คอลัมน์พิเศษ
ยาสะวินแย้งพงศาวดาร (๑)
เรื่องโดย วนิดา (นามปากกา)
สงครามยุทธหัตถีครั้งสุดท้ายระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดี เกิดขึ้นในสมัยพระนเรศวรมหาราชประกาศปลดแอก หลังต้องตกเป็นประเทศราชนับแต่พระเจ้าบุเรงนองขึ้นเสวยราชย์ โดยให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายออกมาประจันหน้าในลักษณะ ตัวต่อตัว ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชาลงได้ ก่อนคืนอิสรภาพแก่กรุงศรีอยุธยาสืบไป
ความเข้าใจทั่วไปทางประวัติศาสตร์บทนี้คือ พระนเรศวรมหาราชเอาชนะอริราชศัตรู ขณะทรงประทับบนหลังช้างด้วยกันทั้งคู่ พงศาวดารของไทยให้ภาพพระนเรศวรในทำนองนี้จนเรียกได้ว่า เกิดเอกภาพขึ้นจากบรรดาพงศาวดารทั้งหลาย ไพล่ถึงสื่อบันทึกอื่น ๆ ในรูป หนังสือ บทเรียน ตลอดจนภาพยนตร์เป็นอาทิ ล้วนคำนึงถึงพระองค์ท่านในเนื้อหาเดียวกันทั้งหมด
ยกเว้นยาสะวิน หรือพงศาวดารของพม่า!
เปล่า… หากจะกล่าวว่าพระมหาอุปราชานั้นไม่ได้แพ้พระนเรศวรนั้นคงมิอาจสรุปเช่นนั้นได้ แพ้นั่นแพ้แน่ ทว่าวิธีการพ่ายแพ้นั้น ยาสะวินของพม่าบันทึกความปราชัยผิดแผกไป ดังที่รับรู้โดยทั่วกัน พระนเรศวรทรงใช้พระแสงของ้าวตวัดใส่ร่างพระมหาอุปราชาจนถึงแก่ชีวิต สำหรับยาสะวิน พระมหาอุปราชากลับสิ้นชีพพิตักษัยด้วยพระแสงปืนของพระนเรศวร!
เกิดอะไรขึ้นกับพงศาวดาร?
ต่อประเด็นข้างต้น บทความนี้ต้องการแสดงถึง
หนึ่ง ข้อแตกต่างความพ่ายแพ้ที่มีต่อพระมหาอุปราชโดยสมเด็จพระนเรศวร และคราวเสียกรุงครั้งที่สอง
สอง วิธีการบันทึกพงศาวดารในลักษณะหวังผลทางการเมือง
ยาสะวินของพม่ากล่าวถึงสงครามยุทธหัตถีครั้งนั้นว่า การสวรรคตของพระมหาอุปราชาเกิดขึ้นในทันที พลันพระองค์ต้องพระแสงปืนจากฝีพระหัตถ์ของพระนเรศวรบนหลังช้าง ลูกกระสุนบันดาลจุดจบแก่พระองค์ ณ วินาทีนั้น ในทางสัญลักษณ์ เมื่อผู้ปกครองสูงสุดต้องเสียชีวิตจากน้ำมือศัตรูในภาวะสงคราม นั่นหมายความว่า หงสาวดีได้พ่ายให้กับอยุธยา ดุจเดียวกับผู้นำของตน
ทำไมปูมหลังของหงสาวดีกับอยุธยาถึงเป็นที่รับรู้ต่างกัน?
ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยผลิตบทความ “พระเจ้าจักรพรรดิราช : ตอบคำถามทำไมพม่ารบไทย” เพื่อแสดงถึงต้นเหตุของสงครามในอดีตกาล ไยศึกกว่ายี่สิบครั้งระหว่างอยุธยากับหงสาวดีถึงได้เกิดขึ้นถี่กว่าการทำสงครามกับรัฐอื่น
สาเหตุคือแนวคิดแบบพระเจ้าจักรพรรดิราช ในแว่นแคว้นหรืออาณาจักรต้องมีกษัตริย์ได้เพียงพระองค์เดียว และมีขอบเขตการปกครองลดหลั่นตามลำดับความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชต่างกันไป ลำดับเล็กสุดได้แก่ พระเจ้าจักรพรรดิเหล็ก ปกครองเพียงหนึ่งทวีป ดังนั้นทั้งหงสาวดีและอยุธยาต่างมีแนวคิดของพระเจ้าจักรพรรดิราชในลำดับสุดท้าย เพราะสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ในขณะอยุธยายึดครองและนำมาซึ่งการล่มสลายของอาณาจักรขอม หงสาวดีจึงมีอยุธยาขวางกั้นมิให้สถาปนาพระเจ้าจักรพรรดิราชสำเร็จลง
คัมภีร์พระเจ้าจักรพรรดิราชระบุ ถ้าไม่ได้มาด้วยบุญญาธิการ ก็ต้องได้มาด้วยแรง หงสาวดีจึงแต่งกำลังเข้าตีอยุธยา ควรอธิบายเพิ่มอีกด้วยว่า เหตุผลของการก่อสงครามส่วนหนึ่งมาจากการแย่งชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจด้านชายฝั่ง ครั้นสมัยพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ขึ้นเป็นใหญ่ ศึกรบพุ่งในความหมายคือการดำเนินตามรอยคติพระเจ้าจักพรรดิราชล้วน ๆ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะออกไปทางนามธรรม เช่น ความรู้สึก เกียรติยศ ชื่อเสียง (ดูศึกสงครามช้างเผือก พระเจ้าบุเรงนองสั่งให้อยุธยานำช้างเผือกมาถวาย เพราะตามคติ ช้างเผือกเป็นหนึ่งในสิ่งประดับบารมีสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิราช การปฏิเสธจากราชสำนักอยุธยาส่งให้เกิดการทำสงครามในเวลาต่อมา หรืออีกตัวอย่าง การบุกแมนจูเรียของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง นายทหารต่างปวารนาตนเป็นลูกพระจักรพรรดิ เมื่อยึดครองแมนจูเรียได้ ทางญี่ปุ่นยังคอยบงการจักรพรรดิปูยีให้ต่อสู้กันเอง สังเกตแม่ทัพญี่ปุ่นขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อหน้ากษัตริย์ปูยี จะมีข้อแตกต่างกับจักรพรรดิของตนอย่างสิ้นเชิง เพราะถือคติจักรพรรดิต้องมีเพียงคนเดียว! รูปแบบสงครามของพม่ากับญี่ปุ่นโดยคตินี้จึงออกมามีบุคลิก “ผู้รุกราน”)
การสงครามของสองอาณาจักรจึงส่งผลยืดเยื้อ และชุกชุมในสมัยอยุธยามากที่สุด ส่วนรายละเอียดอื่นอันเป็นรูปธรรม นอกเหนือสงครามแล้ว ชื่อของพระมหากษัตริย์ยังคงคติพระเจ้าจักรพรรดิราชสองอาณาจักรด้วยกัน อย่าง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เป็นต้น
กลับมายังข้อแตกต่างที่ค้างไว้ แม้พงศาวดารทั้งสองอาณาจักรจะถูกรจนาขึ้นภายใต้รัฐในชื่อใหม่ ทั้ง “พม่า” และ “สยาม” สองประเทศเพื่อนบ้านมีขอบเขตการปกครองของตนทางภูมิศาสตร์เป็นที่แน่ชัดแล้ว พม่าคือตัวแทนหงสาวดีในรัฐเก่า สยามพัฒนาสืบเนื่องจากอยุธยาเช่นเดียวกับพม่า การบันทึก (รวมถึงชำระความ,ตีความ) ปูมพงศาวดารล้วนเกิดขึ้นในสมัยหลังทั้งสิ้น
ฉะนั้น ข้อขัดแย้งอันไม่ลงรอยของพงศาวดารทั้งสองประเทศสามารถสรุปได้ประการหนึ่ง นั่นคือการบิดเบือนประวัติศาสตร์!!! แต่เป็นฝ่ายใด เป็นเรื่องเกินความสามารถของผู้เขียน (แม้เอกสารทางวิชาการที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงบทความนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้)
กระนั้น หากไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาขัดแย้งอันแหลมคมต่อกระบวนทัศน์ประวัติศาสตร์แบบจารีตนิยม ผู้เขียนใคร่เสนอประเด็นนี้โดยวางกรอบ ‘การเขียนวาทกรรม’ ทาบลงบนข้อแตกต่างเบื้องต้น ดุจข้อสันนิษฐานหนึ่ง ซึ่งจะได้เห็นต่อไป
อันว่า พงศาวดารนั้น โดยทั่วไปเข้าใจกันในความหมายของบันทึกเชิงประวัติศาสตร์ ลักษณะเด่นอย่างยิ่งยวดของพงศาวดารย่อมไม่พ้นไปจาก เรื่องราวภายในราชวงศ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ ด้านการเมือง การสงคราม การรับแขกบ้านแขกเมือง ติดต่อค้าขาย และขาดไม่ได้คือ ชีวประวัติของกษัตริย์ของแต่ละพระองค์ (ยกเว้นชาวบ้านบางระจัน สามัญชนกลุ่มเดียวที่สามารถเบียดขึ้นไปอวดตัวบนหน้าพงศาวดารด้วยกรณีพิเศษ) ข้ามไปกรุงอังวะ “ยาสะวิน” ก็คือพงศาวดารของพม่า ทั้งลักษณะและวิธีการหาได้แตกต่างกับพงศาวดารของไทย คำ “ยาสะวิน” แปลว่า “ราชวงศ์” จึงเป็นเรื่องอยู่เองที่ยาสะวินจะเพียบพร้อมด้วยเรื่องราวของกษัตริย์ ราวแฝดคนละฝากับพงศาวดารไทย
และถ้าพระมหาอุปราชาไม่ได้สิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว วาทกรรมใดคือจุดผันผวนต่อเหตุการณ์นี้?
…พระเจ้าจักรพรรดิราช! อีกนั่นล่ะ
จริงอยู่ แม้พงศาวดารทั้งสองจะถูกบันทึกและใช้อ้างอิงในภายหลัง แต่แนวคิดพระเจ้าจักรพรรดิราชซึ่งอาศัยเป็นแรงจูงใจในการก่อสงครามแล้ว อิทธิพลของแนวคิดนี้ยังส่งผลต่อการบันทึกพงศาวดารอีกด้วย และอาณาจักรทั้งสองต่างก็หาได้มีกษัตริย์ปกครอง “ทวีป” ตามคติพระเจ้าจักรพรรดิราชแต่อย่างใด ฉะนั้น พระเจ้าจักรพรรดิราชจึงถูกถ่ายเทจากตำนานสู่หน้าวรรณกรรมแทน
เพื่อให้เห็นภาพ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นพิจารณา วาทกรรมของมหาราชองค์ดำนี้ ได้ถูกผลิตซ้ำเชิงอุดมการณ์มากกว่ากษัตริย์องค์อื่น เนื่องจากชีวประวัติของพระองค์สามารถปลุกเร้าความรู้สึก มากกว่านั้นยังสามารถใช้เป็น “พล็อต” ในการสร้างคุณค่าได้อย่างมากล้น โดยเฉพาะด้านการสงคราม กษัตริย์กว่าสามสิบพระองค์ในแผ่นดินอยุธยา มีเพียงสมเด็จพระนเรศวรองค์เดียวที่ถูกกล่าวขานไม่รู้จบ นั่นเพราะสงครามยุทธหัตถีประสบชัยชนะ นำมาสู่เอกราชของอยุธยา อย่างที่รู้กัน ตลอดชีวิตของพระองค์ อันเริ่มต้นด้วยการได้รับการเลี้ยงดูจากทางหงสาวดีในฐานะตัวประกัน เรื่องไก่ชนของพระองค์ในสมัยทรงพระเยาว์ กระทั่งประกาศแตกหักกับหงสาวดี กวาดต้อนคนไทยอพยพกลับโดยสามารถล้มพระสุรกรรมาด้วยพระแสงปืนในเหตุการณ์ข้ามแม่น้ำสะโตง ตลอดจนภาพนิมิตขณะบรรทมว่า พระองค์สามารถปราบจระเข้ตัวหนึ่งลง หรือแม้แต่ระหว่างการกรำศึก คชสารตัวที่พระองค์ทรงประทับเกิดหลุดเข้าไปตกในวงล้อมฝ่ายตรงข้าม ก่อนท้าให้พระมหาอุปราชาออกมาเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวเพื่อให้สมพระเกียรติ ลงท้ายด้วยการลงพระแสงของ้าวพิฆาตพระมหาอุปราชาถึงกับแดดิ้น
กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พระราชประวัติของพระองค์ไม่เคยหนีจากนี้สักเท่าใด สมกับคติความเชื่อพระเจ้าจักรพรรดิราช พระเจ้าจักรพรรดิราชตามหน้าตำนาน ต้องสมบูรณ์พูนพร้อมทั้งบารมีและความเก่งกาจในการสงคราม สมเด็จพระนเรศวรแม้ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิราช อย่างไรก็ดี การหยิบยกเรื่องราวของพระองค์มาร้อยต่อในหนังม้วนเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพื่อจะแสดงถึงความเหมาะสมในการที่จะเป็นพระเจ้าจักพรรดิราชนั่นเอง ต่อให้พงศาวดารไม่ได้ระบุโดยตรงก็ตามที มิเพียงเท่านั้น วาทกรรมของสมเด็จพระนเรศวรในสายตานักปราชญ์ ยังถูกใช้ตามวาระโอกาสต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการยกยอพระเกียรติคุณ เช่น วันกองทัพไทย อนุสาวรีย์ แบบเรียน นวนิยาย ลิลิตตะเลงพ่าย เหรียญพระเครื่องรุ่นเราสู้ หรือกระทั่งสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์
ต้องไม่ลืมว่า พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินอยุธยามีมากมาย คุณประโยชน์ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งหลายส่งผลด้านดีไม่แพ้วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวร แต่เนื่องด้วยคุณูปการเหล่านั้นมิอำนวยกับคติพระเจ้าจักรพรรดิราช พระนเรศวรมหาราชจึงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะอุดมการณ์ของพระองค์ได้รับการตอกย้ำอยู่สม่ำเสมอ
ดังนั้น พงศาวดารหรือยาสะวินของพม่าจึงเขียนบันทึกด้วยคติพระเจ้าจักรพรรดิราช ผิดเพียงใช้คุณลักษณะตรงกันข้าม ซึ่งนั่นคือหลักฐานของพม่าที่ระบุว่า พระนเรศวรมหาราชสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชด้วยพระแสงปืน
…ทำไม?
ตามความเข้าใจ สงครามรูปแบบยุทธหัตถี ตัวผู้นำอาศัยช้างต่างพาหนะของตนเข้าประมือกับฝ่ายตรงข้าม สำคัญคือการทำยุทธหัตถีนั้นมีไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูง ไปจนถึงพระมหากษัตริย์ เงื่อนไขหนึ่งต่อการตัดสินผลแพ้-ชนะ อยู่ที่การพิฆาตศัตรูลงตามแบบฉบับ (ดูกรณีสมเด็จพระสุริโยไท) วิธีการรบพุ่งด้วยยุทธหัตถี คือเกียรติยศอันสูงสุดของชาตินักรบ การเผชิญหน้ากันของผู้นำคือกฎกติกาแกมบังคับ กระนั้นก็ดี ระหว่างพระมหาอุปราชากับพระนเรศวร ต่างเข้าสู่สมรภูมิด้วยเกียรติภูมิตัวแทนสองอาณาจักร ยาสะวินของพม่าจึงมีบันทึกขัดแย้งกับของไทยตรงที่…
พระนเรศวรเอาชนะพระมหาอุปราชด้วยการลั่นพระแสงปืนใส่บนหลังช้าง!
หนังสือ “พม่ารบไทย” ของ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้ค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ทางพม่า ต่างบรรยายถึงประเด็นนี้แตกต่างกันออกไป รวมถึงบันทึกของชาติตะวันตกในสมัยนั้นด้วย จะอย่างไร ข้อสรุปนี้ยังมิได้เกิดขึ้นในวงวิชาการทั้งไทยเองและพม่า ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เขียนยังมิอาจผลักคติพระเจ้าจักรพรรดิราชออกห่างการขบไขวาทกรรม ก็ละ ในเมื่อพงศาวดารสองชาติกระเดียดไปทางเดียวกัน คือเรื่องราวภายในราชวงศ์ ความหมายที่ผู้เขียนใคร่เสนอนั้น อยู่ตรงประเด็นพระเจ้าจักรพรรดิราช เพราะยาสะวินกำลังบอกเป็นนัยว่า การเอาชนะด้วยพระแสงปืนไม่ใช่เกียรติของชาตินักรบนั่นเอง!
ย้อนไปยังเหตุการณ์พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงอันลือลั่น ถ้าใช้เหตุช่วงนี้เป็นเกณฑ์เทียบ แสดงว่าพระนเรศวรทรงชำนาญการใช้พระแสงปืนอย่างดียิ่ง พอสันนิษฐานได้ไหมว่า ยาสะวินของพม่ายึดเอาเหตุตรงนี้มาอ้างอิงกับกรณีพระมหาอุปราชา ถึงประเด็นนี้ยังมิอาจหาข้อยุติได้ ผู้เขียนกลับมีข้อสันนิษฐานอีกข้อเพื่อเสนอต่อบทความ นั่นคือ การทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างหงสาวดีกับอยุธยาโดยพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ศึกนี้นับเป็นศึกสุดท้ายที่ใช้รูปแบบยุทธหัตถี ด้วยการเข้ามาของนวัตกรรมตะวันตก อาวุธปืนได้ทำลายธรรมเนียมการรบพุ่งแบบเก่าลงอย่างสิ้นเชิง แม้ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรเองอาวุธชนิดนี้กษัตริย์หรือบุคคลชั้นสูงต่างมีไว้ครอบครองถ้วนหน้า (คล้ายกับว่าความทันสมัยสงวนไว้เฉพาะชนชั้นนำท่านั้น) จากการถวายของบุคลากรฝากยุโรปที่เดินทางมาเอเชียอาคเนย์ เพราะปืนเป็นสิ่งทันสมัย เลิศอานุภาพ ซ้ำเห็นผลกว่าอาวุธในท้องถิ่นหลายเท่า หรือพูดอีกอย่างว่า การพัฒนาเทคโนโลยีนั้นส่งผลให้ธรรมเนียมเก่าพังทลายลง ไม่เว้นแม้กระทั่งสงคราม
และใช่หรือไม่ ที่ยุทธหัตถีครั้งสุดท้ายนี้บ่งบอกอาณัติสัญญาณถึงการมาของอาวุธสมัยใหม่ โดยมีกรณีพระนเรศวรดุจดังปฐมบทแห่งสงครามแห่งอาวุธสมัยใหม่นับแต่นั้น ทำให้ยาสะวินบันทึกภาพพระนเรศวรออกมาในลักษณะนี้
มิเพียงเท่านั้น ยาสะวินของพม่าได้อ้างถึงการสร้างสถูปเพื่อเป็นการรำลึกในฐานะปัจจามิตร โดยพระนเรศวรทรงสร้างแด่พระมหาอุปราชาหลังสิ้นสงครามยุทธหัตถี แต่ในสำนึกประวัติศาสตร์ของไทยกลับไร้การบรรยายถึงเหตุการณ์นี้
นี่หาใช่ข้อสรุป…
ครั้นสิ้นยุคพระนเรศวรมหาราช ล่วงเลยถึงพุทธศักราช 2310 ปีซึ่งอยุธยาถึงแก่ปลาสนาการ เมื่อพระเจ้ามังระแห่งกรุงอังวะสั่งแต่งทัพหมายตีอยุธยาให้แตกสิ้น ก่อนสำเร็จลงในบั้นปลาย พงศาวดารไทยบรรยายถึงการสิ้นกรุงศรีอยุธยาโดยให้ภาพถึงความอ่อนแอของกษัตริย์และศูนย์อำนาจ กลับกัน ยาสะวินกลับผ่าไปอรรถาธิบายตรงข้ามกัน ทั้งยังกล่าวถึงความเข้มแข็งของอยุธยาในการตั้งรับศึกเป็นมั่นเหมาะ มิได้อ่อนแอแต่อย่างใด ผิดกับพงศาวดารของไทย เกิดอะไรขึ้นอีกในความแตกต่างดังกล่าว?
ใช่คติพระเจ้าจักรพรรดิราชยังคงถูกใช้การหรือไม่?
โปรดติดตามตอนต่อไป ·
แทรกเสริม.
- ยาสะวินฉบับหอแก้ว คือเอกสารพงศาวดารที่ไทยใช้อย่างแพร่หลายในวงวิชาการ (คาดว่ามีการแปลเป็นภาษาไทย) ส่วนฉบับอื่นประกอบด้วย อูกาลามหายาสะวินจี โยธยายาสะวิน ยาสะวินเต๊ะ คอง-บองเซะมหายาสะวินดอจี ทั้งหมดเป็นข้อมูลจาก ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้สนใจค้นคว้าเรื่องราวของพม่ามากที่สุดคนหนึ่งของไทย
- ปืนที่พระนเรศวรใช้ยิงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า jignal ปรากฏอยู่ในอูกาลามหายาสะวินจี เป็นเพียงฉบับเดียวที่ระบุชื่อปืน
- บาทหลวงเยซูอิด เป็นบุคลากรจากชาติตะวันตกที่เข้ามารับใช้ราชสำนักหงสาวดีในช่วงระยะเวลาพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ครองราชย์ บาทหลวงท่านนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ในราชวงศ์ จนภายหลังบันทึกของท่านได้กลายเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซ้ำยังถูกใช้อ้างอิงในงานวิชาการทางตะวันตกอีกด้วย

ความเห็นล่าสุด