มากกว่าจดหมาย

15 03 2009

 Book Review โดย (…)

มากกว่าจดหมาย

 

 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเองได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของคุณ อธิคม คุณาวุฒิ ในหนังสือ ฅ.คน บทความที่ว่า น้ำยาลบคำผิด เนื้อเรื่องเล่าว่า ผู้เขียนบทความได้อ่านงานเขียนต้นฉบับลายมือของนักเขียนอาวุโสท่านหนึ่ง ที่น่าสนใจในข้อสังเกตคือ ในร่างต้นฉบับลายมือนั้น พบร่องรอยลบรอยขีดฆ่าในส่วนที่ไม่ต้องการนั้นน้อยเต็มที หรือแทบไม่พบเลย

ข้อสังเกตเหล่านี้แสดงให้เห็นอะไร?

การจะเขียนอะไรขึ้นมาเสียอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเรียง เรื่องเล่า จดหมาย-ทั้งทางการและไม่ทางการ หากเราขึ้นต้นร่างตัวหนังสือด้วยคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจออีเมล์แล้วล่ะก็ เราคงไม่พบร่องรอยความผิดพลาดเลย ด้วยเพราะเราสามารถลบกลบหายคำผิดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบเห็นว่า สิ่งที่เขียนนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหาความคิดแบบองค์รวม

ส่วนผู้ที่สามารถเขียนหนังสือด้วยลายมือโดยที่สามารถเดินเรื่องราวนับจากเริ่มคำจนจบความที่ต้องการ นำเสนอได้อย่างสะอาดหมดจด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนมีความเข้าใจในความคิดของตนเองที่ต้องการนำเสนอ และสามารถเรียบเรียงตัวอักษรเรื่องราวอย่างเป็นชั้นเป็นตอน โดยมิต้องทำการตัดออก หรือเสริมเพิ่มข้อความที่ขาดหายในภายหลัง

เกริ่นนำข้างต้นไว้ถึงเรื่องการเขียนหนังสือด้วยลายมือก็แล้ว จึงอยากจะขอเข้าเรื่องหนังสือที่อยากจะยกขึ้นมาเล่าสู่กัน เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของจดหมาย และเป็นมากกว่าจดหมายเมื่อมันกลายเป็นเรื่องเปิดเผยต่อสายตาผู้อื่น

 

 

Love Letters : ‘ปราย พันแสง

จัดทำโดย : บริษัท เวิร์คพ้อยนท์ พับลิชชิ่ง จำกัด

การพิมพ์จดหมายต่อสาธารณชน ถือว่าเป็นการโป๊เปลือยอย่างที่สุด นอกจากเนื้อหนังมังสาของเขาเองแล้ว จะไม่มีสิ่งใดปกปิดเขาจาก สายตาโลกได้อีกต่อไป

นักเขียน แสดงตัวตนได้หลายแบบ ตามกลวิธีเขียนที่มีต่าง ๆ กันมากมาย แต่นักเขียนจดหมาย จะมีตัวตนได้เพียงแบบเดียว คือแบบที่เขาเป็นในจดหมายตลอดไป

อี.บี.ไวท์ หรือ เอลวิน บรูกส์ ไวท์ นักเขียนชาวสหรัฐผู้เขียนเรื่อง Stuart Little (สจ๊วต ลิตเติ้ล, พ.ศ. 2488)  Charlotte’s Web (แมงมุมเพื่อนรัก, พ.ศ. 2495)

 

ข้างต้นนั้นคือถ้อยความประโยคแรกก่อนหน้าคำนำหนังสือเล่มนี้  ผู้อ่าน (ผม) นั่งคิดเล่น ๆ ว่า เออ มันก็จริง เมื่อเราเขียนจดหมายถึงใครเสียคน นั่นย่อมต้องเป็นวาระส่วนตัว มีเพียงเรา-เขา เท่านั้นเป็นอันรู้กันเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นจดหมายรักด้วยแล้วละก็ การเปิดเผยความจริงใจนับเป็นกติกามารยาทข้อหนึ่งเลยทีเดียว

Love Letters ทำให้เห็นถึงเสน่ห์ของการเขียนจดหมาย เพราะไม่ว่าเราจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกทางด้านสื่อสารเพียงใดก็ตาม การเขียนจดหมายย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

ส่วนตัวแล้วหากจะนับครั้งสุดท้ายที่เขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเองถึงเพื่อนคนหนึ่งนั่นก็นานมากพอควร มันไม่ได้เป็นจดหมายรักอะไรหรอก เป็นจดหมายที่แนบท้ายไปกับวัสดุที่ส่งขึ้นไปเท่านั้นส่วนจดหมายรักนั้น เท่าทีความทรงจำอำนวยเขียนออกไปเมื่อวัยเด็กไม่กี่ฉบับ

ส่วนจดหมายในหนังสือเล่มนี้ ใช่ว่าเป็นจดหมายรักของคนทั่วไป ที่น่าสนใจอ่านคือ เป็นจดหมายรักของคนระดับโลกเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเอาเฉพาะบทหวาน ๆ เช่น

 

 

จดหมายรักของ : ไอน์สไตน์ : ดอลลี่ เขียนถึง จอห์นนี่ (ไอน์สไตน์)

ถ้าเธอรักฉันมากพอ เขียนจดหมายถึงฉันนะ ฉันมีความสุขมากกับการอ่านจดหมายน่ารักของเธอ มันเต็มเปี่ยมด้วยความรักสุดซึ้ง แสดงให้ฉันเห็นอีกครั้งเถิดว่า ฉันยังเป็นที่รักของเธออยู่เสมอ คุณพระช่วย kiss ที่ฉันเก็บไว้รอเธอนั้น ช่างหวานนัก ตายละ! นี่ฉันแทบจะรอถึงวันอาทิตย์ไม่ได้เสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่เหลืออีกแค่สองวันเท่านั้น อ้อ อย่าตื่นสายนะคนดี เพราะในเช้าวันอาทิตย์ ฉันคงรอเธอด้วยใจจดจ่อทรมานยิ่ง

ดอลลี่

 

 

จดหมายรักของ : ยาขอบ : ห่มผ้าให้สาวนอนดิ้น

ในเวลาดึกและสงัด แม้แต่คนรองน้ำประปากันนอกวัด เวลามันลงปี๊บทีแรก ได้ยินเสียงโกร๊ก ๆ เข้ามาเช่นนี้ คิดถึงดาในวันนั้น และวันวันที่จะได้ยอดรักฉันมาจริง ๆ เหลือเกิน เป็นความสัตย์ ไม่ได้คิดด้วยโลกีย์และอารมณ์ของผู้ชายอย่างเดียวเลย ไม่ได้คิดว่าในเวลาเช่นนี้ จะได้กอดดาหรืออย่างอื่น

หากคิดไปถึงว่าในเตียงของเรา ดาอาจนอนดิ้นและผ้าห่มเปิด ยิ่งดึกยิ่งเห็น ฉันก็จะได้จัดคลุมผ้าห่มนอนให้เรียบร้อย ก็จะลุกมานั่งเขียนอย่างนี้ และค่อย ๆ ปัดผมที่มาปรกหน้า แล้วปล่อยให้คุณหลับโดยไม่กวน หรือถ้ากวน ก็ต้องอย่างเบาที่สุดที่จะไม่ให้คุณตื่น

ยาขอบ

 

ดาในภาพวาดของคุณยามดึกนั้น ออกจะน่าเกลียดไม่น้อย มีอย่างที่ไหนคะ นอนดิ้นจนผ้าห่มเปิด นั่นไม่ใช่ดาแน่นอนที่จะนอนดิ้นถึงขนาดนั้น ขอบคุณที่กรุณาห่มผ้าให้เรียบร้อย คุณคงชำนาญงานด้านนี้ไม่น้อย คือห่มผ้าให้ผู้หญิงนอนดิ้น และคงนอนดิ้นจนจนเห็นผ้าห่มเปิดมามากมายทีเดียวใช่ไหมคะ

พนิดา

 

 

จดหมายรักของ : มาร์ซิสต์ : เขียนถึงเจนนี่ในปี 1856

ภาพอันมีชีวิตชีวาของคุณที่ปรากฏเบื้องหน้าผมยามนี้ ผมกำลังโอบกอดคุณไว้ในอ้อมแขน จุมพิตคุณตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า ผมสยบยอมพร้อมคุกเข่าตรงหน้าคุณ แล้วเอ่ยว่า ผมรักคุณ

ผมต่อสู้เพื่อกรรมาชน แต่ความรักของผมมิใช่ความรักของชนชั้นกรรมาชีพแต่อย่างใด หากแต่เป็นความรักสูงสุด เท่าที่มนุษย์เกิดมาผู้หนึ่งจะพึงรักได้ ความรักที่ผมมีต่อคุณ ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งได้กลับมาเป็นผู้ชายอีกครั้งหนึ่ง

ในโลกที่มีผู้หญิงมากมาย ไม่ยากอะไรเลยที่ผมจะมองหาใบหน้าที่สวยสดงดงามของผู้หญิงที่มีอยู่มากหลาย แต่จะมีใบหน้าผู้หญิงคนใดเสมอเหมือนใบหน้าของคุณได้

ผมรักความเหี่ยวย่นที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคุณ เพราะทุกริ้วรอยเหล่านั้น

คือความทรงจำหวานชื่นทั้งหมดแห่งชีวิตผม

มาร์กซ์

 

 

สองบรรทัดสุดท้ายผมไม่แน่ใจว่าสาว ๆ บ้านเราอ่านแล้วจะขย้ำจดหมายเลิฟของคนรักทิ้งหรือเปล่า (รอยย่นที่ปรากฏบนใบหน้าเธอ-โอ่)

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้นึกอยากจะหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายด้วยลายมือเสียสักฉบับ อาจไม่ได้เป็นจดหมายรัก แต่อาจเขียนหาใครสักคน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง เขียนด้วยความรักคิดถึง ด้วยความหวังดี จากนั้นใส่ซองติดตราอากรแสตมป์ หย่อนลงตู้ไปรษณีย์สีแดงหน้าหมู่บ้าน  เฝ้ารอคอยว่าจดหมายจะเดินทางไปถึงวันไหน? ตอนเขาเปิดอ่านเขาจะรู้สึกอย่างไร แล้วเฝ้าคอยมองกล่องจดหมายหน้าบ้านว่าจะมีจดหมายตอบกลับมาหรือเปล่า

แล้วจากนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

เออ.. เขียนจดหมายมามีไรเปล่าวะ?”

ผู้โทรมาไม่ได้รู้เลยว่าได้ทำร้ายจิตใจเจ้าของจดหมายอย่างแสนสาหัส (ฮ๊วย!!!)

 

 

จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม ; กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

รวมจดหมายจากนักเขียนถึงนักเขียน

สำนักพิมพ์ : บ้านหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ผู้อ่านชื่นชอบ ซึ่งหากใครเคยประทับใจและชุ่มชื่นใจกับบรรยากาศของ บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร มาแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่ผู้เขียนลงรายละเอียดลึกไปในเรื่องราว ที่มีต่องานเขียน ที่มีต่อหนังสือที่อ่าน และที่มีต่อนักเขียนหนุ่มด้วยกัน เหมือนจดหมายที่พี่ชายเขียนถึงน้องชายที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน

จดหมายทุกฉบับนั้นเต็มล้นด้วยความตั้งใจ หวังดี และมีแง่คิดต่าง ๆ ต่อสังคม ต่อวรรณกรรม ต่อผู้คนในวงการวรรณกรรม  นั่นจึงทำให้จดหมายของกนกพงศ์ หาได้เป็นเพียงจดหมาย หากแต่เป็น หมายเหตุของเวลาขณะนั้น และเป็นวรรณกรรมที่ควรค่าต่อการเรียนรู้ครุ่นคิดไปตามเนื้อความที่บันทึกไว้

บางส่วนบางตอนในหนังสือ

 

๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ / จดหมายถึงขจรฤทธิ์

คนเรานี้เองคือผู้สร้างกระแส หากเรายังคงทำงานกันอยู่ผมก็เชื่ออย่างยิ่งว่างานยอมไปเปิดที่ทางของมันเอง แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาเราจะประมาทมันเกินไป ความจริงเขา (อะไรสักอย่าง) ก็ให้เวลาสำหรับวรรณกรรมแนวพวกเราพิสูจน์ตัวเองพอสมควร อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ หากเทียบกับการผันเปลี่ยนของอะไรแต่ละอย่างในยุคนี้ แต่พวกเราไม่มีความต่อเนื้องกันเอง นับแต่รุ่นพี่ชาติ พี่ลอง แล้วที่พวกเราได้ลงหลักปักฐานมั่นคงเสียที

กระทั่งมาถึงรุ่นผมรุ่นคุณ เราก็ยังเอ้อระเหยกันอยู่ แล้ววันนี้เป็นไง? โจทย์มันเลยยิ่งยากขึ้น เมื่อเราต้องไปต่อสู้กับกระแสใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้าน เราต้องเอาคนอ่านให้อยู่ คนอ่านซึ่งผลัดรุ่นไปแล้ว เราจึงมิได้ต่อสู้แค่เพียงการเขียนงานที่ดีเท่านั้นแต่ต้องเป็นดีที่สุด เพื่อมีน้ำหนักมากพอจะไปคานกับโจทย์ใหม่ นี่ยิ่งเป็นเรื่องยากกว่าเมื่อห้าปีสิบปีก่อนเยอะ ผมรู้สึกได้เช่นนี้

 

๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๖/ จดหมายถึงขวัญยืน

ในสถานที่อื่น ซึ่งแวดล้อมอยู่ด้วยสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือปรุงแต่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากที่คนเราจะรู้สึก สำนึก หรือตระหนักถึงการเป็นชีวิตที่แท้ มันเหมือนม่านบาง ๆ มาคั่นสายตา แต่มันก็เป็นกำแพงหนาพอที่แม้แต่ "ใจ" ของคนก็ไม่อาจแทรกผ่านไปได้ คนเราจึงมีชีวิตหลงวงอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ระหว่างตัวเราเองกับกำแพงนั้น ในที่แคบนั้น อากาศย่อมน้อยนิด นั่นเองที่เรารู้สึกอึดอัด ข้อสำคัญที่ว่า เราไม่รู้ว่าอึดอัดอยู่กับอะไร เพราะเรามองไม่เห็นกำแพงที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายขนตาของเรา

ผมมองเห็นเขาหลวงทุกวัน หน้าบ้านมีจุดหนึ่งให้มองเห็นเขาหลวงทั้งเทือก เห็นยอดเขาซึ่งตระหง่านอยู่ในเมฆ น่าแปลกเหลือเกิน เมื่อเรามองออกไปไกลเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นลึกลงไปในตัวเราเท่านั้น เหมือนกับว่าระยะทางจากปลายขนตาเราไปถึงยอดเขา คือระยะทางจากผิวหนังของเราลึกลงไปในใจที่เราหยั่งถึง ส่วนที่หยั่งไม่ถึงอีกเล่า? ลึกลงไปเท่าไหร่?

 

๒๖ กันยายน ๒๕๔๖/ จดหมายถึงขวัญยืน

ขวัญยืนครับ เมื่อถึงวันนี้ จากสมมุติฐานเช่นนั้น ผมยิ่งเชื่อมั่นเมื่อเห็นชัดขึ้นว่า เราได้เคลื่อนไหวไปด้วยความเร็ว ตามการพัฒนาด้านนี้ของวิทยาศาสตร์ และได้นำเรามาสู่ความอับจนบางอย่าง

ในสังคมเกษตรกรรม วงรอบของการผลิต / วิถีผลิตนั้นช้า เคลื่อนไหวช้า ด้วยต้องรอ "ชีวิต" ผลิบานรอหน่องอกจากเมล็ด รอการเติบโต ออกดอก ออกผล และรอผลสุก เราต้องรอ เราจึงเดินทางเร็วไม่ได้ การต้องรอและเดินทางช้านั่นละครับ ที่ทำให้คนเรามี  "เวลา" มากมาย พอที่จะชื่นชมดอกไม้บาน พอที่จะหาเรื่องสนุกใส่ตัว ผมอยากพูดด้วยซ้ำว่า คนเมื่อก่อนเขามีสุนทรียะอย่างยิ่ง คิดค้นเสกสรรศิลปะตั้งมากมาย นั่นเพราะวิถีของเขา วิถีของการรอ!

 

๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ / จดหมายถึงจรรยา

หนังสือเล่มเดียวส่งผลต่อชีวิตคนเราได้จริง ๆ ผมเชื่อ เพราะการอ่านคือการเสวนากับความคิดของเราเอง โดยทัศนะของคนเขียนเป็นเพียงตัวผ่านหรือตัวสื่อ ผมประทับใจจรรยาที่อ่านหนังสือ เหมือนที่ประทับใจเด็ก ๆ ของหมู่บ้าน และเมื่อไหร่ที่เราอ่านหนังสือดี ผมเชื่อย่างยิ่งว่าคนคนนั้นจะมีสติกับชีวิต เขาไม่ทำอะไรร้ายๆหรอก เขาจะคิดแต่เรื่องดี ๆ ทำแต่สิ่งดี ๆ หนังสือที่ดีกล่อมเกลาเขา

ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการศึกษาระดับใดทั้งสิ้น คนเราสามารถเข้าใจชีวิตได้ทุกคน หากเขาอยากเป็น

 

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ประโยคหนึ่งเกิดขึ้นในความคิดผม  มากกว่าที่จะเป็นจดหมายเพราะนี่หาใส่เป็นเพียงการส่งข่าวสารต่อกันและกัน หากแต่เป็นวรรณกรรมชนิดหนึ่งที่อ่านแล้วได้รส และได้คิด  มันทำให้นึกเลยไปถึงอีกเรื่องหนึ่งคือ คำว่า มากกว่าวรรณกรรม ประโยคนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของเจ้าชายน้อย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

 

 

เพื่อร่วมงานคนหนึ่งของผม ซึ่งนานเหลือเกินจะเจอะเจอเสียหนึ่งคน ที่ชอบอ่านหนังสือจำพวกวรรณกรรม เมื่อเอ่ยถึง เจ้าชายน้อย เขาก็จะมีเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับเหล่าสาวกหนังสือเล่มนี้ มันเหมือนเป็นศาสดาทางจิตวิญญาณ เขาว่าถึงขนาดนั้น (โอ่)

เรื่องแบบนี้ผมเองก็เห็นด้วยหลายส่วน เท่าที่นึกได้เกี่ยวกับตัวหนังสือที่เป็นมากกว่าหยดหมึกที่ประทับบนกระดาษก็เห็นจะมี เทพกวนอูที่ผู้คนพากันกราบไหว้ขอพรซึ่งถือกำเนิดจากวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ สามก๊ก โดยวรรณกรรมเรื่องนี้เริ่มต้นจากการเป็นจดหมายเหตุ แต่งโดย เฉินโซ่ว ภายหลังต่อมาได้มีการนำมาผูกเรียงเรื่องราวจนเป็นนิยายวรรณกรรม โดย หลอ-กว้านจง (เป็นปราชญ์และนักประพันธ์ชาวจีน มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. 1330 - ค.ศ. 1400) หรือยุคปลายของราชวงศ์หยวน ต่อถึงต้นราชวงศ์หมิง) กลายเป็นวรรณกรรมอมตะอีกเรื่องหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (แต่เราไม่ค่อยกล่าวถึงคนเขียนเลย)

ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของ ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ ที่ใช้เรื่องราวในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่บรรทัด เรียงร้อยออกมาเป็นวรรณกรรมขนาดยาวและงดงามด้วยวรรณศิลป์ หากแต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขามีศาลเจ้าของจะเด็ดหรือเปล่า(อืม)

ไหนจะเทพลิงเห้งเจีย ในเรื่อง ไซอิ๋ว ซึ่งแต่งขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1590 ในช่วงของราชวงศ์หมิง ประพันธ์โดย อู๋เฉิงเอิน เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงการเดินทางไปอัญเชิญคัมภีร์ พระพุทธศาสนา ของพระถังซำจั๋ง และเหล่าลูกศิษย์อมนุษย์ทั้งหลาย อันเปรียบเทียบได้กับจิตใจภาคต่าง ๆ ของผู้คน วรรณกรรมเรื่องนี้ก็อีกเช่นกันที่ตัวแสดงมีอำนาจมากมายจนไม่มีใครได้นึกถึงว่าใครเป็นคนประพันธ์

อู๋เฉิงเอิน หากยังมีชีวิตอยู่จะรู้สึกอย่างไรนะ ถ้าวันหนึ่งเขาเดินเล่นไปในทางเท้าข้างร้านค้าตลาดชาวไทยเชื้อสายจีน พบเจอตัวละครที่เขาเสกสรรไว้ ยื่นนิ่งตรงแท่นบูชา มีคนมาคารวะกราบขอพร

ความรู้สึกของอองตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี  ก็คงคล้ายเคียงกัน หากวันหนึ่งวันใดมีใครสักคนเอารูปปั้นเจ้าชายน้อยมาวางไว้บนแท่นบูชา จากนั้นขอพรให้ตัวเองได้ไปดวงดาวแห่งอำนาจ

 

 

 

WARTIME WRITINGS 1939-1944

By ANTOINE DE SAINT-EXUPERY

บันทึกแห่งจิตวิญญาณ : แซงเต็ก ซูเปรี เขียน

บันทึกเร่งด่วน.. ของโลกที่ร้อนระอุและจิตวิญญาณที่ปวดร้าว

ศักดิ์ บวร : แปล

สำนักพิมพ์ สมิต 2005

เมื่อเอ่ยชื่อของ อองตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี นักอ่านย่อมนึกถึงภาพของ เจ้าชายน้อย เรื่องราวการเดินทางของเจ้าชายไปยังดวงดาวต่าง ๆ พบนักภูมิศาสตร์ที่นั่งจมอยู่กับข้อมูล นักปกครองที่ต้องการเพียงอำนาจ นักธุรกิจที่เอาเวลาทั้งชีวิตนับดวงดาว และดอกไม้ช่างพูด

เจ้าชายน้อย ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี นักเขียนและนักบินชาวฝรั่งเศส เขียนงานเขียนชิ้นนี้ขณะพำนักอยู่ที่นิวยอร์ก หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1944 เขาได้รับภารกิจให้ออกบินลาดตระเวนน่านฟ้าเหนือเมืองอังเนอซี

และ-นั่นเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของ อองตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี  แล้ว-บันทึกที่เร่งด่วน.. ของโลกที่ร้อนระอุมีความหมายว่าอย่างไรในหนังสือเล่มนี้?

ภายหลังการจากไปของผู้เขียนเจ้าชายน้อย ได้มีการรวบรวม ข้อเขียนบันทึก จดหมาย และบทความอื่น ๆ ที่ แซงเต็กได้เหลือทิ้งไว้บนกระดาษ มันคล้ายเป็นคำพยาการณ์ และในอีกมุมหนึ่ง คล้ายเป็นแนวแสงนำทางสู่ปรัชญาแนวคิดในแบบแซงเต็ก ในห้วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นและกำลังดำเนินไป

เป็นจดหมายบันทึกที่อ่านแล้วรู้สึกขมลึกๆ โลกที่ร้อนระอุของแซงเต็กคงหมายถึงความร้อนรุมของไฟสงคราม การได้เข้าร่วมภาระกิจการบินในสงครามของเขา ทำให้เขาพบเจอ และเก็บเกี่ยวแง่คิดมากมาย ทั้งในทางการเมือง และชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบ

แซงเต็กเขียนถึงคนไม่กี่คน มารดาของเขา มร.เอ๊กซ์ (ผู้ที่ไม่ประสงค์ให้เอ่ยนาม) ในแต่ละฉบับนั้นมีเรื่องราวและคมคิดของแซงเต็กเกี่ยวกับสงครามเสมอ จึงอยากจะขอยกมาให้อ่านบางส่วนในแต่ละหมวดข้อคิด

 

ระหว่างสงคราม

ประเทศเยอรมัน ครั้งหนึ่งผมเคยถาม ลาฟาเรฟว่า

อะไรทำให้ฮิตเลอร์ประทับใจในตัวแชมเบอร์เลน (โจเซฟ แชมเบอร์เลน นักการเมืองสำคัญคนหนึ่งในอังกฤษ เป็นนักปฏิรูปสังคม) ซึ่งติดต่อกับเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้  ความยิ่งใหญ่  เขาตอบเรียบ ๆ นั่นเป็นคำตอบที่คาดหวังได้มาก่อนแล้ว แต่หากคุณมาอยู่ตรงหน้าเบิร์กสันกับแอตติลลา คุณจะไม่สงสัยเลยว่าทำไมแอตติลลาจึงทำให้เบิร์กสันตกตะลึง เพราะในส่วนของเบิร์กสัน เขาไม่มีอะไรที่จะสามารถทำให้แอตติลลาประทับใจในตัวเขาได้เลย

กะลาสีเรือขี้เมามักทำเสียงดังมากกว่านักปราชญ์ ทำนองเดียวกัน พวกเอสเอสก็ชอบซุกนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างใต้เข็มขัด แล้วเดินไปเดินมา สลับกับการก้มมองนักฟิสิกส์ที่กำลังขัดโถส้วมอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวประหนึ่งอากัปกิริยาของเขาจะสามารถสร้างความตกตะลึงให้แก่นักฟิสิกส์ได้

 

เขียนถึง เลวิส กาลังติเยร์ : มกราคม 1942

ถ้าผมเขียน

ผมต้องถามตัวเองว่า พวกเขาจะคิดยังไงกับหนังสือของผม? มันจะมีชะตากรรมยังไงในอีกสิบปีข้างหน้า ไม่ใช่ให้มันเป็นหนังสือที่คนตาเหล่กับคนที่ปัญญาแค่ทารกมาแสดงความเห็นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยใส่ใจแม้แต่นิดเดียว ผมไม่เคยสนใจเลยแม้แต่น้อยว่าบทกวี ที่ผมเขียนจะมีใครชอบและมีใครอ่าน หรือมีใครได้ยินหลังจากสี่สิบปีหลังจากที่ผมตายไปแล้วหรือไม่ เพราะสำหรับผม ดูเหมือนว่า ภาพลักษณ์ของนักกวีที่ผู้คนมองด้วยสายตาผิด ๆ เนื่องจากขาดความเข้าใจเรื่องอยุติธรรมของมนุษย์ และไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ จนกว่าเวลาจะผ่านไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี 

เป็นการแสดงความเห็นใจที่ปัญญาอ่อนที่สุด เพราะถ้าเป็นผม ผมจะไม่ร้องไห้ให้แก่ปลาไหลที่วางไข่อยู่ในทะเลซากาซโซและจะไม่รับรู้ในเรื่องลูก ๆ ของมันด้วย

ผมไม่สนใจว่าหนังสือของผมจะเป็นหนังสือที่ดีหรือมีคนอ่านในวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่ เพราะที่ผมสนใจก็คือหากมันเป็นหนังสือที่ไร้คุณค่า ผมก็ขอให้มันเป็นหัวข้อที่ต้องสนใจถกกันในตอนนี้ หลังจากนั้นผมก็ไม่ใส่ใจว่าจะมีใครอ่านหรือไม่อีกเลย

ปัญหาเดียวที่ผมมีตอนนี้คือเรื่องเงิน ตอนนี้ผมจำเป็นต้องใช้เงิน ผมจำเป็นต้องใช้เงินมาก และรู้สึกปลาบปลื้มยินดีหากได้รับ แต่ผมก็ไม่สามารถรวมทั้งสองประเด็นให้เข้าหากันแบบจับแพะชนแกะได้ เพราะผมมีปมเขื่องเพียงสองรูปแบบ และหนึ่งในสองรูปแบบนั้นมีความหมายยิ่งใหญ่มากกว่าอีกรูปแบบหนึ่ง แน่นอน ผมไม่สามารถซื้อหาอะไรได้ด้วยเงินที่ได้รับมาด้วยความพอใจมากกว่าการพูดถึงในด้านของความหมายที่แท้จริงของมัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมแสดงตัวตนในทิศทางแย่ ๆ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน ผมจะถือว่า ตัวเองไม่ได้รับใช้ประชาชนอย่างที่ควรเป็น

สรุปคือ- ผมพอใจขายหนังสือเพียงหนึ่งร้อยเล่มโดยที่ผมไม่รู้สึกอาย มากกว่าขายหนังสือแย่ ๆ ได้หกล้านเล่ม

 

เกี่ยวกับนักตรรกศาสตร์ : 1 สิงหาคม 1939

ฌ็อง-มารี ก็องตี บรรณาธิการวารสาร ด็อคคิวเมนต์ วารสารเกี่ยวกับนักบินทดสอบได้นำงานเขียนของแซงเต็กไปตีพิมพ์

เนื้อความบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่นักทฤษฎีเชื่อมั่นในหลักตรรกศาสตร์ เขาก็เชื่อมั่นว่าตนเกลียดชังหรือดูหมิ่นความฝัน แรงบันดาลใจและบทกวี โดยไม่ได้ตระหนักว่าปัจจัยทางด้านเทพนิยายทั้งสามดังกล่าวข้างต้นมีติดตัวเข้ามาตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นสิ่งช่วยพัฒนาความคิด จนเขาสามารถค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ การทำงานบนข้อสมมุติฐาน บนสภาพเงื่อนไขของการประนีประนอม และในรูปแบบของการเปรียบเทียบ ในเวลาต่อมา

ดังนั้น การที่นักทฤษฎีออกมาบอกว่า ตนประสบความสำเร็จก็เพราะมุ่งมั่นกับการทำงานบนหลักเหตุผลเพียงประการเดียว ก็เท่ากับเขากำลังหลอกลวงหลักของการโต้แย้งด้วยเหตุผล เพราะหากเขายอมฟังหลักเหตุผลนั่นก็แสดงว่า เขากำลังฟังเสียงดนตรีจากเทพธิดามูส .. เสียงเพลงที่กระตุ้นให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการค้นหา จนนำไปสู่ความสำเร็จ

 

ที่คล้ายคำทำนายหลังสงครามสิ้นสุด

เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง วิถีชีวิตของพวกเราจะไถลออกจากเส้นทาง ถึงตอนนั้น จอมปลวกมนุษย์จะอุดมสมบูรณ์ ยิ่งกว่าครั้งใดๆในอดีต นั่นคือ มนุษย์จะร่ำรวยขึ้นและมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่เรายังคงขาดสาระสำคัญของชีวิต.. เราจะมีความเป็นมนุษย์น้อยลงและจะสูญเสียสิทธิพิเศษหรืออำนาจลี้ลับในตัวโดยสิ้นเชิง

 

เขียนถึงมารดา : บอร์โดซ์ มิถุนายน 1940

ถึงแม่สุดที่รัก

เรากำลังเดินทางไปอัลเจียร์ ผมรักและอยากกอดแม่ หลังจากจดหมายฉบับนี้แล้ว อย่าคาดหวังว่าจะได้รับจดหมายจากผมอีก เพราะมันคงเป็นไปได้ยากมาก แต่ผมอยากให้แม่จำไว้ว่าผมรักแม่มากที่สุด

อองตวน

 

ผมยังอ่านเล่มนี้ไม่จบ เพราะค่อย ๆ บรรจงอ่านบรรจงคิดทีละบรรทัด ๆ หากแต่ชื่นชมงานเขียนของอองตวนก็อิตรงที่ว่า ภาษาที่ใช้นั้น ตรงๆชัดเจนไม่ต้องอ้อมค้อมพรรณาเสียเวลา สมแล้วที่เป็น

บันทึกเร่งด่วน.. ของโลกที่ร้อนระอุและจิตวิญญาณปวดร้าว เพราะระหว่างที่อ่าน ๆ ไป มันรู้สึกแปลบร้าวหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

Mailbox : โตมร ศุขปรีชา

สำนักพิมพ์ : openbook

เราอาจสามารถเขียนจดหมายถึงใครก็ได้ที่เรารู้จักและใครคนนั้นรู้จักเรา ส่วนจดหมายนั้นจะได้รับการตอบกลับหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง

จดหมายที่คุณโตมรเขียนถึงใครหลาย ๆ คน บ้างก็มีคนที่ผมรู้จัก บ้างก็เป็นคนที่ผมไม่รู้จักแต่มีชื่อเสียงในโลกของเขา อ่านเล่มนี้แล้ว ภาพของใครหลายคนที่ผมอยากจะเขียนหาก็ปรากฏขึ้นมารำไร

อืมม์-มันไม่ง่ายเลยที่จะเขียนอะไรบางอย่างถึงคนเด่นดังในทำนองตำหนิติติง นึกถึงคำนำในหนังสือของปราบดา เล่ม กระทบไหล่เขาว่าสาเหตุที่เขาไม่เขียนเกี่ยวกับคนไทยเลย เพราะ เรายังเป็นสังคมที่รับไม่ค่อยได้กับคำวิจารณ์ ซึ่งบางครั้งก็อาจมีขบกัดบ้างเล็กน้อยพอน่ารัก (เอาไว้วันหลังจะนำมาเล่า ของเขาขำได้ใจจริง ๆ) แต่ก็นั่นล่ะ ในปริมาณที่เท่ากัน ต่างคนก็ต่างความคิด ที่น้อยอาจมากไปในความคิดหนึ่งก็เป็นได้

mailbox เขียนจดหมายถึงใครหลายคน โดยไม่ได้หวังให้คนที่รับจดหมายตอบกลับ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบกลับได้ ซึ่งเอากันตามเนื้อหาจริงของหนังสือเล่มนี้ ออกจะสื่อสารเรื่องราวในเชิงชีวประวัติมากกว่า หากแต่ร้อยเรียงภาษาอย่าคนเขียนจดหมายถึงกัน นับเป็นงานเขียนที่เปิดมุมมองและเสริมองค์ความรู้ทางด้านบุคคลของโลกอีกชิ้นหนึ่ง

 

เขียนถึง แคโรล

บางตอน : งานชิ้นต่อมาที่คุณทำ ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะคุณจับเอาประเด็นที่พวกนักเรียกร้องสิทธิสตรี(ซึ่งหลายคนเรียกตัวเองว่า เฟมินิสต์-โดยไม่เข้าใจความหมายของคำนี้อย่างแท้จริง) เป็นเดือดเป็นแค้นอย่างเรื่องหนังโป๊หรือสื่อลามกที่เรียกว่า pornography มาผนวกรวมกับ เฟมินิสต์ แล้วสร้างออกมาเป็นหนังโป๊ที่เรียกว่า Feminist Porn ซึ่งต่อมากลายเป็นสกุลหนังสกุลใหม่ ที่ไม่เคยมีใครคิดถึงมาก่อน

หนังแนวเฟมินิสต์เรื่องแรกที่คุณร่วมกำกับด้วยคือ เรื่อง Annie Sprinkle’s Herstory of Porn ซึ่งฉายครั้งแรกที่เทศการหนังซานตาบาร์บารา ก่อนสร้างหนังเฟมินิสต์พอร์นออกมาอีกหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งคือ Blind Eye to Justice : HIV+ Women in California Prisons ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเอดส์และนักโทษสาวในคุก ได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม ที่เทศการหนัง Black Internationnal Cinema ที่กรุงเบอร์ลินด้วย

ผมไม่รู้ว่าคุณเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาทำงาน แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า คุณคงใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเหมือนงานศิลปะจัดวางชิ้นหนึ่ง คุณทำทุกอย่างเพื่อต่อต้านกับแรงกดดันทางการเมือง คุณพยายามใช้ชีวิตเพื่อแสดงให้ผู้คนเห็นและรู้ถึงประเด็นการต่อสู้ของคุณ คุณไม่ได้เพียงแต่พูดหรือเขียนหรือแสดงหรือทำหนัง แต่คุณใช้ชีวิตแบบกระหรี่ และภูมิใจที่จะบอกใครต่อใครว่าคุณเป็นกระหรี่ และเป็นกระหรี่ที่เป็นกวี เป็นนักทำหนัง เป็นนักแสดง เป็นศิลปิน เป็นนักต่อสู้ทางการเมือง ทว่าก็ยังเป็นกระหรี่

ผมรักความกล้าหาญของคุณเหลือเกินครับ แคโรล มีบ่อยครั้งที่ผมอยากเดินออกไปจากชีวิตของตัวเอง ไปถึงขั้นที่เหมือนคุณและเพื่อน ๆ ของคุณทำและเคยทำหรอกครับ เพียงเดินออกไปเท่านั้นผมก็ไม่กล้าเสียแล้ว

ผมขี้ขลาดเกินไปใช่ไหมครับ แคโรล คงเพราะเหตุนี้เอง ผมจึงรักความกล้าหาญของคุณ

ขอบคุณการใช้ชีวิตของคุณครับ

จากผม คนขลาดกลัวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

 

จดหมายหลายฉบับชื่นชม จดหมายหลายฉบับต่อว่า นั่นก็นับว่าเป็นความกล้าชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนแสดงออกมา เขียนถึงอีที คนขับรถตู้ คนขับแท็กซี่ ถึงวงบอยแบนด์แห่งรัฐคะฉิ่นพลัสทรีใครต่อใครอีกมากมายในเล่ม

จะว่าไปแล้ว ลองเป็นเรา เราจะเขียนถึงใครดีนะ? เขียนถึงโกวเล้ง เขียนถึงลิ้มคิมฮวง อาฮุย หรือ () ดี

โดยรวมแล้ว การเขียนจดหมายหรือจดบันทึกไม่ว่าด้วยดินสอ ปากกา บนกระดาษหรือฝาห้องน้ำ มันก็เป็นการปลดปล่อยสิ่งเร้นภายในของผู้เขียนออกมา งานเขียนจดหมายอาจแสดงออกถึงตัวตนแท้จริงมากกว่างานเขียนบทความ นิยายเรื่องเล่า ด้วยเพราะผ่านการขัดเกลาให้เข้ากับจริตสังคมในระดับหนึ่ง แต่บันทึกส่วนตัวหรือจดหมายปิดผนึกนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งความเป็นส่วนตัวทำให้เราปลดปล่อยตัวตนแท้จริงออกมา

จนกว่าจะมีใครเอาตัวตนของเราออกเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อถึงตอนนั้น

มันก็เป็นอีกเรื่อง

 

 

คำคมส่งท้าย.

ผมพอใจขายหนังสือเพียงหนึ่งร้อยเล่มโดยที่ผมไม่รู้สึกอาย มากกว่าขายหนังสือแย่ๆ ได้หกล้านเล่ม

อองตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี

 

 

 

 


เลือกคำสั่ง

ข้อมูล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.