ก้าวฯที่ ๔๘

1 02 2010

.

ก้าวฯที่ ๔๘

 

ก้าวฯที่ ๔๘

ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง) 
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน 
http://kaawrowkaw2.wordpress.com 
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา 
http://www.winbookclub.com

 

 

 

 

 

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ : 
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) / 
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





รอยก้าวบนทางทราย

1 02 2010

เรื่องจากปก โดย กีรติ

รอยก้าวบนทางทราย

.

ย้อนเวลากลับไปในวันเก่า  มีคนกลุ่มเล็กๆได้ริเริ่มการรวมกลุ่มของคนรักการเขียนและการอ่านในนาม ก้าวรอก้าว เป็นเสมือนที่รวมหัวกันทำงานของชาวห้องหนอนสนทนา  www.winbookclub.com ข้าพเจ้าจำได้ดีว่า คุณวนิดา (นามปากกา) เป็นผู้ตั้งชื่อนี้ มีความหมายถึงการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ทิ้งกัน รอคนอีกรุ่นที่กำลังก้าวมาถึง

ณ เวลานั้น ข้าพเจ้ามองเห็นความสนุก และมองเห็นความคึกคัก และไฟอันลุกโชน จากวันนั้นรวมถึงวันนี้ ๓ ปีแห่งการกำเนิด และ ๒ ปีเต็มของการทำงาน เราได้ผ่านเรื่องราวมากมาย มีทั้งเสียงเฮฮา เสียงน้อยใจ เสียงประชด รวมไปถึงเสียงแห่งความโหยหา

ครั้งหนึ่ง เราเคยปิดทำการไป ๑ ปี เราเรียกร้องให้ทีมงานก้าวรอก้าวที่ยังไหว ยังมีแรง และรวมถึงผู้ที่พักมาพอแล้วคืนกลับทำงานกันอีกครั้ง มีผู้ร่วมงานหน้าใหม่เข้ามาเพิ่มความทันสมัย มีสีสัน และที่สำคัญ ก้าวรอก้าวในก้าวปัจจุบัน มีความมั่นคงและตั้งใจซ้ำหนักกว่าเดิม

ความไม่แน่นอนคือความมั่นคงหนึ่งเดียวของเรา มีผู้คนผลัดเปลี่ยนรอยก้าว ทว่ายังคงทำให้เส้นทางเดินนั้นยังอยู่ ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือเรื่อง อยู่กับมาร ในนั้นมีเนื้อหาที่ข้าพเจ้าประทับใจ กล่าวถึงรอยเท้าบนทรายที่ทำให้ผู้หลงทางนั้น มีความหวังและคิดว่า ได้มีผู้มาเยือนก่อนหน้า โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือรอยเท้าของตนที่เดินเป็นวงกลม เป็นวงล้อมของวัฎฎะ คำของเขาสวยกว่านี้ กระชับกว่านี้ แต่นี่คือการถ่ายทอดความเข้าใจที่ข้าพเจ้ามี และเพียงเพื่อต้องการเปรียบให้เห็นถึง รอยก้าวที่เราได้รอให้เกิดขึ้น ได้เกิดอีกครั้งในการทำงานของก้าวรอก้าวในปีที่ ๓

เราต่างเดินเป็นวงกลม  เราต่างประทับรอยบนทางทรายที่อ่อนยวบ และเรายังดีใจด้วยซ้ำว่ารอยเท้าที่เปะปะเบื้องหน้านั้น คือรอยเท้าของใครมากหน้าหาใช่รอยเท้าของเราผู้เดียว

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่เดินทางมาถึงวันนี้ ขอบคุณผู้อ่านที่เข้ามาทำความรู้จักและทักทาย ขอบคุณทุกๆ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมาระหว่างเราชาวก้าว  ที่อย่างน้อยก็ทำให้ข้าพเจ้ารู้ตัวเองว่า มีหัวใจเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้อื่น

ขอบคุณ วินทร์ เลียววาริณ สำหรับพื้นที่และกำลังใจ ชาวก้าวรอก้าวรับรู้ในการเฝ้าดูของพี่เสมอ •

 

สารบัญ





บนแผ่นดินอันโดดเดี่ยว

1 02 2010

ไป Blog ของ กวิสรา

.

บนแผ่นดินอันโดดเดี่ยว

.

เปลี่ยนห้วงสู่ห้วงเวลา ถอยหลังนาฬิกา
แปลกหน้าแผ่นดินถิ่นนี้ .
. .
แห่งธันวาคม – นาที ลมหนาวโบกตี
เยือกกว่าแผ่นดินข้านัก .
. .
สั่นในเสื้อเก่าแม่ถัก งกเงิ่นชะงัก
ข้าเห็นนกบินหลงฟ้า .
. .
กลางเวิ้งสีขาว-สะท้อนเข้าตา ต้นเดียวพฤกษา
เหลือแต่กิ่งแห้งก้านพัง .
. .
ขาวนั้นยะเยือกทรงพลัง สะกดโลกภวังค์
กระทั่งไร้สุ้มเสียงใด .
. .
ข้ายังไม่หายสงสัย โดดเดี่ยวแห่งใด
เทียมเท่าต้นไม้ต้นนั้น .
. .
อย่างทรนงใดกัน ยืนหยัด-ข้าสั่น
เหยียดร่างตระหง่านท้าทาย .
. .
ข้ายังสงสัยไม่หาย เจ้าเป็น – ข้าตาย
หากข้าโดดเดี่ยวเช่นนั้น .
. .
ยามข้าจุดไฟเห็นควัน ผ่านคืนข้าฝัน
ถึงต้นไม้ทรนง .
. .

กวิสรา  – มกราคม  2553

 

สารบัญ





2 ทางขนาน

1 02 2010

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

2 ทางขนาน

.

ชีวิตของเรามักเริ่มต้นจากทางคู่ขนาน…

 

เราเริ่มออกเดิน พร้อมๆ กับผู้คนบนถนนอีกเส้นหนึ่งเสมอ

บ้างมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
และ…บ้างก็เดินสวนทางกัน

เดินไปไม่เท่าไหร่ หลายคนเปลี่ยนใจ อยากเปลี่ยนเส้นทางเดิน

หลายคนยอมเสียเวลา…
เพียงให้ได้เดินอยู่ทางที่ต้องการไปจริงๆ

หลายคนเสียดายเวลา…
ในเมื่อเราเดินมาไกลแล้ว ไยเราต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีก

หนึ่งคนเปลี่ยน…
หนึ่งคนเดินต่อ…

แต่อีกหลายคน…สับสน

ยิ่งใกล้ถึงจุดหมาย…ยิ่งพบกับความยากลำบาก

หลายคนพยายาม ปีนป่ายให้ถึงจุดหมาย

หลายคนพลาดพลั้งตกลงมา

หลายคนเจ็บ แต่เขาลุกขึ้นสู้ต่อ

หลายคนเจ็บ แต่ท้อแท้ สิ้นหวัง

หมดกำลังใจ

บางคนหลงระเริงกับสีสันที่ตัวเองขีดเขียนไว้
แน่นอน…อีกทางคู่ขนานหนึ่งหลายคนแต่งแต้มสีสันให้พอดีกับตัวเอง

.

หลายคนคิดแต่จะแข่งขัน

ขณะที่อีกหลายคน
คิดว่าเป็นเพียงแค่เกม…ฆ่าเวลา

ไม่มีใครอยากเสียเวลาเล่นเกม
ที่ทั้งบั่นทอนร่างกาย และจิตใจ

แต่คนที่คิดเพียงแต่จะแข่งขัน
เค้าจะอยู่ในเกมนั้นตลอดชีวิต

บนทางขนานที่เต็มไปด้วยความผันแปร เปลี่ยนแปลง ความมีระเบียบวินัยในชีวิต
อาจจะทำให้เราจัดการกับอะไรได้ดี มากกว่าใช้ชีวิตโดยไร้แบบแผนก็ได้

.

น่าแปลก ที่เมื่อใครหลายคน เมื่อยกระดับตัวเองขึ้นไปยืนบนที่สูงแล้ว

.

กลับยิ่งอยากขึ้นไปสูงกว่าเดิม สูงขึ้นไปอีก อยู่บนทางที่เหนือกว่าใครทั้งหมด

.

ทั้งนี้สุดแล้วแต่ว่าใครจะขีดเส้นของตัวเอง

ให้อยู่ในระดับไหน 

 

 

 

 

 

แต่สุดท้าย…ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร

เราก็รู้ตัวดีอยู่แล้วว่า
เรายังมีเพื่อน
คอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เสมอ

บนเส้นทางคู่ขนานที่เราเดิน
หรือวิ่งอยู่

รู้ไว้ว่า…คุณมีเพื่อนที่ตามอยู่
บนเส้นขนานนั้นตลอดเวลา

และถ้าเรามีแก่ใจคิดถึงเพื่อนคนนั้น
บางทีเส้นขนานที่ว่าจะไม่มีวันมาบรรจบกัน

เราอาจจะเจอทางแยกข้างหน้า
ให้เราหยุดพัก เพื่อมาเจอกันก็ได้

แด่เพื่อน…ที่ร่วมเดินบนเส้นขนาน

 

สารบัญ





ไม่สิ้นสุด…

1 02 2010

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

ไม่สิ้นสุด…

.

.

.

เขียนที่ม้านั่งใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่

.

เพื่อนร่วมทางก้าว…รอ…ก้าวที่รัก

แสงสีแดงแสดส้มผสมผสานกันจากดวงดะวันดวงโตซึ่งวางมุมทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศ  แม้ว่าสีแสงจะครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่จนยากที่จะประมาณได้  แต่ในที่สุดแล้วแสงสวยจากดวงตะวันก็มีอันสิ้นสุดลงที่ปลายขอบฟ้า ณ เวลาสุดท้ายของวัน…

เบื้องหลังของด้านหลังโปสการ์ดใบนี้  คือโมงยามที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติ  บนที่ราบของภูเขาหินทรายยอดตัด  พร้อม ๆ กับกลุ่มเพื่อนรัก  เห็นโปสการ์ดใบนี้แล้วทำให้ผู้เขียนหวนคำนึงถึงช่วงเวลาสุดท้ายของวันก่อนที่เราจะอำลาจากภูกระดึง  แม้ความสุขจะมากมายสักเพียงไรก็ตาม  สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นก็ต้องสิ้นสุดลง

.

.

เช่นกันกับที่ทุกผู้คนจะต้องมีเวลาได้ทำความรู้จักกับความรู้สึกก่อนการสิ้นสุดนั้น…

การต้องสิ้นสุดจากเรื่องราวในหนังสือที่อ่านแสนเพลิดเพลินเล่มหนึ่ง

การสิ้นสุดจากการเรียนรู้บางบทเรียนที่แสนประทับใจ

การสิ้นสุดของความฝันอันแสนสวยงาม

การสิ้นสุดของการพบกันในคู่รักที่จำต้องพรากจากกันแสนไกล

หรือแม้แต่…การสิ้นสุดของลมหายใจ

.

.

ผู้เขียนตื่นขึ้นจากการหลับใหลในรถทัวร์หลังวันสิ้นสุดความสุขนั้น  และได้พบกับเช้าวันใหม่ซึ่งมีความรู้สึกต่าง ๆ ที่เข้ามามากมาย  แล้วความสุขที่ได้ค้นพบใหม่ ๆ ก็ผ่านเข้ามาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า…

เช่นกันกับดวงตะวันที่มีลำแสงสุดท้ายของวัน  ก็มีลำแสงแรกหมุนเวียนเรื่อยไป…

ตราบเท่าที่ตะวันดวงโตยังคงฉายฉาน  ความหวังนั้นจะยังสว่างไสวขึ้นมาได้ใหม่เสมอ  แม้เคยมีวันดับวูบไป…

.

.

โปสการ์ดใบนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดของคอลัมน์ที่ด้านหลังของโปสการ์ดใน  ก้าว…รอ…ก้าว ที่ก้าวกันมานานรวมสองปี  แม้ว่าผู้เขียนจะเพิ่งเข้ามาร่วมงานกับ ก้าว..รอ..ก้าว ได้ไม่ถึงหนึ่งปี  แต่ประสบการณ์ที่ได้จากการร่วมงานเขียนด้วยกันภายใต้ธีมต่าง ๆ ที่ได้รับจนถึงบัดนี้นั้น  นับว่ามากมายเหลือเกิน  ผู้เขียนขอขอบคุณกองบรรณาธิการก้าว…รอ…ก้าวและคอลัมนิสต์ทุกท่าน  ที่ร่วมก้าวไปในงานเขียนด้วยกันตลอดมา  ขอบคุณคำแนะนำ  การให้คำปรึกษาและสิ่งดี ๆ ที่มอบให้แก่กันมา  และขอบคุณในทุกไมตรีจิตที่สื่อถึงกัน

อีกทั้งผู้เขียนขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน  ที่เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทางก้าว…รอ…ก้าว  ก้าวเดินและรั้งรอกันไปทุกก้าวตัวอักษร  ขอขอบคุณในคำแนะนำและความคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นเสมือนแรงผลักดัน  เป็นพลังให้หัวใจทำงาน  และก้าว… ต่อไปได้จนสิ้นสุดคอลัมน์ที่ด้านหลังของโปสการ์ดในฉบับนี้

.

.

การเริ่มต้นจะบังเกิดได้อีกครั้งนั้นต้องอาศัยแรงพลัง  เช่นกันกับโลกที่ได้รับแสงจากดวงตะวัน…

.

ด้วยแรงใจจากทั้งกองบรรณาธิการ คอลัมนิสต์และท่านผู้อ่านผู้ร่วมก้าวไปพร้อมกันทุกท่าน  คอลัมน์ที่ด้านหลังของโปสการ์ดจะก้าวข้ามผ่านจุดสิ้นสุดในปีที่สองนี้ไป  และเริ่มก้าวต่อไปใน ก้าว..รอ..ก้าว ปีที่สามพร้อม ๆ กับเพื่อนร่วมก้าวใหม่ ๆ

.

การสิ้นสุด  นั้นไม่ใช่สิ่งสุดท้ายเสมอไป  หากเรายังมีเรี่ยวแรงกายใจก้าวไปข้างหน้าเพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่  เหตุการณ์  ความคิด  และความรู้สึกใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนดังที่แล้วมา

.

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  โปสการ์ดใน ก้าว..รอ..ก้าวปีที่สอง  จะได้แสดงแง่มุมความคิด  ประสบการณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผู้อ่านจะสามารถเลือกสรรไปขบคิด  หรือเพียงรับรู้  หรือแม้กระทั่งต่อยอดได้  อีกทั้งอาจจะเป็นพลังใจในวันที่แรงใจกำลังสิ้นสุดลง  หวังว่าเนื้อหาจากโปสการ์ดจะมีส่วนทำให้ผู้อ่านก้าวข้ามจุดสิ้นสุดของความคิด  และพลังใจที่เกิดขึ้นนั้นได้ไม่มากก็น้อย  แล้วก้าวต่อไป…กับเรา

.

อนึ่ง…คอลัมน์  “ ที่ด้านหลังของโปสการ์ด ”  ในก้าว..รอ..ก้าวปีที่สาม  จะเป็นการเขียนตามธีมดังเดิม  แต่มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ  โดยบุคคลที่ผู้เขียนจะทำการเขียนถึงจะมีเพียงผู้เดียวในทุกฉบับ  บุคคลผู้นี้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผู้เขียนมาเป็นระยะเวลายาวนาน  และถือว่ามีความสำคัญสำหรับผู้เขียนผู้หนึ่ง

.

.

การเดินทางนำพาผู้เขียนให้พบกับสิ่งแปลกใหม่มากมาย  บางครั้งเป็นการพาให้ผู้เขียนสามารถก้าวข้ามความรู้สึกหวงแหนช่วงเวลาก่อนการสิ้นสุดของหลายสิ่งหลายอย่างนั้น  โดยที่ผู้เขียนแทบไม่ทันรู้สึกตัว  แต่โปสการ์ดจากการเดินทางกลับเป็นเหมือนภาพบันทึกและที่ด้านหลังของโปสการ์ดก็คือจารึกสำหรับช่วงเวลาซึ่งน่าหวงแหนเหล่านั้นไว้ 

.

.

.

ผู้เขียนเชื่อว่า…การส่งโปสการ์ดให้ใครสักคน  บางครั้งภาพและถ้อยคำบนโปสการ์ด  อาจจะสามารถเป็นแรงพลังในการบันดาลใจ  บันดาลความฝัน  ความตั้งใจของการเริ่มต้นการเดินทาง  เพื่อก้าวสู่ปลายทาง…ที่เบื้องหลังของด้านหลังโปสการ์ด…

และที่ตรงนั้น  ก็คล้าย ๆ ว่าเราจะได้…  ร่วมทางไป…  ก้าว…ไปด้วยกัน…

.

.

.

.

ขอขอบคุณ

เพื่อนรักทุกคน  ที่ร่วมทางกันไป  สัญจรสุขทุกข์  ตะลอนทัวร์คละเคล้ารอยยิ้มและเหงื่อไคลไปด้วยกัน  และทุกผู้คนซึ่งได้เอ่ยนามในการเขียนโปสการ์ดตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา

.

สารบัญ





ก้าวฯที่ ๔๗

15 01 2010

.

ก้าวฯที่ ๔๗

      

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /





เหงาเหง้าเงา

15 01 2010

เรื่องจากปก โดย กีรติ

เหงาเหง้าเงา

..

ครั้งยังเด็ก เงาเป็นสิ่งแปลกชวนให้เกิดคำถาม และสัญชาตญาณการเรียนรู้ได้หาคำตอบให้ในทันที  หลังจากนั้นฉันเริ่มเล่นเงา แม่จะเป็นคนบอกเสมอว่า อย่าเล่นเงาเดี๋ยวผีจับตัวไป ฉันคิด จริงเหรอ?

มีวิธีในการเล่นเงามากมาย ทั้งการทำมือให้เป็นรูปร่างต่างๆ หมา ผีเสื้อ งู ช้าง นอกจากนี้ ฉันยังทำท่าทางเล่นกับเงาเป็นอย่างอื่นอีก เช่น สิงโต โดยแค่ทำผมให้ยุ่งๆ มันก็คล้ายแล้ว มันช่วยให้คลายเหงาได้ดีเยี่ยม

ในเวลาที่แสงสลัวกระทบผ่าน ฉันค้นพบว่า นาทีนั้นฉันเหงาจับหัวใจ อาจมีใครบางคนที่รู้สึกคล้ายกัน และคงมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย สำหรับฉันกิจกรรมการละเล่นแบบเดิมๆ นั้นเปลี่ยนไปแล้ว ฉันกลับเพ่งมองมวลของเงาอย่างตั้งอกตั้งใจ และพบว่าในเงานั้นมีแสงและในแสงมีเงา

รูปร่างของเงาไม่ได้เป็นเพียงร่างเดียวที่แสงผ่านกระทบ ฉันเคยตกใจกับเงาที่ระบายบนพื้น มันช่างแปลก เป็นรูปร่างคล้ายบางอย่างที่น่ากลัว ฉับพลันที่มองหา อะไรกันหนาที่เงาสะท้อนมานั่น และฉันก็ต้องถอนหายใจโล่ง โธ่ ก็แค่กองผ้าและจิปาถะนานาเท่านั้น

สิ่งที่เงาเป็น อาจไม่ใช่สิ่งทั้งหมดที่มี เงาจึงไม่ใช่ความจริง เฉกเช่นทุกสิ่งในโลก แต่เงาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันสัมพันธ์ของสายตาและความสว่างกับมวลวัตถุ  เงาทำให้มีระยะ เงาทำให้มีปริมาตร และเงาทำให้ความเหงาเกาะกุม

เด็กคนหนึ่ง คนที่เคยเล่นเงาเพราะความเหงา เธอบอกกับฉันว่าต่อให้ความสว่างจ้าไล่เรียงมาสักเท่าไร หากยังมีความเหงาและมีเธอยืนท่ามกลางแสงนั้น เงาคือเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอ น่าแปลกที่ฉันก็คิดไม่ต่างกัน

เหงาอาจเป็นเหง้าของเงา เงาอาจเป็นเหง้าของเหงา ทั้งสองอาจเป็นสิ่งเดียวกันของความจริง หรืออาจไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากตัวเอง •

content





ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

15 01 2010

กระบี่ไร้ยางอาย โดย (...)

โดย (…)

ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

.

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

“ท่านคิดว่าคนเหล่านี้เมื่อก่อนนั้นเป็นเช่นไร”

นางยิ้มเล็กน้อย คำถามนั้นคล้ายเป็นการเย้ยหยันผู้คน “ผู้คนก่อนนี้ก็เหมือนกัน ปลายสุดก็เหมือนกัน”

บัณฑิตธนูทองฉงนสงสัยในคำตอบของนาง “อย่างไรกัน ท่านไฉนไม่คลี่คลายให้ความกระจ่าง”

“ผู้คนแรกเกิดมีเพียงร่างกายเปล่าเปลือย เมื่อหายใจเข้าไปย่อมสะสมพลังชีวิตจากธรรมชาติ ระหว่างทางนั้น ส่วนขาดส่วนเกินล้วนแล้วเกิดจากปัจจัยรายรอบหนุนนำ เกิดความมีและไม่มี  ทว่าในปลายสุดล้วนแล้วต้องปล่อยว่าสิ่งที่สะสมมานับแต่แรกเกิดกลับคืนสู่ธรรมชาติ กำเนิดย่อมเหมือนกัน สิ้นสุดก็มิได้แตกต่าง”

“โอ่ – นี่ถ้าข้าพเจ้าหลับตาสนทนากับท่าน คงหลงเข้าใจว่ากำลังวิสัชนากับนางชีผู้มีกลิ่นกายแห่งบุปผา” มันหยุดครู่หนึ่ง โปรยยิ้ม จากนั้นกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม

“ผู้คนเมื่อตายดับ กลับมีเพียงความดีงามที่สร้างไว้แต่หนหลัง นั่นเป็นสิ่งวัดความแตกต่างของการมีชีวิต คนพวกนี้ก่อนนั้นเคยเป็นเช่นผู้คนธรรมดาสามัญ เมื่อพบช่องทางของความรุ่งโรจน์ ต่างกระโจนเข้าใส่ กอบโกยไว้เป็นของตน”

นางยิ้มเล็กน้อย จากนั้นไม่กล่าวอันใดต่อจากนั้น สายตาจับจ้องไปที่คนกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้นย่อมมีใต้เท้าหม่ายืนอยู่เบื้องหน้า

ใต้เท้าหม่ายืนมองนางห่างออกไปไม่กี่ก้าว กลับมีสีหน้ากระวนกระวายใจยิ่งนัก ไม่นานนักจึงมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาใต้เท้าท่านนั้น คนผู้นี้มองไปคล้ายเป็นพ่อบ้านประจำเรือ ที่ติดตามมายังมีองครักษ์สามสี่คนในชุดสีน้ำเงินคราม ชายผู้มาถึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใต้เท้าหม่าพยักหน้าหนึ่งครา จากนั้นท่านคล้ายกำลังก้าวเท้าตามชายผู้นั้นออกจากห้องโถงรับรอง

ผู้คนมากมายในห้องมองตามใต้เท้าหม่า คล้ายต้องการล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของคนผู้นี้เป็นพิเศษ กระดังงาอัคคีก็เช่นกัน นางเชิดใบหน้าเล็กน้อย มองตามหลังใต้เท้าหม่า ใต้เท้าคล้ายกับสัมผัสรู้ว่านางกำลังเฝ้ามอง ท่านถึงกับหันมามองนางอีกครา

ในแววตาของนาง ในแววตาของใต้เท้า

ระหว่างนางกับใต้เท้าหม่าคล้ายมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น รอยยิ้มของนางสงบ ใต้เท้าหม่ามองผ่านมาในดวงตานาง ท่านพบเห็นรอยยิ้มนาง สีหน้าของท่านพลันแปรเปลี่ยน นั่นเป็นรอยยิ้มที่ท่านไม่มีวันลืมเลือนได้ตลอดชีวิต ดวงตาท่านพลันหดหู่ จากนั้นท่านหันหลังกลับและเดินตามชายผู้นั้นออกไปอย่างรีบเร่ง ส่วนนาง นางมิเคยลืมแววตาอันหวาดหวั่นคู่นั้นเช่นกัน

แววตานั่น ที่ทำให้นางต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้

เช่นกัน ใต้เท้าหม่าท่านเองก็มิเคยลืมเลือนประกายตาเยือกเย็นเช่นนั้น แววตาที่ไม่อาจไข่วขว้าอันใดภายในนั้นได้ ราวกับว่าสามารถกลืนกินทั้งสิ่งทั้งปวงในโลกหล้าให้หายลับไปกับตา

เป็นแววตาแบบเดียวกันกับมารเฒ่าตนนั้น มารเฒ่าอันได้ฉายาว่า ไร้ร่องรอย

‘เล่าอู๋เฟิง’ ใต้เท้าลอบกล่าวชื่อคนผู้นี้ในใจ พลันคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต

๐๐๐

Read the rest of this entry »





สิ่งที่เงาอยากจะเป็น?

15 01 2010

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

สิ่งที่เงาอยากจะเป็น?

.

.

คนเราอยากมีเงาเป็นของตัวเอง…

ในที่นี้หมายถึง  “สิ่งที่เราอยากจะเป็น”

.

.

ตั้งแต่เด็กเราเดินตามเงาของใครบางคนมาโดยตลอด

.

เงาของใครที่เรานับถือ เงาของใครที่เราหลงใหล เงาของใครหลายๆ คน

.

.

.

ใครต่อใครล้วนอยากจะมีเงาเป็นเหมือนคนที่เรายึด และถือเป็นแม่แบบ

.

01

.

.

.

เงาของสาวมั่น เป็น WORKING WOMEN
ที่ใครหลายๆ คนชื่นชม

.

.

.

.

.

 .02

.

เงาของนักธุรกิจหนุ่ม อนาคตไกล

.

.

.

.

.03 

.

เงาของศิลปิน ดารา นักแสดง ผู้กำกับมากฝีมือ

.

.

.

.

.

04

.

.

.

เงาของศิลปิน จิตรกรผู้มีลายเส้นเป็นของตนเอง

.

.

.

.

.

.05 

.

เงาของนางพยาบาลแสนสวย เป็นนางฟ้าแสนใจดี

.

.

.

.

.

.

และเป็นที่แน่ชัดยิ่ง เมื่อกาลเวลาผันผ่าน…

แสงเงาที่เคยส่องกระทบตัวเราอย่างแจ่มชัด ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย

.

06 07 08

.

ทีละน้อย…ทีละน้อย…ทีละน้อย…

.

.

เรากำลังหลงลืม!!

.

.

เงาที่เราเคยวิ่งตาม… เงาที่เราเคยฝันถึง…

.

.

09 10

.

และสุดท้าย…

เงาของเราก็เลือนหายไป

.

.

.

.

.

.

.

เราเคยถามเงาหรือเปล่าว่า…เงา…อยากเป็นอะไร

.

.

.

เงียบ…ไม่มีคำตอบ

แต่…ผมรู้คำตอบอยู่ในใจแล้ว

.

.

.

เราสามารถสร้างเงาเป็นของตัวเราเองได้

เราไม่จำเป็นต้องเดินตามเงาของใคร

เราไม่จำเป็นต้องใฝ่ฝันไปถึงเงาของใคร

.

.

เราเพียงแค่…ใส่ใจ และดูแลเงาของเราให้ดีที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

.

.

ผมถามเงาตัวเองว่า… “นายจะพอใจไหม ถ้านายจะเป็นเงาของฉัน…”

.

.

.

ไม่มีเสียงตอบเช่นเคย…

แต่…

.

.

ผมรู้ว่า…เงาของผม มันกำลังยิ้ม

.

.

content





The Touch of SHADOW

15 01 2010

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

The Touch of SHADOW

.

.

เขียนบนที่นอนชั้นบนของรถไฟ

.

ปลายเพื่อนรัก…

.

โปสการ์ดใบนี้เขียนมาเพื่อเป็นการขอบคุณเธอที่เป็นเพื่อนที่ดีของฉัน  ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา  และยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักในการเดินทางครั้งนี้อีกด้วย 

ฉันรู้สึกดีจริง ๆ ที่ได้พูดคุยกับเธอตลอดเวลาที่เราโดยสารรถไฟกลับกรุงเทพ ฯ  ฉันคิดว่าการรับฟังและการแบ่งปันทุกข์สุขระหว่างเราทั้งสองคนเป็นไปอย่างสมดุลดี  มีคนจำนวนไม่มากนักที่เป็นผู้พูดและผู้ฟังที่พอดีแบบนี้

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในจังหวัดตรัง  ฉันมองเห็นความเบิกบาน  อันส่องประกายทางสายตาผ่านมาจากข้างในหัวใจของเธอ  เสียงหัวเราะอันแจ่มใสเวลาเราพูดคุย  ดำน้ำ  ถ่ายภาพ  หรือว่าเสียงร้องเพลงตามบทเพลงรักจากโทรศัพท์มือถืออย่างเป็นสุขของเธอ  ก่อนที่เราจะหลับตาลงในคืนวันนั้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้คืนวันและบรรยากาศของการเดินทางในครั้งนั้น  เป็นไปด้วยความน่ารักและสวยงามยิ่ง…

.

เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่า  โลกหมุนไปเพราะความรัก…

.

.

โปสการ์ดใบนี้เป็นภาพของถ้ำมุกหรือถ้ำมรกตที่พวกเราได้มีประสบการณ์ลอดผ่านเข้าไปด้วยกัน  เธอจำได้ใช่ไหมจ๊ะ?  ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่ฉันได้คาดคิดไว้ก่อนเลย  กว่าเราจะผ่านจากปากถ้ำสู่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง

เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้มาถึงเกาะมุก  และต้องพบกับความผิดหวังที่ไม่สามารถลอดเข้าไปภายในถ้ำมรกตได้  เนื่องจากเป็นเวลาที่น้ำกำลังขึ้น  สิ่งนี้สอนให้เรารู้จักการรอคอย  กับบางจังหวะของชีวิตที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดหมาย  แล้วความอดทนที่มี  จะทำให้เราพบกับประตูสู่ความหวังนั้นได้

ก่อนเข้าสู่ปากถ้ำพวกเราต้องเกาะเสื้อชูชีพกันให้แน่น  และสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันปั่นจักรยานน้ำเข้าไป  เป็นนาทีที่ฉันรู้สึกแปลกใหม่  แต่ก็อดที่จะตื่นเต้นกับหนทางข้างหน้าและสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อนแบบนั้นไม่ได้

น้ำที่ปากถ้ำเป็นสีเขียวมรกตใสและสะท้อนให้ผนังถ้ำเป็นสีเขียวมรกตที่สวยงามเช่นเดียวกัน  ตื่นตาตื่นใจกับความงดงามได้ไม่นาน  ข้างในใจที่เต้นระรัวก็เริ่มเยียบเย็น  กับความมืดที่เข้าคลี่คลุม  หากไม่มีเพื่อนรักอย่างเธอและคนอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปด้วย  เส้นทางอันมืดมิดข้างในถ้ำคงชวนหวาดหวั่น…

.

.

มาคิดดู…  ความมืดที่รายล้อมเรานั้น  อันที่จริงก็คือ  “ เงา ”  ของยอดเกาะมุกที่บดบังแสงจากดวงตะวันไว้  ได้ชื่อว่า “ เงา ”  เป็นสิ่งที่ดูเหมือนมีตัวตน  แต่เราก็ไม่เคยสัมผัสตัวตนของเงาได้อย่างแท้จริง  เช่นกันกับความมืดมิดภายในถ้ำ  ที่อาจดูเหมือนสามารถสัมผัสใจเราได้  ทำให้เราเกิดเป็นความรู้สึกต่าง ๆ เช่น  หวาดหวั่น  หวาดกลัว  และบ่อยครั้งที่เงาสัมผัสใจเราให้รู้สึกมืดมน  คล้าย ๆ เดินวนอยู่ในถ้ำที่มองไม่เห็นแสงสว่าง

แต่แค่เพียงเรามีสติแล้วเข้าใจในธรรมชาติรอบกายและภายในใจ  เราก็จะสัมผัสได้ถึงความจริงที่ถูกบดบังไว้ด้วยเงามืดนั้น  และไม่ใช่เรื่องยากเลย  ที่เราจะพบว่า  ที่ปลายทางอีกด้านหนึ่งของถ้ำอันมืดมิดนั้น  มีแสงสว่างรอเราอยู่  เมื่อเราสามารถก้าวพ้นหรือว่ายน้ำออกไปได้  ใจของเราอาจได้สัมผัสกับความจริงแท้  โดยความจริงในความมืดมิดจะเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ  เลือนลับใจ…

.

.

.

.

แด่…ปลายเพื่อนรัก  และผู้คนในเงามืด

.

. 

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

ในฤดูร้อนของปี 2552  ฉันมีโอกาสได้เดินทางไปภาคใต้กับเพื่อนสาวที่รักอีก 2 คน  ล้อของรถบัสประจำทางที่เราโดยสารเคลื่อนจากสายใต้ใหม่ในยามดึกของคืนหนึ่ง  และมาสิ้นสุดเส้นทางที่สถานีขนส่งของ  “ จังหวัดตรัง ”  ในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่ฉันเพิ่งเคยไปเยือนเป็นครั้งแรก  และฉันก็ได้พบกับความประทับใจในทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เพียงแค่บทสนทนาจากวิทยุท้องถิ่น  ก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความน่ารักของผู้คนที่นั่น  และเมื่อเราไปถึงบริษัททัวร์ที่ได้จองไว้  พนักงานก็ต้อนรับเราด้วยอาหารเช้ามือใหญ่ที่ทำให้เราอิ่มหนำสำราญ  มัคคุเทศก์พาเราขึ้นรถไปยังท่าเรือหาดยาวในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมที่อยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 45 กม.  ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นทำให้ฉันรู้สึกเพลิดเพลินใจ  ป่าต้นยางพาราที่เป็นระเบียบสวยงาม  ถนนราดยางมะตอยซึ่งทอดยาวไกลจนลิบตา  วัวสีน้ำตาลแทะเล็มหญ้าอยู่ข้างทาง  เป็นความงดงามที่จัดวางได้อย่างลงตัว

เราขึ้นเรือไม้ชั้นเดียวมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะกลางทะเลสีเขียวมรกต  บนเรือเราได้รับการแนะนำเรื่องการดำน้ำตื้นจากครูสอนดำน้ำซึ่งหลายคนมีอาชีพเป็นตำรวจน้ำ  ใต้ท้องทะเลที่ลึกเพียงแค่ 5-6 เมตรนั้นมีอันตรายมากมายแฝงอยู่ภายใต้ความสวยงาม  ทำให้เราต้องคอยระลึกในคำสอนของครูสอนดำน้ำ    ตั้งแต่เริ่มแรกที่เราลงไปสัมผัสผิวน้ำและทุกขณะที่แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล

เรือนำเราเทียบใกล้เกาะหลายเกาะในทะเลตรัง  เช่น  เกาะกระดาน  เกาะเชือก และเกาะม้า  เราลงดำน้ำแบบ  Snorkeling  กันที่เกาะเหล่านั้น  ทันทีที่ฉันก้มหน้าลงให้สายตาจมอยู่ภายใต้ผิวน้ำ  โลกที่เคยเป็นอยู่ในทุกวันก็พลันเปลี่ยนไป  สิ่งมีชีวิตที่ได้พบเจอนั้น  แม้ว่าจะไม่สามารถพูดคุยกันได้เช่นเพื่อนมนุษย์ทั่วไป  แม้อาจจะมีพิษมีภัยกับเราหากไม่ระมัดระวัง  แต่ฉันก็แน่ใจว่า…ภาพความสวยงามและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องทะเลที่นั่น  ล้วนเกิดขึ้นจากความเป็นไปโดยธรรมชาติ  เป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติเสกสรรขึ้นมาเพื่อให้ตนเองสามารถดำรงอยู่บนโลกใบนี้ได้  โดยไม่มีเจตนาที่จะห้ำหั่นเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อีกเกาะหนึ่งที่เรือของเราได้เทียบใกล้  นั่นคือเกาะมุก  เกาะที่มีถ้ำอันสวยงามซึ่งมีชื่อว่า  “ ถ้ำมรกต ”  ตั้งอยู่  ภาพในโปสการ์ดนี้เป็นภาพของถ้ำมรกต  และที่เห็นในภาพคือวิธีการเข้าไปภายในถ้ำ  โปสการ์ดใบนี้มิได้ได้มาจากเกาะมุกหรือถ้ำมรกต  หากแต่ฉันหยิบมาจากชั้นวางโปสการ์ดที่ท่าเรือหาดยาว  ปลายอีกด้านหนึ่งของถ้ำมรกตนั้น  มีพื้นที่กว้างประมาณ 2 ไร่  เป็นหาดทรายขาวและน้ำทะเลใส  น่าแปลกใจที่ผู้คนมากมายต่างกระตือรือล้นที่จะผ่านถ้ำแห่งนั้นเข้าไป  เพื่อพบกับพื้นที่เล็ก ๆ ในลักษณะนั้น  บางที…สิ่งท้าทายและการได้ทำสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต  อาจเป็นแรงจูงใจสำหรับคำตอบในการผจญภัยและค้นหาของพวกเขาก็เป็นได้

เรือใหญ่ลำนั้นส่งเราสามคนกลางทะเล   เราต่อเรือหางยาวเล็ก ๆ เข้าสู่เกาะลิบง  เกาะใหญ่ของจังหวัดตรังซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพะยูน  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ  เป็นที่น่าเสียดายที่ในวันต่อมาเราขึ้นเรือไปเพื่อตามหาตัวจริงของพะยูน  แต่เราก็ไม่เห็นพวกเค้าแม้สักตัว  เรากลับมาเล่นน้ำทะเลใสและหาดทรายสวยกันที่เกาะลิบงในบ่ายวันนั้น 

เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงจากกลางฟากฟ้า  ลมทะเลพัดมาเย็นสบาย  ฉันเอนหลังนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่วางอยู่ในเรือนหลังคามุงจากใต้ต้นมะพร้าวริมทะเล  ทอดสายตาสู่ท้องทะเลไกล ๆ  เบื้องบนนั้นเมฆครึ้มกำลังก่อตัวอยู่  มีคนเคยบอกว่า  มาภาคใต้ถ้าไม่โดนฝน  ก็เสมือนมาไม่ถึงภาคใต้  เบื้องบนเมฆก้อนนั้น  ดวงตะวันกำลังฉายแสง  และด้านล่างของหมู่เมฆ  เงาดำอาบบนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง…

ฉันอดมิได้ที่จะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยผสมผสานไปในเสียงคลื่นและสายลมพัดโบกพลิ้ว  มองภาพเงาเมฆเบื้องหน้า    เปรียบเทียบไปแล้วช่างคล้ายคลึงกับสัมผัสความคิดของคนเรา  ความคิดของเรานั้นบ้างสัมผัส บ้างขัดแย้งกัน  จนบางครั้งทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจ  แต่ในความจริง…ความคิดของเราก็คล้ายเงาของหมู่เมฆ  ที่ไม่ได้สัมผัสกันอย่างแท้จริง  แต่เกิดจากตำแหน่งของมุมความคิดที่อาจแตกต่างกัน  แค่เพียงเราจะเข้าใจว่า  มวลความคิดเหล่านั้น  แท้จริงแล้วไม่มีตัวตนที่แท้จริง  เป็นเพียงสิ่งสมมติที่เราปรุงแต่งขึ้น ณ ขณะใดขณะหนึ่ง  และเมื่อสิ้นสุดเวลา  มวลความคิดก็อันตรธานไป  คล้ายกับเงาเมฆเมื่อยามพระอาทิตย์ลับลาฟ้า…

.

ก่อนลาจากเกาะลิบง  พวกเราได้ไปเดินสำรวจสภาพชีวิตความเป็นอยู่  บ้านเรือนผู้คน  และธรรมชาติบนเกาะลิบง  ฉันรู้สึกขอบคุณครูสอนดำน้ำที่เป็นมัคคุเทศก์ที่ดี  พาเราท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาที่นั่น  ขอบคุณชาวตรังในอัธยาศัยไมตรีที่งดงามมาก  ขอบคุณธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่มอบสิ่งที่ดีให้กับเรา

.

.

ความทรงจำเหล่านี้เป็นเสมือนเงาของความเป็นจริง  ที่ทอดยาวปรากฏขึ้นมาเสมอเมื่อโมงยามของวันเวลาฉายส่องยังความคิดถึงในดวงใจ  และเมื่อคราใดที่วันเวลาฉายผ่าน  เงาความทรงจำเหล่านั้นจะลางเลือนไปชั่วขณะ  แล้วความจริงครั้งใหม่ก็จะเผยตัวขึ้นมา  พร้อม ๆ กับเงาของความจริงครั้งต่อมาที่จะทาบทา…   

.

1 

234  

.

.

ขอขอบคุณ
-  พี่หนุงหนิงสำหรับคำเกริ่นนำธีม
http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=16314

.

content





How James Cameron Wrote Avatar

15 01 2010

How James Cameron Wrote Avatar

 

Link http://fliiby.com/file/805226/6y0mc186ic.html

 

content





32 ธันวา

15 01 2010

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI

32 ธันวา

.

.

มั่นอกมั่นใจทั้งตัวเองและทั้งค่ายว่าวันนี้ลำพังชื่อ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่สร้างปรากฎการณ์ 100 ล้านมาแล้วจากหนังตระกูล ส่ายหน้า ก็สามารถ "ขาย" และเรียกคนดูได้ ถึงขนาด ที่ว่าค่ายใหม่ ในนาม M39 กล้าใช้ชื่อ ยอร์ช เปิดตัวหนังใหม่ประเดิมเรื่องแรกของค่าย กันเลยทีเดียว  หลังจากตบเท้่าตามรุ่นพี่ที่ยกก๊วนลาออกจาก อาวอง มาอยู่ภายใต้ชายคา เมเจอร์ ที่ลงทุนเปิดบริษัทผลิตหนังไทยในนาม  M39  M  ก็คือ Major  นั่นแหละครับ

จากที่เราๆ ุคุ้นกันกับหนังตระกูล ส่ายหน้า ที่ต้องมีตลกคาเฟ่เป็นตัวชูโรงทั้ง  จตุรงค์  โก๊ะตี๋  ค่อม และ  จิ้ม  ที่เรื่องหลังๆ ไม่ว่า โปงลางสะดิ้งฯ หรือ โหดหน้าเหี่ยว  รายได้เริ่มจะตกลงแต่ก็ยังพ้น 50 ล้าน ก็นับว่าฉลาดที่รู้จักดิ้น พลิกแพลง จุดขายจากบรรดาตลกคาเฟ่  มาเป็นดาราสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาเป็นจุดขายแทนทั้ง สายป่าน ยิบโซ และ ปาย ศิตางค์ ตอนที่ได้ดู เทรลเลอร์ ผมนึกว่า ยอร์ช เปลี่ยนแนว มาจับหนังโรแมนติค คอมเมดี้ เสียแล้ว เพราะ เห็นแต่หน้า โหน่ง ชะชะช่า คนเดียวที่เป็นตลกชูโรงแล้วหนังก็ยังเน้นเรื่องความรักอีกด้วยบวกกับมุกที่ตัดมาโชว์ก็อยู่ในระดับหึ หึ ไม่ได้แรงเหมือนมุกในหนังส่ายหน้า  แต่กับกลยุทธ์ที่ฉลาดเลือกวันเปิดตัวในช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ไร้คู่แข่งแรงๆ  ผสมกับธีมเรื่อง 32 ธันวา ที่เข้ากับเทศกาลทำให้หนังกวาดรายไดอย่างสนุกสนานผ่าน 50 ล้านไปง่ายๆ

จากที่คิดว่ารอดูแผ่นก็เลยตัดสินใจมาเสียเงินดูในโรงก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดครับ  หนังไม่ใช่โรแมนติค คอมเมดี้ เหมือนหน้าหนัง หรือว่า ยอร์ช  ตั้งใจแล้วแต่ไปไม่ถึงสิ่งที่ปรากฎออกมาเป็นลายเซ็นเด่นชัดของ ยอร์ช ก็พรั่งพรูออกมาทั้งเรื่อง คือมุกที่อัดแน่น  ยิงออกมาเกือบทุกนาทีของหนัง  ได้ดูไป หัวเราะไป  ผลสำหรับผมที่หัวเราะยากแต่ก็ยังดูแล้วหัวเราะยิ้มไปทั้งเรื่อง  สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือเหล่าศิษย์เก่าตระกูลส่ายหน้าที่เคยเป็นจุดขายกลับมารับหน้าที่ในฐานะดารารับเชิญที่โผล่มาคนละ 5 นาที แต่ก็ได้ผลดีครับน่าจะดีกว่าที่เป็นบทนำแบบเดิมด้วยซ้ำ  ถ้ายังทำซ้ำอยู่อีกรอบนี้น่าจะเฝือเสียแล้ว  ถึงแม้มุก เหน่อสำเนียงเพชรบุรีที่เคยเล่นมาแล้วในโหดหน้าเหี่ยวจะถูกหยิบมาใช้หากินในเรื่องนี้อีกครั้ง  แต่เป็นมุกสั้นๆ ก็เลยพอ ขำไปได้อีกรอบ  นอกจากเหล่าศิษย์เก่าส่ายหน้าแล้วเรื่องนี้ ยอร์ช ยังเลือกใช้บริการหน้าใหม่ จาก แจ๊ส ชวนชื่น ในบท บอย เพื่อนและลูกจ้างเกย์ของโน๊ต กับสำเนียงดัดจริต ก็ถือว่าสอบผ่านสร้างสีสันให้กับเรื่องได้ดีอีกคนหนึ่ง

image001

ด้วยความที่เป็นหนังตลกเรื่องความฮาก็เลยมาก่อนเหตุและผลที่สมจริง  หลายๆ ฉากเลยเน้นเอาฮาเป็นหลัก  ถ้าเป็นหนังดราม่าในฐานะคนดูคงจะด่า  ถ้าคนไข้โรคจิตคนนึงจะพาเอาญาติพี่น้องเข้าไปหาหมอพร้อมกันอีกทั้งยังตั้งใจฟังเรื่องราวของคนไข้อีกคนอย่างสนอกสนใจ  พอเป็นหนังตลกก็เลยเข้าใจโดยปริยายว่านี่คือสถานการณ์สร้างมุก  ฟังดูง่ายนะถ้าจะทำหนังตลกเพราะเขียนยังไงก็ได้ไม่น่าเกลียดขอให้ฮาเป็นพอ  แต่ดูไปก็ยังชื่นชมกับบรรดามุกที่อัดแน่นมาในหนังและเกือบทุกมุกก็ได้เสียงหัวเราะจากคนดูกลับไป  บางมุกก็ติดหูและยังสร้างกระแสเป็นศัพท์ใหม่ในหมู่วัยรุ่นไปได ้อย่าง "ผู้ชายลัลล้า"

พอเหล่า่ศิษย์เก่าส่ายหน้าไม่ได้เป็นตัวเดินเรื่องเหมือนผลงานที่ผ่านมามุกก็เลยสะอาดขึ้น  ไ่ม่ค่อยมีคำหยาบหรือบรรดาสัตว์ออกมาเพ่นพ่าน  ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกสบายใจมากขึ้นถ้าจะพาลูกไปดูด้วยได้  แม้ไม่ทราบเครดิตว่าใครเป็นคนคิดมุกเหล่านี้ให้กับหนังแต่เครดิตก็ยังต้องย้อนกลับไปที่ตัว ยอร์ช ที่ยังคงมาตรฐานความตลกในหนังของตัวเองได้ไม่ผิดหวัง  ถ้าเทียบกัีบหนังตลกจากค่ายหรือผู้กำกับอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่แป้กมากกว่าติดนาทีนี้ก็ต้องยอมรับ ยอร์ช ที่ถือว่าเอาอยู่และเล่นเป็นกับหนังในแนวทางนี้ที่ไม่เพียงแค่มุกคำพูดแต่ ยอร์ช ยังสามาถดึงเอาพรสวรรค์จากบรรดาตลกคาเฟ่ให้สามารถเล่นมุกท่าทางการแสดงได้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ  นึกย้อนไปถึงฉากเมาหัวเราะของโก๊ะตี่จาก แสบสนิทฯ ที่ผมยกให้เป็นมุกคลาสสิคมุกหนึ่งไปแล้ว ใน 32 ธันวา ก็ต้องยกให้กับฉากหมอล้วงก้นของโหน่งที่ไม่มีมุกคำพูดอะไรเลย แต่เราก็สามารถฮาน้ำตาไหลไปได้กับการแสดงออกดิ้นทุรนทุรายเอามือตบโต๊ะกวาดข้าวของได้สมจริงสมจัง

ด้านพล็อตที่ดูง่ายๆ แต่ก็นับว่ามีอะไรมีช่องทางให้ใส่มุกเข้าไปมากกว่าหนังตลกดาษดื่นธรรมดา  แดนรับบทโน๊ต  หนุ่มมีกะตังพ่อแม่ตายหมดมีมรดกเป็นร้านเสริมสวยอาศัยอยู่กับเมย์ (สายป่าน) น้องสาว  ที่เป็นลูกติดมากับพ่อเลี้ยง  เมย์เลยมีศักดิ์เป็นน้องสาวแต่ต่างพ่อต่างแม่  โน๊ตมีแฟนอยู่แล้วคือนุ่น(ยิบโซ) แต่ก็ยังเจ้าชู้  ตามบทว่าเจ้าชู้แต่ในเรื่องก็ไม่เห็นเจ้าชู้เลยนะ วันหนึ่ง โน๊ต เล่นฟุตบอลเป็นโกลหัวกระแทกเสาโกลสลบไป  ฟื้นมาก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรค้างๆ อยู่ในหัวแต่นึกไม่ออก  เลยไปหาหมอจิตเวชทำให้ได้รู้จักกับ โจ (โหน่ง) คนไข้ที่เกิดมาหาหมอพร้อมกันเลยทำใ้ห้โจกับโน๊ตได้รู้จักคบหาเป็นเพื่อนกัน  โจแนะนำให้โน๊ต  ลองเปิดใจคบหากับสาวๆ ในสต๊อคของโน๊ตดูเผื่อว่าจะเจอคนที่โน๊ตพอใจจริงๆ  แล้วไอ้อาการค้างๆคาๆ ในหัวก็น่าจะหายไปก็เลยเกิดเหตุการณ์ตามที่ได้เห็นในตัวอย่างหนัง โน๊ตไปหา อั้ม(ปาย) สาวเชียงใหม่  ลองพาแฟนตัวเองเข้าโรงแรมดูสุดท้ายโน๊ตจะไปลงเอยที่ใคร  คงเดาไม่ยากด้วยความที่ว่าหน้าหนังตั้งใจจะให้เป็นหนังรักแต่ด้วยมุกที่อัดแน่นสัดส่วนของความตลกเลยล้นกว่าด้านของความรักกุ๊กกิ๊กในหนัง

ดูจบก็ยิ้มๆ ให้กับด้านความน่ารักของคู่พระคู่นางแต่ก็ไม่ได้ความรู้สึกเอาใจช่วยหรืออิ่มเอมไปก้ับการลงเอยกับความรักของทั้งคู่เท่าใดนัก

ด้านงานแสดงดาราแต่ละคนเรียกได้ว่าเล่นกับแบบสบายๆ  แดนในบทโน้ตที่ดูแคแรคเตอร์หงอยๆ ติ๋มๆ เหมือนจะก๊อปปี้บทหนุ่มขี้แพ้ที่ตัวเองเล่นจาก แสบสนิทฯ เสียยังงั้น  ทั้งๆที่บทบอกว่า โน้ต เป็นผู้ชายเจ้าชู้  แต่ก็มองไม่เห็นภาพความเจ้าเล่ห์หรือสายตากรุ้มกริ่มออกมาจากบทของโน้ตเลยบรรดาสาวๆ ในเรื่องบทไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงอะไรเท่าใดนัก ยิบโซ โชว์ตากลมแบ๋วน่ารัก โคลสอัพหน้าขึ้นจอได้เต็มๆ ในหลายๆ ฉาก

image002

ปาย ศิตางค์ สาวดัชชี่คนนี้สวยสุดจริงๆ แม้จะโผล่มาแค่สั้นๆ แต่ฉากเปิดตัวในฐานะสาวเชียร์เหล้านี่เธอสวยได้ใจจริงๆ น่าจะมีผลงานต่อจากนี้อีกแยะ  สายป่าน ดูเป็นเด็กสาวน่ารักแต่เสน่ห์ก็ยังดูห่างกับอีกสองสาวถึงแม้บทเธอจะมากที่สุดก็ตาม  หนุ่ม ในเรื่องเป็นพี่สาวนุ่นแฟนเมย์ดูเป็นปมด้อยที่สุดในหนัง  ใครเอามาเล่นเนี่ย  ควรจะมีบัญญัติศัพท์ที่ดีกว่า ไม้กระดาน มาให้น้องคนนี้ ไม่ว่าบทจะ เศร้า เครียด ดีใจ เสียใจ น้องก็มีอยู่หน้าเดียวเลย  แล้วไอ้หนวดหยิมบนขอบปากนี่ดูเกะกะตามากนี่ผมอคติมากไปไหมเนี่ยทีสาวๆง่ะชม

image003

ถึงแม้หนังของยอร์ชจะไม่ใช่หนังดี  ไม่ใช่หนังคุณภาพหวังรางวัลแต่เป็นหนังตลาดที่สร้างมาเพื่อหวังกำไรอย่างเดียวแต่ก็เป็นหนังที่มอบความบันเทิงตอบแทนค่าตั๋วคนดูได้คุ้มค่าครับ

 

content





เพื่อนยาก : Of Mice and Men

15 01 2010

Book Review โดย (...)

โดย (…)


IMG054

เพื่อนยาก : Of Mice and Men

จอห์น สไตน์เบ็ก : เขียน

ประชา อัตตธร : แปล – สำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์ – พิมพ์ครั้งที่ แปด

แก่นแท้แห่งมิตรภาพ ความไฝ่ฝันร่วมกันถึงที่ดินทำกินและชีวิตวันพรุ่งที่ดีกว่า


เสียงโยนเกือกม้าดังอยู่ข้างนอกนั่น กันได้ยินมันแทบทุกวัน มันเป็นอะไรบางอย่างที่พวกเขามักชอบทำกันเสมอเวลาเว้นว่างจากการทำงาน  ซึ่งกันเองไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นเกมแบบไหน แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนว่าเมื่อใครบางคนโยนมันให้เขาไปคล้องที่หมุด เขาจะมีสิทธิ์ในการแย้มยิ้ม หัวร่อ หรือยิ่งไปกว่านั้นคือกระโดดโลดเต้น

มันน่าสงสัยอยู่เหมือนกันสำหรับอาการเหล่านั้น แต่-กันก็แก่มากเหลือเกินกว่าที่จะเอาเวลาที่เหลือน้อยนิดของกันไปครุ่นคิดใส่ใจเรื่องแบบนั้น มันไม่มีเรี่ยวแรงด้วยละ – ส่วนหนึ่ง

คงมีเพียงแคนดี้คนเดียวเท่านั้นกระมังที่ไม่เล่นเกมแบบนี้ วันทั้งวันเขาจะต้องทำความสะอาดโรงนาแห่งนี้ ส่วนกันก็คอยเดินตามเขาหรือนำเขาบ้างในบางครั้ง เงาของกันและแคนดี้แทบจะไม่เคยพรากจากกัน

มันเป็นเวลายาวนานเท่าไรนั้น กันก็จดจำเวลาไม่ได้ถนัด ก็ควรจะเริ่มนับตั้งแต่ที่กันจำความได้นั่นละ ตอนนั้นกันยังเล็กอยู่เลย พอรู้ตัวอีกที กันก็แก่กว่าแคนดี้มาก ส่วนเขาก็ดูอ่อนแอลง ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันสมัยก่อนเป็นต้องลืม ๆ กันไปเสียบ้าง

วันนี้มีคนแปลกหน้าสองคน คนหนึ่งตัวเล็กแต่ท่าทางเอาเรื่องเหมือนกัน เห็นว่าชื่อ จอห์น – จอห์น มิลตัน หมอรู้ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่หมอกระทำต่อคนอื่นดูเหมือนไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครเท่าไรนัก จะมีก็แต่กับเจ้าคนตัวโตอีกคนนั่นละ ถ้ากันจำไม่ผิดหมอชื่อ เลนนี่

เลนนี่ สมอลล์ ชื่อหมอเหมือนจะเล็ก แต่หมอนั่นนะตัวโต ตัวโตเสียเปล่า แต่กันมองออกว่าหมอนะไม่เต็มเหมือนคนทั่วไป หมอออกจะพิเศษ แต่ก็ดูเป็นคนดีนะ แคนดี้ก็ยังว่าแบบนั้น

หมอมากันสองคน แน่นอน ไม่ค่อยมีใครเดินทางกันสองคนในยุคสมัยนี้หรอก ยุคนี้ไม่มีใครไว้ใจใครได้สักคน ทุกคนอยู่ในที่เดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนักนอกเสียจากเรื่องงาน หรือถ้าจะสุมหัวกันทีก็ต้องเชื่อมโยงกันด้วยเกมการแข่งขัน และตรงนั้นละ มันก็มักจะจบลงด้วยการก่อเกิดคนแพ้และชนะ

ไม่มีใครอยากพ่ายแพ้ตลอดเวลา แต่ชัยชนะมันก็ไม่ได้มาโดยง่าย การมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกัน เห็นว่าเมื่อไม่นานนี้หมาของสลิมหัวหน้าคนคุมล่อออกลูกมาหลายตัว ถ้ากันจำไม่ผิดน่าจะเก้าตัว แต่นายสลิมหมอจับกดน้ำเน่าไปสี่ตัว เหลือเพียงห้าตัว

มันจำเป็น-นายสลิมว่าอย่างนั้น คนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย เก้าตัวสำหรับหมาตัวเมียมันมากเกินกว่าจะดูแล  พวกเขาเลยตัดสินว่าพวกมันไม่สมควรมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความลำบากให้กับแม่ของมัน นั้นอาจเป็นสิ่งถูกต้องที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด ผู้ที่แข็งแรงกว่า ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าย่อมสามารถชี้นำหรือกำจัดอะไรก็ตามที่หมดประโยชน์ หรือเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นปัญหา

กันเองที่อายุมากขนาดนี้ก็คงไม่พ้นว่าสักวันจะต้องถูกจัดการอะไรบางอย่าง แต่แคนดี้ไม่เคยแสดงอาการแบบนั้นให้เห็นเลย เราผูกพันกันมากเสียจนเกินกว่าจะเอาเรื่องราวของผลประโยชน์มาตัดสินในการมีอยู่หรือดับสูญ

“ให้เจ้าคอหักสิ อ้ายหมาบ้านี้มันเหม็นฉิบหายเลย”

นั่นก็เสียงเจ้าคาร์ลสัน ตะหมอเข้ามาในห้องนี้ทีไรเป็นต้องส่งเสียงดังเสมอ และแคนดี้ก็ดูท่าทางไม่ค่อยชอบใจเจ้าหมอนี้เสียด้วยสิ กันเองก็เช่นกัน หมอชอบพูดเสียงเสมอเรื่องกลิ่นเหม็นๆ กันกับแคนดี้ต่างหากที่ต้องบ่นเรื่องนี้กับหมอ เพราะปากเหม็นๆของหมอนี่ละที่ทำให้กันต้องตื่นขึ้นมาดูเสมอ แล้วแคนดี้ก็พูดตอบหมอไปว่า

“กันอยู่กับมันมาเสียจนชิน จนไม่ได้กลิ่นว่ามันเหม็น”

แคนดี้พูดถูก กันเห็นพ้องด้วย เพราะในห้องขณะนั้นมีทั้งจอห์น ทั้ง สลิม พวกเขาไม่เห็นมีใครบ่นโวยวายเลยว่ามีอะไรที่มันเหม็นได้ขนาดนั้น แต่เจ้าคาร์ลสันมันก็ยังไม่ยอมลดละ มันยังคงตะแบงเสียงมายังกัน ให้ห่ากินตะหมอนี่มันจะอะไรกับกันนักหนา เหมือนว่าหมอกำลังพูดอะไรอีกมากมายกับแคนดี้

สลิมเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร แต่หมอก็ออกความเห็น และเมื่อแคนดี้รับฟังสิ่งที่สลิมพูด ดูเหมือนว่าแคนดี้จะหันหลังให้กับทุกคนในห้อง กันเห็นเจ้าคาร์ลสันไปที่เตียงนอนของมัน หยิบอะไรบางอย่างออกมา ไอ้สิ่งหมอหยิบออกมานะกันเคยเห็นเหมือนกัน แม้กันจะมีหน้าที่ดูแลแกะ แต่ว่าไอ้สิ่งนั้นมันก็เคยแผดเสียงคำรามจนกันต้องวิ่งเตลิดไปหาที่ซุกหัว

หมอเดินมาทางกันแล้วแต่กันแล้ว จากนั้นหมอก็ล้วงเอาสายหนังออกมาจากกระเป๋า จากนั้นนำมันมาคล้องคอกัน

“มา ไปกันเถอะ” เสียงของหมอที่พูดกับกันฟังดูอ่อนโยนขึ้น จากนั้นกันก็ค่อยยันตัวขึ้นจากที่นอน แคนดี้นอนนิ่งไม่พูดคุยกับใครอีกเลย ส่วนสลิมก็พูดกับคาร์ลสันสองสามประโยค ก่อนที่กันกับหมอจะเดินออกจากห้อง กันเดินไปกับหมอผ่าเข้าไปในความมืดมิด และเมื่อหมอหยุด กันก็หยุดด้วยเช่นกัน

ขณะนั้นเอง ที่กันรู้สึกถึงความเยียบเย็นเหน็บหนาวที่ประทับลงตรงต้นคอของกัน

วินาทีนั้น กันคิดถึงแคนดี้


บทประทับใจในเรื่อง

“หมอเป็นคนดี” สลิมว่า “คนดีไม่จำเป็นต้องมีความคิดมากนักดอก กันเห็นว่า ที่เป็นๆอยู่น่ะ ดูมันจะตรงกันข้ามเสียด้วย ลองนึกถึงอ้ายคนที่มันแคล่วคล่องว่องไวดูซี โดยมากก็มักไม่ใช่คนดีอะไร”


 





ก้าวฯที่ ๔๖

1 01 2010

.

ก้าวฯที่ ๔๖

     

 ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
‘บ้านหนอน‘ ออนไลน์แมกกาซีน

http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา

http://www.winbookclub.com

.

.

.

 

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

.

http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2006/12/kaawss.jpg?w=46&h=35&h=35

.

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.