขในจินตภาพฟุ้งฝันเหล่านั้น ให้เป็นพลังแก่หัวใจ ให้เป็นกำลังแก่ร่างกาย เพื่อถ่ายทอดมันลงไปได้อย่างเต็มที่ในขณะที่ลงมือก่อร่างสร้างฝัน…

น้องหนูเห็นปราสาทนอยชวานชไตน์แล้ว พอจะมีภาพฝันของสิ่งที่เรียกว่า “ เคหาสน์ในฝัน ” ของน้องหนูบ้างไหมจ๊ะ พี่เชื่อว่าทุกคนอยากมีบ้านไว้อาศัยอยู่ น้องหนูพอจะจินตนาการบ้านในฝันออกไหมจ๊ะ ถ้านึกไม่ออกนอกเหนือไปจากบ้านที่น้องหนูวาดลงในกระดาษสมุด พี่จะบอกให้ว่า บ้านหลังหนึ่งต้องมีคนออกแบบสร้างนะจ๊ะ บ้านของน้องหนูน่าจะเป็นบ้านที่มีบริเวณ มีสนามหญ้าให้น้องหนูได้วิ่งเล่นกับเจ้าด่าง ตัวบ้านก่อด้วยอิฐปูนให้แข็งแรงมั่นคงและทนแดดทนฝน มีห้องนอนขนาดปานกลางตกแต่งสีลูกกวาด มีภาพวาดสีสวยสดใสประดับประดา เตียงนอนหนานุ่มมีผ้าห่มอุ่น มีห้องนั่งเล่นไว้ให้น้องหนูดูทีวี ดูการ์ตูน หรือว่าฟังดนตรีที่ไพเราะ แล้วก็มีห้องหนังสือสำหรับให้น้องหนูเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตามใจต้องการ

.

.

แต่พี่อยากจะบอกว่า… สิ่งหนึ่งที่น้องหนูต้องรู้จักออกแบบเอง นั่นคือความสุขที่จะใส่ไว้ตามห้องต่าง ๆ ของบ้าน และสถานที่ที่น้องหนูจะนั่งทำการออกแบบความสุข ก็คือห้องหัวใจของน้องหนูเอง

แล้วน้องหนูก็ไม่ต้องกังวลอีกว่า บ้านในฝันของน้องหนูจะหน้าตาเป็นอย่างไร หากน้องหนูออกแบบความสุขในหัวใจเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน น้องหนูก็จะรู้สึกอบอุ่นใจและมีความสุขเหมือนอยู่ บ้านในฝัน…

.

.

.

.

แด่…เด็ก ๆ ในสลัมหรือชุมชนแออัดทุกคน

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

เส้นทางอัลไพน์-บาวาเรียสู่ดินแดนแห่งทะเลสาบใหญ่บอเดนซี สู่เกาะพฤกษชาติไมเนา (Mainau) ที่มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ได้ชื่อว่าเป็นเกาะแห่งพฤกษชาติ ที่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยไม้ดอกและไม้เมืองร้อนจำนวนมากตลอดฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อน เพื่อศึกษาและวิจัยพันธุ์ไม้ดอก-ไม้ใบจากทุกภูมิภาค จึงหลากหลายด้วยดอกไม้นานาพรรณ

ยอดเขา “ซุกสปิตเซ่” ที่สูงสุดในเยอรมนี สามารถเดินทางไปได้อย่างสบาย ๆ ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ ไต่เขาและกระเช้าไฟฟ้า เพื่อเดินทางเที่ยวชมทั้งศิลปะโบราณสถาน โบราณวัตถุ กับดอกไม้งามทั้งทิวลิป ฮายาซินต์ ฯลฯ

เมืองฟุสเซ่น (Fussen) เมืองสุดท้ายของเส้นทางสายโรแมนติกของเยอรมนี และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในการสร้างปราสาทของอาณาจักรบาวาเรีย และ “นอยชวานชไตน์” คือปราสาทซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่…สุดทางสายรัก

.

จากสุดทางสายรัก โปสการ์ดใบนี้บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ในมือของฉัน โดยผ่านมาทางมือของว่าที่สถาปนิกสาวอนาคตไกลลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง เห็นโปสการ์ดครั้งแรก ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือ “ ปราสาทนอยชวานชไตน์ ” อันเลื่องชื่อ ฉันนึกถึงภาพจิ๊กซอว์ขนาด 2,000 ชิ้น (1.25 ม. X 1.5 ม.) รูปปราสาทนอยชวานชไตน์ซึ่งแวดล้อมด้วยต้นไม้ใบไม้นานาในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แขวนไว้ที่ผนังด้านหนึ่งในห้องรับแขกของบ้าน ที่ด้านบนเหนือปราสาท จิ๊กซอว์ในส่วนท้องฟ้าชิ้นสุดท้ายได้ขาดหายไป…

ปลายทางแห่งความรักที่อาจเปรียบเสมือนภาพจิ๊กซอว์ ซึ่งรอส่วนเติมเต็มให้สมบูรณ์ของใครหลายต่อหลายคน แต่สำหรับฉัน… ฉันไม่เคยเฝ้ารอชิ้นส่วนสุดท้ายที่อาจตกหล่นหายไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง หากแต่ฉันได้ใช้สีฟ้าระบายส่วนท้องฟ้าที่ขาดหายไปนั้นด้วยตนเอง จนถึงวันนี้มานึกถึงวันที่ไม่เคยนั่งเพ้อฝัน ใฝ่หา ก็เป็นเวลานานมากแล้ว…

แต่…ความจริงโลกนั้นมีเหตุผลในตัวมันเอง เคยได้ยินไหมว่าสสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก มันอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปร่างและพลังงานไป บางที…จิ๊กซอว์ที่หายไปนั้น อาจยังคงมีความน่าจะเป็น ที่จะได้พบเจอกันในวันหนึ่ง…

ทางสายรักนำพาให้ฉันคิดถึง “ ความรัก ” จากหนังสือของนักประพันธ์เยอรมันท่านหนึ่ง Bernhard Schlink ผู้เขียนนวนิยายอันเลื่องชื่อ “ The Letter ” แต่ที่ฉันจะหยิบยกมากล่าวถึงนี้ เป็นอีกเล่มหนึ่งของเขา “ Liebesfluchten หรือ เมื่อรักเดินทาง ” ซึ่งภายในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรัก 7 เรื่อง ภายใต้บรรยากาศอันอึมครึม แตกร้าว และแตกต่างของเยอรมันตะวันออกและตะวันตก

เรื่องสั้นเรื่องแรกมีชื่อว่า “ เด็กหญิงกับกิ้งก่า ” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่มีความผูกพันกับภาพเขียนเด็กหญิงกับกิ้งก่าซึ่งเป็นศิลปะแนวดาดาอิสม์ (พื้นฐานของแนวเซอร์เรียลลิสม์) ซึ่งอยู่ในห้องทำงานของพ่อของเขา ความผูกพันลึกซึ้งมากขึ้นไปจนกลายเป็นความรัก เขาหลงรักเด็กหญิงในภาพเสียจนชีวิตรักในความเป็นจริงต้องลุ่ม ๆ ดอน ๆ ภาพเขียนนี้มีประวัติและความลับมากมายที่เขาได้รู้ในที่สุด และสุดท้ายเขาก็เป็นผู้ตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดกับภาพเขียน เพื่อให้ชีวิตได้ดำเนินต่อไป…

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “ สามีทรยศ ” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งย้ายไปอยู่เบอร์ลิน ผู้แต่งผูกร้อยเรื่องด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์ของคนเยอรมันตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางการเมือง ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ไม่เว้นกระทั่งเรื่องเพศสัมพันธ์

หรือในเรื่อง “ ชายคนหนึ่ง ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ซึ่งได้รับจดหมายรักจากชายแปลกหน้าที่ส่งตรงถึงภรรยาของเขาที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ด้วยความเจ็บปวด ผิดหวัง และเคืองแค้น เขาจึงตอบจดหมายและทำทุกอย่างเพื่อตามหาตัวผู้ชายคนนี้

เรื่องสั้นเรื่อง “ ขริบ ” เป็นเรื่องความหมกมุ่นครุ่นคิดของชายคนหนึ่งเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา เมื่อเขาตกหลุมรักกับสาวยิว การ “ ขริบ ” หรือ “ ไม่ขริบ ” จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ของชีวิตที่เขาต้องตัดสินใจ

.

เรื่อง “ แม่ถั่วหวาน ๆ ” ตัวละครนั้นประสบความสำเร็จในอาชีพในชีวิตอย่างน่าอิจฉา แต่เขาก็ยังไม่พึงพอใจกับชีวิตตัวเองเท่าไร จึงละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อจาริกแสวงหาคำตอบบางอย่าง แต่ยังไม่ทันได้ค้นพบเท่าไรนัก ก็บังเอิญประสบอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝันและไม่น่าเชื่อว่า นั่นเองที่ทำให้เขาตระหนักรู้ได้ในทันที ว่าความหมายของชีวิตทั้งมวลที่เขาต้องการอยากรู้อยากได้นั้นมันคืออะไร

.

.

.

อ่านจบแล้วสิ่งหนึ่งที่ฉันได้คิดจากเรื่องนี้ก็คือ บางที…คนเรานั้นต้องกล้าที่จะรัก โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่จะได้พบเจอ ณ ขณะรักนั้นจะเป็นเช่นไร จะสุข ทุกข์ เศร้า ผิดหวัง บอบช้ำ ฯลฯ สักเพียงไหน หากเรารู้จักอดทน และคิดวิเคราะห์ให้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว รอยทางและความหลังเหล่านั้น จะทำให้เราสามารถมุ่งไปให้รู้จักถึง…ความรักที่แท้ ได้ด้วยตนเอง…

.

และในท้ายที่สุดแล้วส่วนผสมของรสชาติความรักที่ได้ร่วมกันปรุงแต่งนั้น จะเป็นดังซอสความรักที่มีรสชาติเข้มข้น หรือว่าเจือจางไปด้วยวัตถุประกอบอื่น ๆ ก็คงขึ้นอยู่กับวิถีแห่งคนสองคน…

.

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- http://th.wikipedia.org

- http://www.marketatnation.com/country/germany.html

- หนังสือ “ เมื่อรักเดินทาง ” เขียนโดย… Bernhard Schlink แปลโดย… สมชัย วิพิศมากูล

 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





ย่อหน้า

15 06 2009

โดย ธุลีดิน

ย่อหน้า

เรียบเรียงโดย : ธุลีดิน

จาก : On Writing : Stephen King

แปลโดย : นพดล เวชสวัสดิ์

 

ยกถาดชั้นบนออกจากกล่องเครื่องมือ นั่นคือขุมคำศัพท์ และไวยากรณ์ ถาดชั้นถัดลงมา จะเป็นสไตล์การเขียนซึ่งผมกล่าวถึงไปแล้ว  ก่อนจะผ่านเรื่องกฎเกณฑ์พื้นฐานของรูปแบบและสไตล์การเขียน ผมอยากจะชวนคุณให้หยุดชั่วครู่  เรามาพิจารณาเรื่องย่อหน้า (พารากราฟ) รูปแบบการจัดเรียงกลุ่มประโยคกัน หยิบนิยายลงจากหิ้งสักเล่ม เลือกเรื่องที่คุณยังไม่เคยอ่านก็ได้  (เรื่องที่ผมจะเล่า นำไปใช้กับความเรียงทุกเรื่องได้ แต่ในเมื่อผมเขียนนิยาย  ผมก็จะคิดถึงแต่นิยายที่เป็นรูปเล่มแล้ว) เปิดหนังสือ อ้ากลางเล่ม มองหน้าซ้ายหน้าขวา กวาดตามองโครงสร้างของการจัดหน้าระยะห่างการเว้นบรรทัด ขอบกระดาษ และช่องว่างที่ยังเป็นเนื้อกระดาษสีขาว ส่วนที่ย่อหน้าเริ่มต้นและจบลง

คุณบอกได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นอ่านง่ายหรืออ่านยาก จริงไหม? หนังสืออ่านง่ายจะมีย่อหน้าสั้น ๆ บทสนทนาจะมีเพียงไม่กี่คำ มีช่องว่างเนื้อกระดาษขาวโพลนไปทั้งหน้า ตัวหนังสือโปร่ง มีช่องว่างให้ลมอ่อนพัดโบกโบยไหลผ่าน หนังสืออ่านยากจะประจุด้วยไอเดีย การเล่าเรื่อง และการบรรยาย ลักษณะจะเบียดอัดเป็นก้อน ดำทะมึนอวบอ้วน

ย่อหน้ามีความสำคัญ..รูปโฉมเท่าเทียมกับเนื้อหา เพราะเป็นแผนที่แสดงเจตนา

ในเรียงความ ย่อหน้าจะเป็นระเบียบ อยู่ในรูปลักษณ์เดียวกัน ความเรียงชั้นดีจะเริ่มต้นด้วยประโยคอันเป็นประเด็นหลัก ตามด้วยส่วนขยายที่จะเติมข้อมูลอธิบายรายละเอียดของประเด็นหลักนั้นให้ชัดเจน  แสดงให้เห็นระบบการจัดเรียงความคิดของนักเขียน และยังช่วยบีบความคิดไม่ให้หันเหออกไปจากประเด็นหลัก ในการเขียนเรียงความไม่เป็นทางการ การหักเหหลุดไปจากประเด็นหลัก ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก อาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของพรรณนาโวหารเสียด้วยซ้ำไป แต่ก็จะถือเป็นนิสัยที่ไม่ควรประพฤติ หากคุณจำเป็นต้องเขียนบรรยายความเป็นทางการ  ความนั้นต้องแม่น กระชับ เข้าประเด็น

ในการเขียนนิยาย ย่อหน้าไม่มีโครงสร้างตายตัว ถือว่าเป็นกลองคุมจังหวะยิ่งไปกว่าเสียงลีดกีตาร์  หากคุณอ่านนิยายและเขียนนิยายไปนานวัน  คุณจะพบว่าย่อหน้าก่อตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่คุณต้องการ  ในยามเขียนเรื่อง คุณไม่จำเป็นต้องจงใจเริ่มย่อหน้า และหาทางปิดย่อหน้านั้นลง  ปล่อยให้เรื่องดำเนินไปเองตามธรรมชาติ เขียนรวดเดียวให้จบ ปล่อยให้ลื่นไหลไปตามทำนองของเรื่อง  เมื่อเขียนจบแล้ว ในการอ่านทาน คุณไม่ชอบใจ ก็ค่อยแก้ไขใหม่อีกรอบ  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องมีสำเนาที่สอง

 

(ครั้งหน้าเรามาดูตัวอย่างและมุมมองของ Stephen King –ธุลีดิน)   

 

การเรียนไม่ใช่การอ่านตำราหรือเคล็ดนะครับ การเรียนคือการวิเคราะห์จับหัวใจของงานดีให้ออก แล้วฝึกฝนๆๆ

วินทร์ เลียววาริณ

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๓





Drag Me to Hell

15 06 2009

.

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

Drag Me to Hell

.

Read the rest of this entry »





คำให้การของครกและสากจากบ้านผู้หวังดี

15 06 2009

.

ก้าวต่อก้าว โดย สารากร

คำให้การของครกและสากจากบ้านผู้หวังดี

.

.

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นจากการนั่งสนทนากันในห้องครัวของแม่บ้านใจดีคนหนึ่งกับสารากร ถามนั่นถามนี่หนักเข้า เขาว่าให้เงียบและฟังเสียงโขลกน้ำพริก อยากรู้อะไรคำตอบจะอยู่ในนั้น จึงไม่รอช้าที่จะยิงคำถามเพื่อหาคำตอบที่ว่า เหนื่อยไหมกับการตำน้ำพริก และคุ้มไหมที่จะเอาไปละลายน้ำกันนะคะ

Read the rest of this entry »





เงาฝันของผีเสื้อ

15 06 2009

Book Review โดย (...)

โดย (…)

เงาฝันของผีเสื้อ

shadow

Read the rest of this entry »





ก้าวฯที่ ๓๒

1 06 2009

.

ก้าวฯที่ ๓๒

 ก้าวที่ ๓๒

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





ห้อง

1 06 2009

หลังม่านลมและฝุ่นดิน

ห้อง

 

ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่า ๓๐ ตารางเมตร  มีเพียงดวงโคม ๒๕แรงเทียนฉายแสงอยู่เหนือแป้นพิมพ์ดีดบนโต๊ะ  เสียงเปียโนจากเครื่องเล่นเทปดังแผ่วเบา เรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ให้จินตนาการถึงหาดทรายขาว ท้องทะเลสีคราม และฝอยคลื่นสาดซัดครืนๆ  มันคงดีหากว่าห้วงยามนี้ฉันกำลังนั่งอยู่ ณ ที่นั้น  ว่างเปล่าไร้ผู้คน  บนฟากฟ้าอาจมีเพียงดวงดาวระยิบระยับ  หรือไม่ก็เป็นดวงเดือนเพียงเสี้ยว มันคงดีกว่านั่งอุดอู้อยู่ในห้องนี้แล้วหลับตาฝัน…ท้องทะเลเบื้องหน้าดำมืดแลดูลึกลับซับซ้อนในความไกลห่างออกไป  ที่นั้นล้วนมีคำถามและคำตอบ สุดแท้แต่ว่าจะกล้าล่วงเข้าสู่ความมืดมนนั้นไหม

เบื้องหน้ามีเพียงแสงจากดวงโคม  ถัดไปเป็นชั้นหนังสือที่เห็นเพียงเส้นขอบ แล้วเป็นเตียงนอนว่างเปล่า คลุมไว้ด้วยผ้าห่มเรียบตึง รอคอยเจ้าของกลับมาโน้มตัวลงนอน  นอกนั้นไม่มีอะไรอีก ใช่ว่าความมืดจะปกคลุม แต่มันไม่มีสิ่งใดอีกต่างหาก, เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งเล็ดลอดจากระเบียงเข้ามาเป็นระยะ ๆ   มาพร้อมกับสายลมเย็นชื้น สัญญาณแห่งธรรมชาติเตือนว่าอาจมีฝนก็เพียงอาจมี เอาเข้าจริงอาจไม่มี  เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยไป

มีสิ่งมีชิวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียวคือฉัน  ไม่บ่อยนักที่จะเป็นเช่นนี้  นึกอยากมีมนตร์วิเศษยืดขยายเวลาเช่นนี้ออกไป  ความอิสระเคยมีแล้วโบยบินจากนับแต่วันที่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน  ใคร ๆ ว่ามันคือการสละโสด  ความโสดของหนุ่มสาวคืออะไร? หากไม่ใช่ความเสรี  บางคนสละมันไปจนหมดแล้วนำเอาความผูกพันมาผูกมัด  เป็นข้อตกลง  เป็นพันธะสัญญา  เป็นการยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย  สำหรับฉันยังคงเก็บมันไว้  สำหรับวันเวลาหนึ่งที่ฉันคิดว่าควรจะได้อิสระเสรีบ้างเหมือนวันนี้

เอาเข้าจริงเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงจากดวงโคมฉายแสงส่องนำอยู่เหนือแป้นพิมพ์ ทำให้ฉันเพ่งมองแผ่นกระดาษเปล่าบนแท่น สลับมองเลยไปยังเบื้องหน้า  เตียงนอนเรียบตึงนั้นว่างเปล่า  เสียงเปียโนดีดกล่อมเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ  แม้อยากจะคิดฝันถึงหาดทรายท้องทะเล กลับคิดไปถึงเจ้าของเตียงนั้น, วันหนึ่งเมื่อก้าวพ้นเลยวัยหนุ่มสาว ฉันอาจมีความเป็นอยู่เช่นในขณะนี้  เธอจะลาจากฉันไปชั่วนิรันดร์  เมื่อนั้นฉันคงไม่คิดถึงความเสรี  ความมีอิสระ  ความมีเสรีภาพ  ฉันคงคิดนึกได้แต่เพียงวันวานที่ผ่านพ้นมา  มีเรื่องอะไรบ้างที่เราร่วมกระทำด้วยกันในพื้นที่แห่งนี้  ในพื้นที่แห่งชีวิตของเรา

คิดแล้วบังเกิดความเหงา  แม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีสิ่งใดจีรัง  ทั้งชีวิตและภาพความคิดนั้นเกิดมาเพียงชั่วครู่ มีเพียงความรู้สึกนึกคิดในปัจจุบันขณะเท่านั้นเองที่จะส่งต่อไปยังวันข้างหน้า, หรืออิสระแท้จริงอาจไม่มีหากคิดถึงแต่ตัวตน  หากอิสระหมายถึงการหลุดพ้นอะไรบางอย่าง แม้ค่ำคืนนี้ฉันว่ามีอิสระมากเพียงใดก็ยิ่งน่าจะเป็นการจองจำตัวตนมากเท่านั้น

ตัวโน้ตสุดท้ายของเปียโนเลือนหายไปเหลือไว้แต่เสียงครืนครางของลูกยางสัมผัสเนื้อเทป  เสียงกึกเมื่อสุดความยาวของเทปด้านหนึ่ง  เหมือนจะเห็นเงาเจ้าของเตียงอยู่บนนั้น  แล้วลุกเดินเข้ามาโอบเบื้องหลัง  สองมือบีบคลึงนวดต้นคอและไหล่  เหมือนที่เธอมักชอบทำเมื่อเห็นฉันนั่งจมจ่อมหน้าเครื่องพิมพ์ · 

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๒





ของใครของมัน “กรอบของฉัน กรอบของเธอ”

1 06 2009

เรื่องจากปก โดย กีรติ

ของใครของมัน “กรอบของฉัน กรอบของเธอ”

 

 

ถ้าหากว่าคนเราเดินหันหน้าไปทางเดียวกันหมด คุณคิดว่าจะมีใครมองเห็นคุณไหมวิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง เคยให้สัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจในการทำงานจนเขาได้รับรางวัลศิลปาธร ประจำปี ๒๕๔๙ สาขาภาพยนตร์  ถึงมุมมองตรงนี้ ทำให้นึกย้อนไปว่ากระแสการสร้างคนเก่งและคนเด่นนั้นมาจากการเดินนอกกรอบและการแหกคอกใช่หรือเปล่า

ทุกอย่างมันต้องแลก ศิลปินอาวุโสคนหนึ่ง เคยกล่าวอย่างนุ่มนวลภายหลังที่ความสำเร็จที่มีมาตลอดชีวิตกัดกร่อนตัวตนของเขาให้พบเพียงความโดดเดี่ยว ซึ่งเขาเองก็เคยมีวิถีชีวิตที่เรียกว่า นอกคอก จนต้องออกจากอาชีพอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสู่พื้นที่ของตนเองในชนบท แต่ความคิดแบบนี้น้อยคนที่จะสามารถทำให้ประจักษ์ บางคนล้มเลิกกลางทาง และบางคนก็สิ้นลมก่อนที่จะได้มองเห็นดอกผลที่งอกงามจากการสร้างสรรค์ของตน แต่เชื่ออยู่อย่างว่า กว่าจะสำเร็จได้พวกเขาต่างได้รับหอกหนามทิ่มแทงแน่ๆ และนี่คือสิ่งที่ต้องแลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากที่ทั้งสองคำกล่าวมานั้น สะท้อนมุมมองของการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ การที่จะยืนเด่นต้องต่าง และความต่างนี้อาจโดดเดี่ยว คำว่านอกคอกที่กล่าวกันนี้ไม่ได้หมายถึงกรอบที่พ้นจากจริยธรรมอันดี แต่หมายถึงกรอบของความคิดอันจำเจ

การที่ใครคนหนึ่งจะมีแนวความคิดในการใช้ชีวิตผิดแผกไปจากยุคสมัยนั้น ถือว่าเป็นความท้าทายที่ส่งผลแรงมากหากใครคนนั้นประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในบั้นปลาย แต่ใครกันจะได้เป็นคนๆนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราพบว่าหลายต่อหลายชีวิตมีบันไดของความสำเร็จที่คล้ายคลึงกัน การเรียนในระดับสูง ในสายที่ทำเงินได้ดี การมีอาชีพที่รายได้งาม การมีครอบครัวที่อบอุ่น ละใครที่จะทำทุกอย่างได้ครบครันเช่นนั้น

ความจำเจที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับเป็นมาตรฐานแห่งวิถีที่ถูกต้อง ไม่เพียงเท่านั้น เวลายังได้สถาปนาสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้องนั้นเป็นกฎของสังคมไปแล้ว เช่นการเรียนจบปริญญา การทำงานในองค์กรที่มั่นคง และความมั่งคั่งในชีวิต แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ที่สามารถทำให้ความสุขเกิดขึ้นได้โดยปราศจากโภคทรัพย์เหล่านั้น

แนวแถวที่กลายเป็นกรอบของชีวิตถูกสร้างขึ้นมาโดยคนที่เดินไปก่อนหน้า และชักพาให้คนที่เดินตามหลังมานั้นไม่กล้าออกจากลู่สู่ความสำเร็จ เพราะไม่มั่นใจว่า แนวทางอื่นจะไปถึงจุดหมายแห่งความสำเร็จเช่นกัน แต่จะมีคนบางคนที่คิดต่าง และแหวกทางเดินของตนเอง จนกลายเป็นแบบอย่างของการคิดต่าง แหกคอก และนอกกรอบ ซึ่งไม่กี่คนที่คิดจะทำเช่นกัน และเคยมีคนกล่าวว่า การหลุดจากกรอบอาจหมายถึงการเปลี่ยนกรอบเท่านั้น

ไม่มีกรอบอะไรให้แหก ให้หนี ถ้าในตัวตนยังยึดติดกับอะไรบางอย่าง และนั้นคือกรอบที่มองไม่เห็นของคนเรา กรอบของฉัน กรอบของเธอ•

สารบัญ ก้าวฯที่ ๓๒








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.