.
ก้าวต่อก้าว โดย สารากร
เรื่อง “พกลม” ของ ปัทมา เอกม่วง
.
.
ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเลยทีเดียว ถ้าหากใครที่ถูกจับโกหกได้ แต่คงมีไม่น้อยที่สามารถกลบเกลื่อนและซ่อนเร้นสิ่งน่าละอายบนใบหน้าและดวงตาได้อย่างนั้น
แล้วใครล่ะที่จะทำได้ ถ้าไม่ใช่คนที่เป็นนักโกหกตัวยง
หนึ่งในนั้นคือสาวคนนี้ ปัทมา เอกม่วง พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งเคยใช้ชีวิตคลุกคลีกับกีรติ นักเขียนในเว็บบอร์ดห้องหนอนสนทนา ซึ่งทั้งปัทมาและกีรติต่างสนุกกับการจับโกหกในงานวิจัยสมัยยังเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะด้วยกัน
แต่ในชีวิตจริง มันไม่ง่ายอย่างนั้น และมีโอกาสน้อยมากที่จะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่แยกยากเหลือเกินว่าอะไรกันหนอ คือความจริงแท้บริสุทธิ์ และอะไรที่คือเรื่องโกหกทั้งเพ เราลองอ่านทัศนะของปัทมาผ่านบทสนทนาในครั้งนี้ด้วยกัน
สารากร : โกหกครั้งแรกเรื่องอะไรคะ
ปัทมา : เรื่องโดดเรียน ไปเที่ยวทะเลตอน ม.3
สารากร : หลังจากโกหกไปแล้วรู้สึกยังไงบ้าง
ปัทมา : รู้สึกผิดสิ ถามได้
สารากร : แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้โกหกอีกเลยหรือเปล่า
ปัทมา : เปล่า แต่จะดูแต่ละเรื่องตามสถานการณ์
สารากร : การโกหกครั้งไหนที่คิดว่า เป็นการโกหกที่สมควรที่สุดคะ
ปัทมา : มันก็มีเหตุผลต่าง ๆ นานามาเพื่อทำให้เราคิดว่าเราโกหกเพื่อทำให้คนคนนั้นสบายใจที่สุดก็มันก็ทุกเรื่องที่โกหกนั้นแหละ เพราะถึงที่สุดคนเรามันก็ต้องคิดว่าสิ่งที่เราโกหกเป็นเรื่องที่ทำให้คนคนนั้นสบายใจ แม้แต่การนอกใจก็เหอะ
สารากร : แล้วเคยถูกจับได้ไหมล่ะ
ปัทมา : ยังอะ แต่อาจเป็นได้ว่าคนคนนั้นรู้แต่ก็ปล่อยให้มันผ่านไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหา
สารากร : ที่คิดแบบนี้ได้ เพราะตัวเองเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นหรือเปล่า อยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งรู้ว่าถูกหลอกแต่ก็นิ่งเฉย
ปัทมา : ก็เคยแต่ไม่โวยวายนะ เพราะว่าเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว เราทำอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องปล่อยเลยไป
สารากร : รู้สึกยังไงถ้าได้รู้ว่า เราถูกหลอก
ปัทมา : ก็เซ็ง ถ้าคนคนนั้นเป็นคนที่เราไม่เคยโกหกเค้าเลยแม้สักครั้งเดียว
สารากร : แล้วถ้าเป็นคนที่เราเคยโกหก ไม่รู้สึกอะไรหรือ
ปัทมา : ก็รู้สึกนะ แต่ไม่มากเท่าไร
สารากร : หรือว่า เรื่องโกหกจะเป็นสิ่งคู่โลก คิดยังไงกับคำพูดนี้คะ
ปัทมา : ใครบ้างไม่เคยโกหก
สารากร : คิดว่าคนที่พูดจริงทั้งชีวิต ไม่มีในโลกเลยหรือเปล่าคะ
ปัทมา : ก็อาจจะมีแต่เค้าอาจจะเลือกที่จะไม่ตอบแทนการโกหก
สารากร : มายาคือโลกของเราหรือเปล่า
ปัทมา : ก็อาจจะใช่ แม้แต่อาชีพบางอย่างยังต้องปั้นหน้าเลย
สารากร : ถ้าหากจะถามว่า ถ้าโลกของเราไม่มีคนพูดปด ไม่มีคนคิดคด มีแต่ความจริง คิดว่าปัญหาทุกวันนี้จะลดลงหรือเปล่า
ปัทมา : ไม่แน่ แต่บางอย่างอาจเพิ่มก็ได้
สารากร : คิดว่าอะไรที่จะเพิ่ม ในเมื่อความจริง คือความจริง
ปัทมา : อ้าว สมมุติว่ามีคนสองคนเป็นเพื่อนกัน คนหนึ่งถามเพื่อนว่าหน้าตาเค้าเป็นยังไง แล้วความจริงมันเลวร้ายมาก ถามว่าถ้าเพื่อนพูดความจริงจะเป็นการทำร้ายจิตใจคนคนนั้นมากไปหรือเปล่า จะมีใครไหมที่พูดตามที่เราคิดทุกเรื่อง
สารากร : กำลังจะบอกหรือคะว่า ในร้ายมีดี และการโกหกบางทีก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แบบนี้หรือเปล่า
ปัทมา : ก็ใช่ ถ้าการโกหกครั้งนั้นทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจ แต่ถ้าพูดความจริงแล้วทำให้คนคนนั้นทุกข์ใจเราจะเลือกทำอย่างไหน ดีกว่ากัน
สารากร : แล้วแท้จริงแล้ว ยังศรัทธาในความจริงบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่า
ปัทมา : ความจริงมันก็เป็นความจริงวันยันค่ำ คิดว่าทุกคนก็คงอยากที่จะให้คนอื่น ๆ พูดความจริง
สารากร : นอกจากคำว่าโกหกทั้งเพ ที่ดูเหมือนว่าจะลงเอยที่คำว่ามุสาเพียงอย่างเดียว ส่วนตัวแล้วคิดว่า อะไรสำคัญกว่าคำพูดคะ
ปัทมา : การกระทำไง คนเราเวลาทำอะไรมันก็จะแสดงออกมาอย่างนั้นแหละ
สารากร : แล้วที่เราคุยกันมาตั้งนาน โกหกบ้างหรือเปล่าเอ่ย
ปัทมา : ยังอะ
แม้ว่าจะหาข้อสรุปไม่ได้ว่า การโกหกคือสิ่งดี หรือสิ่งร้าย ในแบบสุดขั้ว แต่อย่างน้อยเราอาจต้องการค่ากลางเพื่อดึงคุณสมบัติที่ดีบ้างในการโกหก มาใช้เพื่อรักษาสมดุลของการอยู่ร่วมกัน หากความจริงมันโหดร้าย การค่อย ๆ พูดความจริงที่ละน้อย อาจไม่เข้าข่ายคำว่าโกหกนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วโลกของเรา ยังคงต้องการความจริงเพียงหนึ่งเดียว เพื่อการเติบโตและแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ หรือพวกคุณว่ายังไง ·

ก็ใช่นะ ! กับการโกหกที่ในบางครั้งก็เพื่อให้คนอีกคนหนึ่งสบายใจ แต่ถ้าคนอีกคนหนึ่งเขาสงสัยและมั่นใจว่าคุณโกหกเขา แต่…คุณก็ยังปากแข็งดึงดันที่จะยังโกหกเขาต่อไปแล้วทำหน้าใสซื่อ สุดท้ายมันจะยิ่งทำให้เขาเสียตวามรู้สึกยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก และคุณก็จะได้ชื่อว่า “คนตอแหล” อย่างไม่ต้องมาแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น
…O@n…
ในสิ่งที่คุณทำอยู่ แล้วคนอื่นเขายังไม่รู้บอกได้เลยว่า…อย่างคุณไม่ใช่แค่พกลมอย่างเดียว แต่…คุณน่ะสามารถพกน้ำไว้คอยปั้นให้เป็นตัวได้เลยทีเดียวเชียวแหละ จริงหรือไม่จริง คุณคิดได้เอง(ถ้าคุณมีจิตรสำนึกนะ ที่ผ่านมาคุณพยายามทำเหมือนว่ามีอยู่ตลอด แต่จริงๆแล้วมันไม่เคยมีเลยสักนิด)