
โดย ธุลีดิน
คำวิเศษณ์
จาก : Stephen King : On Writing
คำแนะนำอีกข้อที่ผมใคร่จะฝากไว้ให้คุณเตือนใจก็คือ วิเศษณ์ไม่ใช่เพื่อนของคุณ
วิเศษณ์ (adverb) ดังที่เราทราบกันมาแล้วจากภาษาอังกฤษพื้นฐานจะเป็นคำที่ใช้ขยายกริยา คุณศัพท์ (adjective) หรือวิเศษณ์ด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคำที่ลงท้ายด้วย -ly เหมือนเช่น passive voice วิเศษณ์จะนำมาใช้โดยยึดผู้อ่านบื้อใบ้เป็นหลัก การใช้ passive voice เพราะผู้เขียนเกรงไปว่าข้อเขียนจะไม่ขลังพอ ไม่น่าเชื่อถือ เป็นเพียงเสียงของเด็กอนุบาลตัวเล็ก ๆ ที่น่าเอ็นดู การใช้วิเศษณ์ ก็เพราะนักเขียนไม่แน่ใจว่าตนเองจะสื่อความหมายได้ชัดเจนพอแล้ว ไม่แน่ใจว่า ส่งความหมายแท้จริงไปถึงผู้อ่านได้ครบถ้วนตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ลองดูประโยค He closed the door firmly. ประโยคไม่ผิดนะครับ (อย่างน้อยที่แสดงกริยาตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมวนรอบโลก) คุณควรจะถามตัวเองว่า firmly จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นหรือไม่ คุณอาจจะเถียงว่า การเติมวิเศษณ์เข้ามา เพราะเป็นการสื่อความหมายระหว่างกลางของ He closed the door. กับ He slammed the door. คุณจะไม่ได้ยินเสียงโต้แย้ง หลุดจากปากผมเป็นแน่ แต่ทว่า บริบทไม่นำมาพิจารณาด้วยหรือ? เนื้อหาก่อนหน้านี้มีอะไรสื่อแสดงให้เห็นลักษณะหรือสภาพอารมณ์บ้าง? เนื้อถ้อยที่มาก่อน He closed the door firmly. หากถ้อยก่อนหน้านี้ บ่งบอกอารมณ์ของเขาไว้ชัดเจนแล้ว คำว่า firmly ไม่ใช่คำกล่าวซ้ำหรือไร? ซ้ำซาก สมควรตัดทิ้งไป
ใครสักคนในเงามืด กล่าวหาผมว่าบรรยายน่าเบื่อ คุณภาพจัดอยู่ในระดับกล้ามเนื้อหูรูดบั้นท้าย ผมขอปฏิเสธ ผมเชื่อมั่นว่า เส้นทางทอดสู่นรกปูลาดด้วยวิเศษณ์ จะให้ผมตะโกนป่าวประกาศบนดาดฟ้าก็ยังได้ กล่าวได้อีกทางว่า วิเศษณ์ก็ไม่ต่างไปจากแดนดีไลอ้อน ดอกเหลืองสยายกลีบประดับสนามหญ้าเขียวขจี สวยงามโดดเด่น แต่ถ้าคุณไม่ขุดรากถอนโคนให้สิ้น วันถัดมา คุณจะได้เห็นห้าดอก ทิ้งไว้อีกวันกลายเป็นห้าสิบ ก่อนที่คุณจะทันได้ตั้งตัว แดนดีไลอ้อนแพร่เต็มสนามหญ้า กลายเป็นวัชพืชบาดตาไปเสียฉิบ พี่เอ๋ยน้องเอ๋ย สนามหญ้าของท่านถูกปกคลุมด้วยแดนดีไลอ้อน totally, completely และ profligately.
เอาเถิด ผมขอเข้าข้างวิเศษณ์บ้าง ก็พอจะกัดฟันทำได้ ผมขอเสนอข้อยกเว้นให้การใช้วิเศษณ์ ขอให้จำกัดไว้เพียงแค่บทสนทนา (จะได้ไหม?) ใช้ให้น้อยที่สุดนะครับ เลี่ยงได้ก็ขอให้เลี่ยง หากจำเป็นจะต้องใช้ ก็ขอให้สอบทานตนเองอีกรอบว่า คุณทราบว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ลองอ่านสามประโยคต่อไปนี้
‘Put it down!’ she shouted.
‘Give it back,’ he pleaded, ‘it’s mine.’
‘Don’t be such a fool, Jekyll,’ Utterson said.
สามประโยคข้างต้น shouted, pleaded และ said เป็นกริยาในบทสนทนา คราวนี้มาดู การเจือวิเศษณ์เข้าไปบ้าง
‘Put it down!’ she shouted menacingly.
‘Give it back,’ he pleaded abjectly, ‘it’s mine.’
‘Don’t be such a fool, Jekyll,’ Utterson said contemptuously.
สามประโยคชุดหลังอ่อนปวกเปียกกว่าชุดแรก ผู้อ่านส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ในทันที หากจะให้เลือก ประโยคท้ายสุด ‘Don’t be such a fool, Jekyll,’ Utterson said contempuously. พอจะสอบผ่าน แต่ก็เป็นคำซ้ำซาก ในขณะที่สองประโยคแรก พิลึกพิลั่น ชวนให้ขบขัน ประโยคนิยมเติมวิเศษณ์เช่นนี้ เตือนให้นึกถึงสไตล์ ‘สวิฟตี‘ ขนานนามตาม ทอม สวิฟต์ ตัวเอกในนิยายสำหรับเด็กชายของ วิกเตอร์ แอปเปิลตัน II ผู้โปรดปรานการหว่านพรมวิเศษณ์เข้าไปต่อท้ายขยายคำกริยา เช่น ‘Do your worst!’ Tom cried bravely. และ ‘My father helped with the equations,’ Tom cried bravely. และ ‘My father helped with the equations,’ Tom said modestly
ยามที่คุณจะจรดปากกาเติมวิเศษณ์เข้าไปในบทสนทนา หากไม่นึกถึงแดนดีไลอ้อนเต็มสนามหญ้า ก็ขอให้ถามตัวเองซ้ำสองว่า คุณต้องการให้นิยายของคุณกลายเป็นเกมเติมวิเศษณ์เข้าท่าลงในช่องว่างหรือไร?
นักเขียนบางคนหลบกฎหลีกห่างวิเศษณ์ โดยเลือกสรรกริยาสเตียรอยด์มาใช้แทน ผลที่ได้รับก็หวือหวา ดุดัน ไม่ต่างไปจากการอ่านนิยายเล่มละสิบสตางค์เช่น
‘Put down the gun, Utterson!’ Jekyll grated
‘Never stop kissing me!’ Shayna gasped
‘You damned tease!’ Bill jerked out.
ได้โปรดเถิด อย่าดุดันร้อนแรงหื่นเหี้ยมถึงระดับนี้เลย..ได้โปรด
วิธีที่ดีที่สุดในบทสนทนา ใช้เพียงแค่ he said, she said, Bill said, Monica said ก็พอเพียงแล้ว บอกผู้อ่านให้ทราบว่าใครเป็นผู้พูดประโยคนี้ ผมอยากให้คนลองอ่านหรือกลับไปอ่านนิยายของ แลร์รี่ แม็กเมอร์ตรีย์ เจ้าแห่งบทสนทนาเฉียบคม ตัวอักษรบนหน้ากระดาษอาจดุดัน แต่ผมยืนยันด้วยความจริงใจว่า น่านำมาใช้เป็นต้นแบบ แม็กเมอร์ตรีย์หลีกห่างวิเศษณ์ ไม่ยอมให้ขยายงอกงามเป็นแดนดีไลอ้อนบนสนามหญ้า แม้ในช่วงวิกฤตก็ไม่ยอมเน้นด้วยวิเศษณ์ (รับรองได้ครับ นิยายของแม็กเมอร์ตรีย์ มีช่วงวิกฤตไม่ยั้ง) ลองหามาอ่านดูนะครับ
หากจะมีคำถามว่า ‘จะให้เอาเยี่ยงหรือเอาอย่าง?’ ผู้อ่านมีสิทธิชอบธรรมที่จะตั้งคำถามนี้ ผมก็ขอตอบด้วยความสัตย์จริง เอาเยี่ยงผมนะครับ หากคุณเคยอ่านนิยายของผมผ่านตามาบ้างแล้ว คุณก็คงสังเกตเห็นว่า ผมเองก็เป็นคนบาปเข้าขั้นคนหนึ่งเหมือนกัน ผมแน่ใจได้ว่า ผมเลี่ยงหลบ passive voice พ้นแล้ว แต่ก็หว่านโปรยวิเศษณ์ไว้กระจายเกลื่อน (ที่น่าอายที่สุด จะเป็นวิเศษณ์ในบทสนทนา แต่ก็ไม่ตกต่ำถึงขั้น he granted หรือ Bill jerked out) ในยามที่ผมใช้ก็เหมือนนักเขียนคนอื่น ๆ เลือกเติมวิเศษณ์ลงไปเพราะเกรงไปว่าผู้อ่านจะเข้าใจความหมายได้ไม่เต็มที่
ผมตระหนักแล้วว่า ความกลัวเป็นที่มาของงานเขียนชั้นเลว ในยามที่เราเขียนเพื่อความอภิรมย์ ความกลัวจะเลือนจางไป เหลือเพียงแต่ความเกรง อย่างไรก็ตาม ถ้างานเร่งด่วน เวลาส่งงานกระชั้นชิด เช่น ต้องทำรายงานส่งครู ต้องส่งบทความหนังสือพิมพ์รายวัน หรือเขียนตอบแบบทดสอบเชาวน์ ความกลัวอยู่ในระดับเข้มข้น ช้างดัมโบบินได้ด้วยปีกมนตรา คุณเองอาจรู้สึกเช่นนั้น ต้องเติม passive voice หรือเติมวิเศษณ์เข้าไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ระลึกเสมอว่า ช้างดัมโบไม่ต้องพึ่งพาปีกมนตรา มนต์วิเศษประจุอยู่ในตัวของช้างน้อยอยู่แล้ว
เอาละ, คุณอาจเป็นนักเขียนหน้าใหม่ แต่ก็มีฝีมือพอตัว คุณแผ่พลังบรรยายถ้อย เล่าเรื่องราวได้เข้มข้น ในยามที่คุณเติมลงไปเพียงว่า he said, she said คุณมั่นใจแล้วว่าผู้อ่านจะทราบว่าตัวละครพูดจาเร็วหรือเชื่องช้า สุขหรือเศร้า ผู้อ่านของคุณอาจจมน้ำอยู่ในบึงพรุ คุณพร้อมจะโยนเชือกไปให้… ไม่มีความจำเป็นเลยใช่ไหมที่จะต้องโยนสายเคเบิลเหล็กกล้ายาวเก้าสิบฟุตไปทุบหัวให้ผู้อ่านสิ้นสติ จมน้ำเสียชีวิต?
OOO

ตั้งแต่อ่านมา ก็บทตอนนี้แหละ ที่ซาบและซึ้งเรื่องคำวิเศษณ์
อย่างที่พี่ท่านเคยร่ายกระบวนท่าชี้แนะ ว่า ไอ้คำว่า …อย่างนั้น อย่างนี้
เขากินข้าวอย่างรีบเร่ง
เขากินเหล้าอย่างลืมคนที่บ้าน
เขาร้องไห้อย่างน่าสงสาร
…
เข้าใจเลย ว่ามันโคตร “รก”
ขอบพระคุณ ๆ
ตัวอย่างที่ยกมา โดยหลักการใช้ภาษาไทย ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ แต่โดยภาษานักเขียน ก็ดูเหมือนจะเป็นประโยคบอกเล่าลุ่นๆ มากกว่าที่จะบอกแบบให้คิดเอง
ยกตัวอย่างเช่น “วางลงตรงนั้น!” หล่อนพูดอย่างมีอารมณ์ นักเขียนนิยายอาจเขียนว่า “วางลงตรงนั้น!” น้ำเสียงของหล่อนเข้มขึ้น มือกำแน่น
-จากท่านเจ้าสำนัก-
นี่ผมตั้งใจนำมาแปะเลยนะ, ไม่ใช่ ผมนำมาแปะอย่างตั้งใจ อิอิอิ