.
กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI
ส่งวิญญาณผ่านเวทีออสการ์
Departures (okuribito)

หนังรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศปีล่าสุด ถ้ามองว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวเอเชียก็เป็นได้ เพราะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์รางวัลนี้ตกเป็นของหนังจากฝั่งยุโรปแทบทั้งสิ้น ล่าสุดที่หนังเอเชียไปคว้ารางวัลนี้ก็ต้องย้อนกลับไปในปี 2000 ที่ Crouching Tiger Hidden Dragon ของ อังลี ที่ทำได้สำเร็จ
Departures เป็นผลงานของผู้กำกับ โยจิโร่ ทาคิตะ วัย 54 ปี เป็นผลงานกำกับเรื่องที่ 41 เข้าไปแล้ว ประสบการณ์ขนาดนี้ย่อมมั่นใจได้ในเรื่องของฝีไม้ลายมือ
หนังเล่าเรื่องของ ไดจัง หนุ่มวัย 30 กว่า ๆ ไดจังเป็นนักเชลโล่ ที่เพิ่งได้งานไม่นานวงก็เจ๊ง ถูกยุบเพราะไม่มีคนดู ไดจังจึงตัดสินใจจูงเมียกลับบ้านนอก มาอยู่บ้านแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่ปี ไดจังเปิดหนังสือพิมพ์หางาน เห็นประกาศรับสมัครงาน ที่เกี่ยวกับคำว่า “departures” ไดจังเข้าใจว่าเป็นงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว ไดจังสนใจรีบตรงไปสมัครงาน ซาซากิ ชายสูงวัยเจ้าของบริษัทรีบรับเขาทันทีที่เห็นโดยไม่มีการสัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นพร้อมกันเสนอเงินเดือนสูงถึง 500,000 เยน (ประมาณ 150,000บาท) แล้วค่อยเฉลยว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจจัดการศพ หรือ หน้าที่สัปเหร่อนั่นเอง
ไดจังเริ่มต้นในตำแหน่งผู้ช่วยของซาซากิ วันแรก ๆ ของไดจังในหน้าที่เก็บศพ ห่อศพ บรรจุศพ เต็มไปด้วยอารมณ์ตลก ให้เราได้ดูไปยิ้มไปกับอาการกระอักกระอ่วนของไดจัง ไม่มีภาพให้เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของศพเลย เราจินตนาการเอาได้จากอาการคลื่นเหียนของไดจังเอง เราได้เห็นพัฒนาการในการทำงานของไดจังที่สามารถออกไปทำงานเก็บศพคนเดียวได้ ได้เห็นความหินของงาน ที่ต้องตื่นกลางดึกไปเก็บศพ
ตลอดเวลาไดจังไม่กล้าบอกความจริงกับ มิกะ เพียงแต่บอกว่าได้งานบริษัทรับจัดงานพิธี แล้ววันหนึ่งความลับก็แตกด้วยความบังเอิญ หนังเริ่มพาเราสู่อารมณ์เครียด เมียยื่นคำขาดให้ออกจากงาน เพื่อนเก่าสมัยเด็กก็แสดงอาการรังเกียจและบอกให้เขาหางานใหม่ซะ ไดจังยืนกรานทำงานไปได้อีกสักระยะแล้วก็ตัดสินใจขอลาออกจากงาน แต่แล้วไดจังก็แพ้กับความใจอ่อนของตัวเองให้กับแง่คิดเชิงบวก, สัจธรรมที่ซาซากิมอบให้
ไดจังตัดสินใจทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งเขาได้มีโอกาสพิสูจน์คุณค่าของงานสัปเหร่อ และความตั้งใจในการทำงานของตัวเองให้เพื่อนและภรรยาได้เห็น
Departures ไม่เพียงแต่คว้ารางวัลบนเวทีออสการ์ แต่ก่อนหน้านั้นก็กวาด 10 รางวัลตุ๊กตาทองจากในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งรวมถึง 3 รางวัลใหญ่ในด้านการแสดงอีกด้วย
ผมไม่ใช่แฟนภาพยนตร์และละครซีรี่ย์ญี่ปุ่น เลยไม่รู้จักกับดาราแสดงนำเท่าใดนัก บท ไดจัง ได้ มาซาฮิโร โมโตกิ มารับบทนำ โมโตกิ ได้มีโอกาสโชว์ความสามารถหลาย ๆ อย่างในบทนี้ ความงก ๆ เงิ่น ๆ กับการเก็บศพในครั้งแรก ๆ จนกลายเป็นความคล่องแคล่วชำนาญในภายหลัง หรือการแสดงบทเศร้าที่ได้พบพ่อในช่วงท้าย ผมไม่ทราบว่า โมโตกิเล่นเชลโล่เป็นจริง ๆ หรือไม่ แต่ฉากเล่นเชลโล่หลาย ๆ ฉากก็ทำให้เชื่อได้ว่าเขาเล่นเป็นจริง ๆ ไม่แปลกที่จะทำให้เขาคว้ารางวัลตุ๊กตาทองดารานำชายจากเรื่องนี้
ซึโตมุ ยามาซากิ ในบท ซาซากิ ที่ได้รับตุ๊กตาทองสมทบชายจากบทนี้ด้วย ผมเคยเห็น ยามาซากิผ่าน ๆ ตาในหนังที่สร้างจากซีรี่ย์ดังเรื่อง คุโรซากิ ยามาซากิ ในบทสัปเหร่อรุ่นใหญ่ และเป็นเจ้าของบริษัทดูมีความประณีตและทะมัดทะแมงมากในการจัดการศพ สามารถถ่ายทอดบุคลิกและความรู้สึกให้เราสัมผัสได้ว่าเป็นคนผ่านโลกมามาก สามารถเชื่อมั่นในการมองคนไม่ผิดที่จะรับไดจังเข้าทำงานแค่เพียงแรกเห็น เป็นชายที่มีอดีตเก็บงำมาพอสมควร
คิมิโกะ โย ในบทหญิงสูงวัยเจ้าของโรงอาบน้ำที่รู้จักไดจังมาตั้งแต่เด็ก เป็นอีกคนที่คว้าดาราสมทบหญิงจากเรื่องนี้ ความที่เล่นได้ดูเป็นธรรมชาติ ได้โชว์ความสามารถหลาย ๆ อารมณ์บนจอแม้แค่ไม่กี่นาทีก็สามารถคว้ารางวัลไปได้สำเร็จ
เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ เคยร่วมงานกับผู้กำกับทาคิตะ มาแล้วในเรื่อง Himitsu (the secret) หนังดราม่ารุนแรงอีกเรื่อง มาถึงเรื่องนี้ฮิโรสุเอะความน่ารักสดใสดูหายไปพอสมควรกับวัยที่มากขึ้น แต่เธอดูจะมีแฟนละครในบ้านเราติดตามมากเหมือนกัน น่าจะเป็นดาราที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเรื่องนี้ บท มิกะ ไม่ได้ให้เธอแสดงความสามารถอะไรมากนัก
ลุงที่เป็นขาประจำที่โรงอาบน้ำก็เป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง ที่ถือได้ว่าเป็นกระจกสะท้อนภาพชีวิตแบบบ้านนอกของญี่ปุ่นที่ใช้โรงอาบน้ำเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์สร้างความผูกพันขึ้นในสังคมเล็ก ๆ แถมยังพูดถึงข้อดีของการใช้น้ำบาดาลมาต้มกับฟืนไม้เพื่อให้ได้น้ำสำหรับอาบที่ดีที่สุด ทำให้คนเมืองอย่างเราฟังแล้วรู้สึกไกลตัวดีเหลือเกิน เปรียบเทียบสังคมแบบนี้กับบ้านเราก็เหมือนเห็นภาพลุง ๆ นั่งจิบกาแฟเล่นหมากรุกกันตามร้านกาแฟ หนังพยายามจะใช้ประโยชน์จากตัวละครของลุงนี้มาสร้างอารมณ์สะเทือนใจในการเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแม่เจ้าของโรงอาบน้ำกับลูกชาย แต่นาทีที่อยู่บนจอของแม่ลูกยังไม่นานพอที่จะดึงคนดูให้เข้าไปมีอารมณ์ร่วมได้
เหตุใดที่ทำให้ Departures ไปได้ถึงรางวัลออสการ์นี้ อย่างหนึ่งเพราะ ธีม หรือความที่เป็นหนังจรรโลงโลก หนังมองโลกในแง่ดีแบบนี้มักจะเข้าทางออสการ์เสมอ ซึ่งความภาคภูมิใจอันนี้น่าจะถ่ายทอดไปถึง คุนโดะ โคยาม่า ในฐานะเจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีตุ๊กตาทองญี่ปุ่นด้วย คุนโดะผสมผสานอารมณ์ขันและสาระในส่วนดราม่าได้อย่างลงตัว สามารถแสดงให้เห็นถึงศิลปะในการจัดการศพ ให้ทั่วโลกได้เห็นได้รู้จักวัฒนธรรมที่ดูแตกต่างนี้ ในฐานะคนไทยดูก็รู้สึกแปลกตาดีครับ เป็นงานที่เกร็ง กดดันมาก ทั้ง ซาซากิ และ ไดจัง ต้องไปจัดการศพถึงบ้าน ตามคำสั่งของบริษัทรับจัดพิธีศพที่เป็นนายจ้างซึ่งคอยป้อนงานให้พวกเขาอีกที ต้องเผชิญกับอารมณ์และแรงกดดันของญาติ ๆ ที่กำลังเสียใจ ซึ่งในบางครั้งก็มาระเบิดอารมณ์ใส่กับสัปเหร่อ หรือไม่ก็ทะเลาะตบตีกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง
หน้าที่ของพวกเขาคือต้องเช็ดตัวศพ คล้ายบ้านเราแต่ยากกว่าตรงที่ต้องทำต่อหน้าญาติพี่น้องทุกคนที่นั่งคุกเข่าจ้องดูการเช็ดตัวศพ ซึ่งสัปเหร่อต้องเปลื้องผ้าศพมาเช็ดตัว เน้นย้ำว่าช่วงนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ประณีตบรรจงมาก การเปลื้องผ้ามาเช็ดทั้งตัวได้โดยไม่โป๊เลย และแต่งตัวให้ใหม่ แต่งหน้าให้ด้วย จบด้วยการมัดตราสังข์และยกใส่โลงเดี๋ยวนั้น ดูถึงตรงนี้จะพบว่าไม่แปลกใจเลยที่ซาซากิเสนอเงินเดือนให้ไดจังสูงขนาดนั้น ด้วยความสามารถที่จัดว่าเป็นงานศิลปะที่ต้องใส่ใจนี้นี่เองที่ไดจังได้มีโอกาสทำศพให้กับคนใกล้ชิด โดยมีทั้งภรรยาและเพื่อน ทั้งสองคนที่ตั้งแง่รังเกียจอาชีพของไดจัง ได้เห็นการทำงานของไดจังว่ามีความละเอียดตั้งใจอย่างไร ไดจังสามารถชนะใจทั้งเพื่อนและภรรยาได้ จนเพื่อนต้องเอ่ยปากชมว่า เขาไม่เคยเห็นแม่ของเขาสวยขนาดนี้มาก่อนเลย ในเรื่องเราจะได้เห็นไดจังทำศพผู้คนหลากหลายประเภท คนแก่ เด็ก คนหนุ่มสาว แต่ที่เป็นมุขได้ขำ ๆ ดี ก็คือฉากทำศพกะเทย ที่ทำไปแล้วก็ต้องสำรวมกิริยาเพื่อเป็นการเคารพผู้ตายและญาติ
ในช่วงท้าย หนังแสดงให้เห็นข้อเปรียบเทียบในการทำงานของไดจังกับสัปเหร่อเมืองอื่น ๆ อาชีพที่หลายคนรังเกียจ แต่ก็เพราะอาชีพนี้ที่ทำให้ไดจังได้มีโอกาสเข้าใจพ่อเขามากขึ้น ถึงแม้มันจะสายเกินไปที่จะทำความเข้าใจกับพ่อตัวเอง ซึ่งไดจังฝังใจเรื่องราวของพ่อในแง่ร้ายมาโดยตลอดว่าพ่อทิ้งเขาไปหาผู้หญิงใหม่ตั้งแต่เขา 6 ขวบ ไดจังจำไม่ได้แม้แต่หน้าพ่อ จำได้แต่เรื่อง ก้อนหิน กับการอ่านใจคนที่พ่อเคยสอนเขาไว้
โคยาม่า คนเขียนบทฉลาดในการผูกเรื่องหิน แล้วโยงมาเล่นกับอารมณ์กับคนดูในฉากสุดท้ายของหนัง ไม่ถึงกับทำให้บ่อน้ำตาแตก แต่ก็ทำได้ประทับใจดี หนังเกี่ยวกับความตายแบบนี้จะหยอดข้อคิดไว้ตามทางอยู่หลายครั้ง ให้เราไปเก็บเกี่ยวกันเอาเอง
เวลาร่วม 2 ชั่วโมง 9 นาที จัดได้ว่าเป็นหนังที่น่าดูเรื่องหนึ่ง แต่ความตราตรึง ฝังใจยังทำไม่ได้เท่า Always Sunset On 3rd Street. ·
.

ความเห็นล่าสุด